หากเปรียบการตั้งครรภ์เหมือนการเดินทาง ก็นับว่าเป็นการเดินทางเที่ยวยาวนาน คือ ต้องใช้เวลาถึงประมาณ 40 สัปดาห์ หรือ 280 วันเลยทีเดียว กว่าที่จะถึงวันคลอดได้นั้น มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นทั้งกับตัวแม่และกับลูกในท้อง มีคนจำนวนมาก ที่ไปถึงเส้นชัยได้อย่างงดงาม แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่การเดินทางนั้นต้องพบกับอุปสรรคหรืออาจไปไม่ถึงเส้นชัย ซึ่งเกิดได้จากหลากปัญหาและหลายสาเหตุ
รักลูก ได้รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่อาจทำให้เส้นทางของการตั้งครรภ์ต้องหยุดชะงักหรือจบลงอย่างไม่สมหวังมานำเสนอแก่ผู้อ่านในครั้งนี้ ด้วยเชื่อว่าหากคุณแม่ตั้งครรภ์มีข้อมูลพร้อม รู้สาเหตุของปัญหา อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้อย่างเข้าใจ ย่อมจะช่วยให้รู้ถึงแนวทางในการดูแลครรภ์ สามารถสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้ ซึ่งจะนำไปสู่การรู้จักดูแลตนเองร่วมกับสูติแพทย์ เพื่อลดทอนปัญหาอาจเกิดขึ้นยามตั้งครรภ์ และช่วยให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปถึงปลายทางแห่งเส้นชัยได้ในที่สุด
บนเส้นทางของความคาดหวัง
ความคาดหวังของพ่อแม่รวมทั้งญาติพี่น้องทุกคนในครอบครัว เมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น คืออยากให้ลูกเกิดมาสมบูรณ์แข็งแรง เฉลียวฉลาด แต่ในทางการแพทย์แล้วอาจไม่เป็นจริงได้ทั้งหมด ทั้งนี้เพราะแม้การแพทย์จะมีความเจริญก้าวหน้า แต่ปัญหาหลายอย่างกลับตรวจวินิจฉัยได้ยาก หรือแม้จะตรวจวินิจฉัยได้ง่ายก็ยังอยากที่จะให้การดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที ด้วยบางปัญหาก็เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนไม่สามารถคาดการณ์ได้
เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ จะขอแบ่งปัญหาของการตั้งครรภ์และการคลอดออกเป็น 3 ช่วงระยะ
คือ 1. ปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะตั้งครรภ์ 2. ปัญหาในระยะคลอด และ 3. ปัญหาในระยะหลังคลอด
1. ปัญหาในระยะตั้งครรภ์
เมื่อมีการตั้งครรภ์ อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้ต่อตัวคุณแม่เองหรือต่อลูกน้อยในครรภ์หรือต่อทั้งแม่และลูกร่วมกัน ปัญหาที่พบบ่อยๆ ได้แก่
ลูกในครรภ์มีความพิการ
แม้หลายคนจะพยายามปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด รับประทานแต่อาหารที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อลูกน้อยในครรภ์ อย่างไรก็ตามต้องเรียนว่าการกระทำดังกล่าวก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ 100% ว่าลูกน้อยที่เกิดมาจะมีร่างกายครบสมบูรณ์ความพิการของลูกน้อยในครรภ์มีได้มากมายหลายชนิด บางคนพิการอวัยวะเดียว บางคนพิการหลายอวัยวะร่วมกัน ความพิการบางอย่างก้มีความรุนแรงเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ความพิการบางอย่างก็รุนแรงมากถึงขั้นเสียชีวิต ตัวอ่างของการพิการที่มีความรุนแรงเพียงเล็กน้อยที่พบบ่อย เช่น นิ้วขาด นิ้วเกิน ริมฝีปากแหว่ง ซึ่งยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้
