คราวก่อนสาธยายซะหมดเลยว่าผ่าท้องคลอดเขาผ่ากันอย่างไร
เจอกันหนนี้ก็เลยจะมาพูดกันต่อเรื่องการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดคลอดนะครับ
อาหาร...หลังผ่าตัด
หลังผ่าตัดคุณหมอก็จะให้งดน้ำงดอาหารต่อไปอีก 27 ชั่วโมง เนื่องจากลำไส้จะหยุดทำงานไปเฉยๆ
ซะอย่างนั้นเพราะมีใครไปแอบดูมันเข้า แต่ช่วงนี้คุณแม่ก็จะได้นำ เกลือแร่
พลังงานต่างๆ จากน้ำเกลือเข้าทางเส้นเลือดโดยตรงแบบไม่ต้องย่อยและไม่ต้องเคี้ยวกันให้เสียเวลา
พอครบ 24 ชั่วโมง ก็จะให้คุณแม่เริ่มจิบน้ำได้ แต่ต้องค่อยๆ จิบนะครับ ไม่ใช่ดื่มเข้าไปอั้กๆ
ไม่อย่านั้นก็จะจุกแล้วก็จะอาเจียนออกมาเสียของเปล่าๆ
มื้อต่อไปอาหารก็จะเริ่มมีรสชาติขึ้นมาหน่อย คุณแม่จะเริ่มได้กินน้ำข้าว น้ำซุป น้ำหวาน
จนมื้อสุดท้ายของวันที่สองนี่แหละถึงได้หายอยากกันซะที มื้อนี้คุณแม่ก็จะได้กินข้าวต้มเป็นเรื่องเป็นราว
เรื่องกินเรื่องใหญ่ครับต้องสาธยายกันก่อนให้รู้เรื่อง ที่สำคัญกินเสร็จแล้วห้ามนอน ต้องนั่งพักหรือเดินไปเดินมาสักครึ่งชั่วโมง
เพื่อให้ลมที่กินเข้าไปด้วยได้แยกชิ้นแล้วเรอออกมา ถ้ากินแล้วนอนทันทีท้องก็จะอึดอัดแน่นท้องไปหมด
กว่าลมจะลงไปเรื่อยๆ จนผายลมระบายออกมาก็ต้องแน่นท้องไปอีกหลายวันเลยครับ
4 ต้อง...กฎดูแลตัวเอง
หลังผ่าตัดคุณแม่สามารถดูแลตัวเองง่ายๆ โดยใช้กฎ 4 ต้องดังต่อไปนี้ครับ
1. ต้อง...ไม่มีไข้
ถ้ามีไข้ตัวร้อนขึ้นมาแสดงว่า มีอะไรไม่ปกติแอบแฝงอยู่แล้วครับ เช่น แผลอักเสบ
มดลูกข้างในอักเสบ แต่ตอนนมคัดบางทีก็อาจมีไข้ต่ำๆ ได้เหมือนกัน
2. แผลต้องไม่อักเสบ
ปกติแล้วแผลจะเจ็บน้อยลงเรื่อยๆ แต่บางทีวันที่เริ่มลุกเดินก็อาจเจ็บมากขึ้นบ้างก็ได้
สีของผิวหนังรอบๆ แผล ต้องดูเหมือนสีเนื้อปกติ ถ้าแผลเกิดบวมแดง เจ็บมากกว่าเก่าขึ้นมา
ก็แสดงว่าถึงคราวเคราะห์ สงสัยแผลจะอักเสบซะแล้ว ปกติแล้วถ้ามีการอักเสบเกิดขึ้นก็มักจะเป็นในสามวันแรก
เลยจากนี้ไปแล้วก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาแล้วครับ
3. ต้องไม่ปวดมดลูกมากขึ้น
หลังผ่าตัดใหม่ๆ มดลูกข้างในท้องน้อยจะบีบตัวแข็งเกร็ง ยิ่งบีบก็ยิ่งเจ็บ แต่ยิ่งบีบก็ยิ่งดีนะครับ
เพราะสิ่งที่อันตรายที่สุด และเป็นสิ่งที่หมอสูติฯ กลัวกันที่สุดของการผ่าตัดคลอดก็คือ การตกเลือดนั่นเองครับ
มดลูกยิ่งบีบตัวเล็กลงวันละหนึ่งนิ้วมือ ยิ่งลูกกินนมแม่มดลูกก็จะยิ่งเข้าอู่เร็ว คุณแม่จะสังเกตได้เลยว่าตอนลูกดูดนม
มดลูกจะบีบตัวเจ็บมากขึ้นกว่าปกติ
ภายใน 14 วันมดลูกก็จะเล็กลงจนหดเข้าไปในอุ้งเชิงกรานคลำหาไม่เจอทางหน้าท้องแล้วครับ
ที่คลำเจอก็จะเป็นไขมันส่วนเกินที่เหลืออยู่ไว้ให้กลุ้มใจ
4. น้ำคาวปลาต้องน้อยลง
น้ำคาวปลาหรือเลือดจางๆ ที่ไหลออกมาทางช่องคลอดต้องออกน้อยลงเรื่อยๆ สามวันแรกสีจะค่อนข้างสีแดงสด
ต่อมาก็จะจางลงเรื่อยๆ จน 10 วันใส 14 วันหมด ตอนนอนอยู่บนเตียงก็ดูเหมือนน้ำคาวปลาจะไม่ค่อยไหล
แต่พอลุกขึ้นมาจากเตียงตอนเช้าเท่านั้น เลือดก็หล่นหลุดออกมาเป็นยวงเลย ถ้าเป็นอย่างนี้อย่