ความพิการบางอย่างของลูกเกิดจากแม่ติดเชื้อโรคขณะตั้งครรภ์ เช่น แม่เป็นโรคหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะขณะตั้งครรภ์อ่อนๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลูกน้อยกำลังมีการสร้างอวันวะต่างๆ ของลูกพิการได้มากมาย เช่น ต้อกระจก ผนังหัวใจรั่ว หูหนวก ตับโต สมองพิการ ความพิการบางอย่างเกี่ยวข้องกับอาหารที่คุณแม่รับประทาน เช่น คุณแม่ที่รับประทานอาหารที่ขาดโฟเลต ซึ่งพบมากในผักใบเขียว อาจจะทำให้ไขสันหลังของลูกไม่ปิด หรือไม่มีเนื้อสมอง ซึ่งลูกน้อยมักจะเสียชีวิตภายหลังคลอดไม่นาน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดสารโฟเลตในประเทศไทยยังพบน้อยมากและลูกที่มีความพิการเช่นนี้ก็พบน้อยมากเช่นกัน ถ้าคุณแม่กังวลกลัวลูกจะมีความพิการของสมองควรรับประทานอาหารที่มีโฟเลตให้มากขึ้น หรือจะรับประทานเป็นยาเม็ดก็ได้ ซึ่งยาเม็ดโฟเลตมีราคาถูกมาก เม็ดละไม่กี่สตางค์
ความพิการบางอย่างถ่ายทอดได้กรรมพันธุ์ เช่น คุณแม่ที่ดป็นโรคกล้ามเนื่อแขนขาลีบมาตั้งแต่เกิดก็สามารถถ่ายทอดความพิการนี้ให้กับลูกน้อยในครรภ์ได้ด้วย อย่างไรก็ตามความพิการนี้ในประเทศไทยพบไม่ถึง 1%
แท้ง
การแท้งหมายถึง การตั้งครรภ์ต้องยุติลงก่อนเวลาที่ลูกน้อยในครรภ์จะสามารถมีชีวิตรอดได้ ในประเทศไทยถือเกณฑ์ว่า การแท้งคือการสิ้นสุดการตั้งครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ หรือน้ำหนักของลูกน้อยที่ออกมาสู่โลกภายนอกน้อยกว่า 1,000 กรัม การแท้งบุตรเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมากพอควร ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราชเมื่อ พ.ศ. 2546 พบว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ 100 รายพบว่ามีการแท้งเกิดขึ้นถึงประมาณ 8 รายเลยทีเดียว
สาเหตุของการแท้งมีมากมายหลายประการ บางประการก็พอบอกได้ เช่น
- แม่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคเหล่านี้จะทำให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตในมดลูกไม่ได้ดี และแท้งในที่สุด
- แม่ที่เคยทำแท้งในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน โดยเฉพาะเป็นการทำแท้งโดยบุคคลที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ อาจทำให้มดลูกมีการอักเสบ ทำให้ตัวอ่อนฝังตัวไม่ดีและท้องออกมาได้เช่นกัน ยิ่งเคยทำแท้งบ่อยครั้ง โอกาสแท้งก็จะย่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
- คุณแม่บางรายอาจมดลูกมีปัญหา เช่น เป็นเนื้องอกต้องได้รับการผ่าตัดที่ปากมดลูก ผลดังกล่าวจะทำให้ปากมดลูกไม่แข็งแรง หรือที่ทางการแพทย์เรียกกันว่า ปากมดลูกหลวม (Incompetence of Cervix) เมื่อการตั้งครรภ์ดำเนินไปได้ระยะเวลาหนึ่ง น้ำหนักของถุงน้ำคร่ำและตัวลูกน้อยในมดลูกจะดันลงมาปากมดลูกไม่แข็งแรง จะไม่สามารถรับน้ำหนักดังกล่าวไว้ได้ก็จะแท้งออกมา
- การแท้งชนิดนี้มักจะเกิดขึ้นภายหลังการตั้งครรภ์ไปนานคือประมาณ 4-5 เดือน ซึ่งแพทย์สามารถป้องกันได้ด้วยการเย็บผูกปากมดลูกให้แข็งแรงขึ้น
- มีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่ตรวจแล้วพบว่าตั้งครรภ์ แต่เมื่อไปฝากครรภ์อยู่ระยะหนึ่งกลับไม่พบการโตของมดลูก
ทั้งตรวจดูด้วยเครื่องเครื่องอัลตราซาวนด์ก็ไม่พบตัวเด็กในมดลูก เห็นแต่ถุงน้ำที่ว่างเปล่า
กรณีเช่นนี้ทางการแพทย์เราเรียกว่าภาวะไข่ฝ่อ (Blighted Ovum) ซึ่งเป็นภาวะที่ไข่และเชื้ออสุจิมีการผสมกันแล้วไม่มีการเจริญเติบโตต่อ
จำเป็นต้องขูดมดลูกเพื่อรักษา สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัดอาจเป็นเพราะการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ เครียด หรือแม่เป็นโรคบางอย่าง
ท้องนอกมดลูก
ปกติเมื่อมีการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนจะมีการเจริญเติบโตอยู่ภายในโพรงมดลูก แต่ในกรณีนี้ตัวอ่อนกลับไปฝังตัวนอกโพรงมดลูก เช่น ฝังตัวที่ท่อนำไข่ ที่รังไข่ หรือภายในช่องท้อง การตั้งครรภ์เหล่านี้เราเรียกว่า ท้องนอกมดลูก อย่างไรก็ตามตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือที่ท่อนำไข่ ส่วนตำแหน่งอื่นพบน้อยมากจนแทบไม่ต้องพูดถึง
การตั้งครรภ์ที่ท่อนำไข่เป็นการตั้งครรภ์ที่อันตรายมากเพราะ เมื่อตัวอ่อนมีการเจริญเติบโตมากขึ้น ท่อนำไข่จะไม่สามารถขยายตัวให้มากพอที่จะรองรับการเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้ เมื่อถึงจุดหนึ่งท่อนำไข่จะถูกตัวอ่อนดันจนแตก ระเบิดออก ผลดังกล่าวจะทำให้คุณแม่มีอาการปวดท้องมาก มีเลือดออกจากท่อนำไข่ลงไปในช่องท้องมากจนช็อก และถ้าไม่รีบผ่าตัดรักษาคุณแม่อาจเสียชีวิต
ท้องนอกมดลูกพบได้ไม่บ่อยนัก ที่โรงพยาบาลศิริราชพบประมาณร้อยละ 1 ของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ และมักจะพบในคุณแม่ที่มีประวัติและลักษณะพิเศษบางประการ เช่น มีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคปีกมดลูกอักเสบ เคยทำแท้ง เคยผ่าตัด ในอุ้งเชิงกรานโดนเฉพาะการผ่าตัดตกแต่งท่อนำไข่หรือผ่าตัดแก้หมัน
ท้องไข่ปลาอุก
ปกติภายหลังการผสมกันระหว่างเชื้ออสุจิและไข่จะมีตัวอ่อนเกิดขึ้น ตัวอ่อนจะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาต่อไปส่วนหนึ่งจะกลายเป็นตัวเด็กและอีกส่วนหนึ่งจะกลายเป็นรก (อวัยวะที่สร้างขึ้นขณะตั้งครรภ์เพื่อนำอาหารมาเลี้ยงลูกในครรภ์)
กรณีนี้เมื่อมีการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนส่วนที่จะกลายเป็นเด็กไม่เจริญเติบโตและตายไป ในขณะที่ตัวอ่อนส่วนที่จะกลายเป็นรกกลับมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและมีการสร้างน้ำขึ้นมามากมายทำให้มองเห็นเป็นเม็ดใสๆ คล้ายเม็ดสาคู หรือที่คนสมัยก่อนเห็นว่าคล้ายไข่ปลาอุก (ปลาอุกเป็นปลาในกลุ่มเดียวกับปลากด) จึงเรียกการตั้งครรภ์แบบนี้ว่า ท้องไข่ปลาอุก
การตั้งครรภ์แบบนี้พบได้ไม่บ่อยนัก ที่โรงพยาบาลศิริราช พบประมาณร้อยละ 0.4 ของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ปัจจุบันเรายังสรุปไม่ได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่บางรายมีการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติแบบนี้
ระยะแรกของการตั้งครรภ์คุณแม่จะมีอาการปกติ แต่เมื่อตั้งครรภ์ไประยะหนึ่งประมาณ 4 เดือน จะมีเลือดออกทางช่องคลอดซึ่งมีลักษณะพิเศษคือเป็นเลือดสีน้ำตาล และบางรายอาจมีเม็ดใสๆ คล้ายเม็ดสาคูออกมาด้วย บางรายอาจมีอาการแพ้ท้องมากกว่าปกติร่วมด้วย
การวินิจฉัยโรคนี้ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่คุณหมอใช้อัลตราซาวนด์ตรวจก็บอกได้แล้วว่า คุณแม่มีการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกหรือไม่ เมื่อวินิจฉัยโรคนี้ได้ คุณหมแก็จะให้การรักษาโดยการใช้เครื่องมือดูดเอาเนื้อรกในโพรงมดลูกออก
ตั้งครรภ์แฝด
คุณแม่หลายรายตั้งครรภ์แฝด เพราะดูเด็กแฝดแล้วรู้สึกน่ารักดี นอกจากนี้ยังคิดว่าการตั้งครรภ์แฝดทำให้ประหยัดเวลาอีกด้วย เพราะตั้งครรภ์ครั้งเดียวสามารถมีลูกได้หลายคนเลย
ความคิดดังกล่าวเป็นความคิดที่ผิดอย่างสิ้นเชิง เพราะในทางการแพทย์ถือว่าการตั้งครรภ์แฝดเป็นการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ เนื่องจากสร้างปัญหาให้ทั้งตัวคุณแม่และลูกในครรภ์ได้อย่างมากมาย
โดยธรรมชาติของมดลูกของคุณผู้หญิง มีไว้สำหรับบรรจุลูกน้อยได้ครั้งละ 1 คนเท่านั้น แต่ถ้ามีลูกน้อยเพิ่มขึ้นอีก 1 หรือ 2 คนในการตั้งครรภ์ครั้งเดียวก็ย่อมทำให้ลูกต้องแย่งอาหาร แย่งพื้นที่ในการเจริญเติบโตกัน ผลดังกล่าวทำให้ลูกเจริญเติบโตไม่ดี ไม่แข็งแรง และมักจะคลอดก่อนกำหนดได้ ตัวคุณแม่เองก็จะเหนื่อยมากกว่าปกติ เพราะมดลูกถูกยืดขยายใหญ่กว่าปกติ ทำให้ดันขึ้นไปบนช่องอกทำให้แม่หายใจไม่เต็มที่ นอกจากนี้เวลาคลอดก็มีโอกาสตกเลือดจากการที่มดลูกหดรัดตัวไม่ดีได้มากกว่าปกติอีกด้วย
สาเหตุของการตั้งครรภ์แฝดส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม แต่ก็มีคุณแม่บางคนที่ไม่สามารถมีลูกได้โดยวิธีธรรมชาติ ต้องอาศัยวิทยาการสมัยใหม่ช่วย ซึ่งวิธีการนี้มีโอกาสทำให้เกิดครรภ์แฝดได้มากทีเดียว
แม่ที่มีโรคประจำตัว แม่มีโรคประจำตัว
เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ ซึ่งโรคเหล่านี้ช่วงที่ไม่ตั้งครรภ์ก็มีปัญหามากอยู่แล้ว เมื่อมีการตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่ต้องแบกรับภาระหนักเพิ่มขึ้น ทั้งอาการขิงโรคที่มีอยู่เดิมและอาการที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์
โดยทั่วไป คุณแม่มีโรคประจำตัวเมื่อมีการตั้งครรภ์มักจะทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น บางรายคุณหมอก็อาจต้องแนะนำให้ทำแท้ง เช่น คุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจที่รุนแรง หรือบางรายก็อาจทำให้คุณแม่เสียชีวิตได้
ดังนั้นคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวจึงต้องปรึกษาคุณหมออย่างใกล้ชิดก่อนคิดจะตั้งครรภ์
ตั้งครรภ์ขณะอายุมาก (Elderly Pregnancy)
โดยปกติอายุที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์คือ ประมาณ 20-30 ปี แต่ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ขณะที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ทางการแพทย์ถือว่าเป็นการตั้งครรภ์ขณะมีอายุมาก
ซึ่งปัญหาก็คือ ลูกในครรภ์มีโอกาสที่จะปัญญาอ่อนหรือมีภาวะที่เรียกว่า ดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) เพิ่มขึ้น
ข้อมูลที่มีการศึกษาไวก็คือ
ถ้าตั้งครรภ์ขณะอายุ 35 ปี ลูกมีโอกาสเป็น 1 ใน 365 ของการคลอด
ถ้าตั้งครรภ์ขณะอายุ 40 ปี ลูกมีโอกาสเป็น 1 ใน 109 ของการคลอด
ถ้าตั้งครรภ์ขณะอายุ 49 ปี ลูกมีโอกาสเป็น 1 ใน 12 ของการคลอด
ถ้าคุณแม่มีอายุมากและกังวลว่าลูกจะมีปัญหาปัญญาอ่อน คุณหมอก็สามารถใช้วิธีการเจาะน้ำคร่ำตรวจได้
สำหรับตัวคุณแม่เองก็มักจะเหนื่อยง่าย เสี่ยงต่อการผ่าคลอดเพราะมดลูกบีบรัดตัวไม่ดี อาจตกเลือดหลังคลอด และอาจมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานได้มากกว่าปกติ
ปัจจุบันแนวโน้มที่คุณแม่จะตั้งครรภ์เมื่ออายุมากมีมากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุน่าจะเป็นเพราะสภาพทางสังคมที่เปลี่ยนไป เช่น ผู้หญิงมีการเรียนสูงและนานมากขึ้น ทำงานนอกบ้านมากขึ้น
ตั้งครรภ์ขณะอายุน้อย (Teenage Pregnamcy)
คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ขณะอายุน้อย เช่น น้อยกว่า 16 ปี ก่อให้เกิดปัญหาได้ไม่น้อย เนื่องจากตัวคุณแม่กลุ่มนี้ ยังเป็นเด็กและกำลังมีการเจริญเติบโตเช่นเดียวกับลูกในครรภ์ เมื่อมีการตั้งครรภ์จึงทำให้เหมือนกับมีการแย่งอาหารระหว่างแม่กับลูก ทำให้ลูกในท้องมีการเจริญเติบโตได้ไม่ดี อีกทั้งสภาพร่างกายของคุณแม่ก็มักจะยังไม่พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ คือเชิงกรานยังขยายไม่เต็มที่ ซึ่งมีผลทำให้คลอดยากและอาจต้องผ่าตัดคลอด หรืออาจจะตกเลือดหลังคลอดได้ง่าย ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือคุณแม่กลุ่มนี้มักจะมีปัญหาในการเลี้ยงดูลูกที่คลอดออกมา เพราะตัวเองก็ยังเป็นเด็กอยู่
การตั้งครรภ์ขณะอายุน้อยในปัจจุบันเริ่มมีมากขึ้น และมักเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม สาเหตุน่าจะมาจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอิทธิพลจากสิ่งต่างๆ ที่ยั่วยุให้เด็กมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น แต่ไม่รู้จักการป้องกันการตั้งครรภ์
ครรภ์เป็นพิษ
คุณแม่บางรายการตั้งครรภ์ราบรื่นมาตลอด แต่เมื่อมาถึงช่วงอายุครรภ์ประมาณ 8-9 เดือน กลับมีความดันโลหิตสูงขึ้น เมื่อตรวจปัสสาวะก็พบโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ มีอาการขาบวม หน้าบวม บางคนก็ปวดศรีษะ เปลือกตาบวม ถ้าอาการรุนแรงมากคุณแม่อาจมีอาการชัก หรือหลอดเลือดในสมองแตกจากความดันโลหิตสูงขึ้นมากๆ
สาเหตุของครรภ์เป็นพิษยังไม่ทราบแต่ พบว่าผู้ที่มีความเสี่ยงคือ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุน้อย หรืออายุมากเกินไป คุณแม่ที่อ้วนมาก คุณแม่ที่มีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้ หรือคุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวาน ที่โรงพยาบาลศิริราชพบว่าคุณแม่ที่มาคลอดมีประมาณร้อยละ 5 ที่มีโรคนี้แทรกซ้อน
การดูแลรักษาประกอบด้วยขบวนการหลายอย่าง เช่น ให้ยากันชัก ยาลดความดัน และยุติการตั้งครรภ์โดยการให้ยาเร่งคลอดหรือผ่าตัดคลอด
โรคเบาหวานที่เกิดจากการตั้งครรภ์
เรามักจะคุ้นเคยกับโรคเบาหวานว่าเป็นโรคที่มีน้ำตาลสูง ต้องรับประทานยาลดน้ำตาล หรือฉีดอินซูลินเพื่อลดน้ำตาล แต่มีบางคนที่ก่อนการตั้งครรภ์ไม่เคยเป็นโรคนี้ แต่เมื่อตั้งครรภ์แล้วกลับเกิดโรคเบาหวานขึ้นได้ และเมื่อคลอดแล้วโรคนี้ก็มักจะหายไป ทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า โรคเบาหวานที่เกิดจากการตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes)
เมื่อมีการตั้งครรภ์ ทั้งตัวลูกน้อยในครรภ์ รก และตัวคุณแม่จะร่วมกันสร้างฮอร์โมนขึ้นมาหลายชนิดซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้ส่วนมากจะไปขัดขวางฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน ไม่ให้ทำหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาลให้เป็นปกติได้ทำให้น้ำตางในเลือดสูงขึ้นผิดปกติ ผลก็คือเกิดภาวะที่เรียกว่าโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
คุณแม่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม่คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนเท่านั้นที่เป็นโรคเบาหวาน สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พอบอกได้ว่าแม่ที่ลักษณะต่างๆ เหล่านี้ เช่น อ้วน มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน อายุมาก มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคุณแม่ที่ไม่มีลักษณะดังกล่าว
โรคเบาหวานที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์ก่อปัญหาให้ทั้งตัวคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และลูกน้อยในครรภ์ คุณแม่ที่คุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี อาจเกิดภาวะเลือดเป็นกรดและช็อกได้ ส่วนลูกในครรภ์มักได้รับน้ำตาลในปริมาณสูงทำให้อ้วนและตัวใหญ่มากซึงจะทำให้คลอดยากและอาจต้องผ่าตัดคลอด ภายหลังคลอดลูกอาจมีปัญหาชักจากการขาดน้ำตาลทันที หรือตัวเหลืองได้ง่าย
คุณแม่ที่เป็นโรคนี้ควรไปฝากครรภ์กับคุณหมอตามนัด และร่วมมือกับคุณหมอในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะโดยการควบคุมอาหารหรือการฉีดยาอินซูลินก็ตาม
รกเกาะต่ำ
รกเป็นอวัยวะเฉพาะกิจที่เกิดขึ้นมาขณะตั้งครรภ์ เพื่อทำหน้าที่นำอาหารมาเลี้ยงลูกในครรภ์ปกติรกจะเกาะอยู่ที่ผนังมดลูกด้านบน และคลอดตามลูกน้อยออกมา
กรณีของรกต่ำ ก็คือรกไปเกาะขวางอยู่ที่ส่วนล่างของมดลูกหรือปิดปากมดลูก เมื่อถึงช่วงเวลาใกล้คลอดปากมดลูกจะเริ่มเปิดขยาย ทำให้มีรอยฉีกขาดระหว่างตัวรกกับปากมดลูก ทำให้มีเลือดออก ถ้าเลือดออกมาก ก็อาจเป็นอันตรายต่อทั้งตัวแม่และตัวลูกได้
สัญญาณเตือนว่าคุณแม่อาจมีรกเกาะต่ำก็คือ เมื่อมีการตั้งครรภ์ไประยะเวลาหนึ่ง ซึ่งมักจะเลยวัยช่วง 7-8 เดือนไปแล้ว อยู่ๆ คุณแม่ก็มีเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่มีอาการเจ็บครรภ์เลย
การเกิดภาวะรกเกาะต่ำพบไม่มากนัก ที่โรงพยาบาลศิริราชพบประมาณร้อยละ 1-2 ของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์
คุณแม่ที่มีโอกาสรกเกาะต่ำได้ คือคุณแม่ที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก เคยคลิดลูกมาแล้วลายครั้ง คุณแม่ที่สูบบุหรี่จัด (การสูบบุหรี่ในระหว่างตั้งครรภ์ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงมดลูกไม่ดี) และกรณีครรภ์แฝดซึ่งรกมักจะใหญ่และกินพื้นที่การเกาะที่ผนังมดลูกจากด้านบนลงมาถึงด้านล่างด้วย
รกลอกตัวก่อนกำหนด
ปกติแล้วเมื่อมีการคลอด ลูกน้อยจะต้องคลอดออกมาก่อน จากนั้นรกจึงจะลอกตัวจากผนังมดลูกและคลอดตามมา
คุณแม่บางรายรกกลับหลุดลอกตัวก่อนที่ลูกจะคลอด ผลดังกล่าวทำให้อาหารจากรกที่จะไปเลี้ยงลูกน้อยลดลงหรือถูกตัดขาดอย่างรวดเร็ว และเป็นสาเหตุทำให้ลูกน้อยเสียชีวิตในเวลาอันสั้นได้
สาเหตุที่ทำให้รกลอกตัวก่อนกำหนดที่พบบ่อยที่สุด ก็คือ คุณแม่โดนกระแทกที่หน้าท้องจากการหกล้ม ท้องกระแทกพื้น และที่พบอีกอย่างก็คือ เด็กวิ่งชนกระแทกหน้าที่หน้าท้องอย่างแรง รกนั้นเหมือนแผ่นกระดาษหนาๆ ที่แปะอยู่กับผนัง หากถูกกระแทกแรงๆ จะทำให้หลุดลอกได้ง่าย
อาการของรกลอกตัวก่อนกำหนดคือ คุณแม่จะปวดท้องอย่างรุนแรง และอาจมีเลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดคลอดอย่างรวดเร็ว ลูกอาจเสียชีวิตได้ และคุณแม่ก็อาจช็อกจากการเสียเลือดได้
คลอดก่อนกำหนด
ปกติคุณแม่ควรคลอดเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 40 สัปดาห์ถ้าคลอดเร็วกว่านั้นสัก 2-3 สัปดาห์ก็ยังถือว่าปกติอยู่ แต่ถ้าคลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ ทางการแพทย์เราเรียกว่า คลอดก่อนกำหนด ที่โรงพยาบาลศิริราชพบการคลอดชนิดนี้ประมาณร้อยละ 10
การคลอดก่อนกำหนดก่อปัญหาให้ลูกน้อยหลายประการ เนื่องจากขณะที่คลอด อวัยวะต่างๆ ยังมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ จึงทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ง่าย โดยเฉพาะเสี่ยงต่อการที่ปอดยังไม่มีสมรรถภาพในการหายใจที่ดีพอ
สาเหตุของการคลอดก่อนกำหนด ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ส่วนใหญ่มักพบในคุณแม่ที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะบ่อยๆ คุณแม่ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ และที่เป็นกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งเลยทีเดียวก็คือ คุรแม่ที่คลอดก่อนกำหนดโดยยังหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้
ตั้งครรภ์เกินกำหนด
ถ้าตั้งครรภ์เกิน 42 สัปดาห์ขึ้นไปแล้วยังไม่คลอด เรียกว่า ตั้งครรภ์เกินกำหนด ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 5-10 ของการตั้งครรภ์
การตั้งครรภ์ที่ยาวนานเช่นนี้จะทำให้รกมีการเสื่อมสมรรถภาพค่อนข้างมากและจะทำให้นำอาหารไปเลี้ยงลูกในครรภ์ได้ไม่เพียงพอ
ลูกที่คลอดออกมาอาจมีปัญหาได้หลายอย่าง เช่น ตัวเหลือง ติดเชื้อในเลือดหรือสำลักน้ำคร่ำทำให้หายใจไม่ได้ และบางรายอาจเสียชีวิตได้
2. ปัญหาในระยะคลอด
คุณแม่บางรายที่ผ่านการตั้งครรภ์มาอย่างราบรื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเข้าสู่ระยะคลอด เหตุการณ์จะราบรื่นได้เช่นกัน
คุณแม่บางรายอาจประสบปัญหาการเจ็บครรภ์คลอดที่ยาวนาน หรือคลอดไม่ได้ต้องผ่าออก ปัญหาเหล่านี้เรียกรวมๆ กันว่า คลอดยาก
สาเหตุของการคลอดยากมีได้หลายประการ เช่น
ลูกตัวใหญ่มาก
ลูกที่ตัวใหญ่มากกว่าปกติจะทำให้คุณแม่ทรมานจากการเจ็บครรภ์คลอดที่ยาวนาน เมื่อคลอดออกมาทางช่องคลอดอาจทำให้ช่องคลอดฉีกขาดได้มาก หรืออาจต้องใช้เครื่องมือช่วยคลอดลูก เช่น ใช้คีมคีบศรีษะหรือใช้เครื่องดูดสุญญากาศดูดออกมา บางรายต้องลงท้ายด้วยการผ่าตัดคลอด
ลูกเอาก้นออกมาก่อน
การคลอดปกติทางช่องคลอดจะคลอดโดยเอาส่วนศรีษะของลูกออกมาก่อน แต่มีบางกรณีที่มีกาคลอดโดยเอาก้นของลูกออกมาก่อน แต่ก็มีบางกรณีที่มีการคลอดโดยเอาก้นของลูกออกมาก่อนการคลอดชนิดนี้จะทำให้ลูกน้อยเสี่ยงต่อการคลอดที่ติดขัดโดยเแพาะส่วนศรีาะของลูกอาจถูกปากมดลูกรัดไว้จนคลอดออกมาไม่ได้ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานเยงประมาณ 5 นาทีลูกก็อาจเสียชีวิตได้แล้ว ดังนั้นถ้าพบปัญหานี้คุณหมอก็มักจะแนะนำให้คุณแม่รับการผ่าตัดคลอดซึ่งปลอดภัยมากกว่า
แม่มีเชิงกรานแคบ
การคลอดจะเกิดขึ้นได้ ตัวของลูกน้อยจะต้องเคลื่อนต่ำลงมาในช่องเชิงกรานของแม่ ในกรณีที่คุณแม่มีเชิงกรานที่เล็กหรือแคบ ลูกจะเคลื่อนลงไปในช่องเชิงกรานไม่ได้ ถ้าปล่อยให้เจ็บครรภ์คลอด คุณแม่จะเจ็บครรภ์ทรมานยาวนานได้ การผ่าตัดคลอดจะแก้ปัญหานี้ได้
คุณแม่ที่เสี่ยงต่อการมีเชิงกรานแคบ คือคุณแม่ที่มีโครงสร้างค่อนข้างเล็ก เช่น ตัวเตี้ย น้ำหนักน้อย เป็นต้น
มดลูกหดรัดตัวไม่ดี
ส่วนใหญ่มักพบในคุณแม่ที่มีอายุมาก หรือเคยคลอดมาหลายครั้งแล้ว เหตุผลก็คือลักษณะดังกล่าวเหมือนกับเครื่องยนต์เก่าหรือใช้งานมามาก จึงทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
การที่มดลูกหดรัดตัวไม่ดีจะทำให้การเจ็บครรภ์คลอดยาวนาน ซึ่งอาจก่ออันตรายได้ทั้งต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้ การดูแลรักษาคุณหมอมักให้ยาเพื่อช่วยทำให้มดลูกมีการหดรัดตัวดีขึ้น ถ้าไม่ได้ผลก็มักจะผ่าตัดคลอด
สายสะดือพันคอ
โดยปกติสายสะดือจะยาวประมาณ 50 เซนติเมตร บางคนก็สั้นกว่านั้น ในขณะที่บางคนอาจยาวถึง 100 เซนติเมตร การที่สายสะดือยาวมากๆ ขณะตั้งครรภ์มักไม่เกิดปัญหาอะไร แต่เมื่อถึงช่วงใกล้คลอดหรือเจ็บครรภ์คลอด ลูกในครรภ์อาจมีการหมุนตัว ทำให้สายสะดือไปพันหรือรัดที่ตัวลูกได้ซึ่งถ้าเป้นบริเวณอื่นก็อาจไม่มีอันตราย แต่ถ้าเป็นการรัดที่บริเวณคอจะเสี่ยงอันตรายได้มาก เพราะเมื่อลูกมีการเคลื่อนไหวไปมาก็จะทำให้สายสะดือพันคอจนแน่น สายสะดือมีหน้าที่นำอาหารและเลือดมาเลี้ยงลูกโดยตรง ถ้าถูกรัดจนแน่นจะทำให้นำอาหารไปเลี้ยงลูกไม่ได้ ลูกอาจจะเสียชีวิตได้
สายสะดือย้อย
สายสะดือที่ยาวมาก เมื่อถึงเวลาคลอด ปากมดลูกเปิดและถุงนำคร่ำแตก สายสะดือก็อาจจะไหลลงมาในช่องคลอด บางคนไหลลงมาต่ำกว่าหัวลูก ก็จะถูกหัวลูกกดทับทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงร่างกายของลูกได้ และทำให้เสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น
ถ้าแพทย์ตรวจพบกรณีนี้ก็จะรีบผ่าตัดคลอดทันที ถ้าผ่าคลอดได้เร็วก็ช่วยเหลือได้ แต่หากช้าลูกก็มักเสียชีวิต อย่างไรก็ตามปัญหานี้ไม่น่าจะกังวลมากเพราะพบได้น้อยกว่า
รกไม่ยอมคลอดหรือรกค้าง
ภายหลังคลอดลูก รกมักจะคลอดมาตามภายในเวลาประมาณ 10-15 นาที แต่ถ้ารกไม่คลอดในเวลาอันควร เลือกก็จะไหลอยู่เรื่อยๆ จนอาจทำให้ช็อกหรือเสียชีวิตได้
การที่รกไม่ยอมคลอดอาจเกิดจากรกเกาะติดแน่นเกินไป หรือรกฝังตัวลึกเข้าไปในผนังมดลูก ภาวะนี้คุณหมอสามารถช่วยได้โดยการเอารกออกมาแต่ในรายที่รกฝังลึกมากไม่สามารถล้วงออกมาได้ ก็มักจะต้องตัดมดลูก เพื่อป้องกันการสูญเสียเลือดและความปลอดภัยของคุณแม่
3. ปัญหาในระยะหลังคลอด
แม้ว่าจะคลอดไปแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะสิ้นสุดลง คุณแม่บางรายมาเกิดปัญหาตอนหลังคลอดก็มี
ปัญหาที่พบบ่อยๆ ได้แก่
ตกเลือดหลังคลอด
ส่วนใหญ่เกิดจากมดลูกมีการหดรัดตัวไม่ดี ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการเจ็บครรภ์คลอดที่ยาวนาน ช่องคลอดหรือปากมดลูกมีการฉีกขาดมีเศษรกค้างในมดลูก คลอดออกมาไม่หมด
ปัญหานี้พบประมาณร้อยละ 2-3 ของการคลอด
การติดเชื้อหลังคลอด
บางคนคลอดไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง เกิดปัญหาการติดเชื้อที่อวัยวะต่างๆ เช่น ในช่วง 7 วันหรือ 10 วัน หลังคลอดมีอาการเต้านมเป็นฝี เป็นแผล เป็นหนอง เกิดการเจ็บระบม เพราะว่าเต้านมขยายมาก ส่วนมากเป็นเพราะบ้านเราที่อากาศร้อน การทำความสะอาดหัวนมไม่ดี ลูกดูดนมบางครั้งก็ทำให้เชื้อเข้าไปในเต้านมได้ แล้วก็ทำให้เกิดปัญหา อาจต้องมีการเจาะหนองออกจากเต้านม
บางคนมีปัญหาแผลผ่าตัดหน้าท้องติดเชื้อ แผลแยก ต้องมารับการรักษาใหม่หรือบางคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานแล้วไปทำหมัน แผลเป็นหนองหลังจากทำหมัน เหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ช่วงหลังคลอด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ไม่อันตรายแต่อย่างใด
ทั้งหมดที่นำเสนอนี้เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในการตั้งครรภ์และการคลอดแต่ละครั้ง บางปัญหาเราสามารถป้องกันได้ แต่บางปัญหาก็ไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้ แต่ทั้งหมดก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อย และพบได้น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหมด
และแม้ว่าปัญหาเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางสู่ความสำเร็จของการตั้งครรภ์ แต่ก็ใช่ว่าจะน่ากลัวเสมอไป หากคุณแม่มีความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง มีการดูแลตัวเองตลอดการตั้งครรภ์ ไม่อยู่บนเส้นทางของความประมาท เรียนรู้วิธีที่จะหลีกเลี่ยง รวมทั้งสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น เชื่อว่าเส้นชัยที่งดงามย่อมรออยู่ข้างหน้าอย่างแน่นอน
เป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคนและทุกครอบครัว ที่กำลังรอคอยของขวัญที่มีค่าอยู่ค่ะ
(update 20 เมษายน 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 257 มิถุนายน 2547 ]
|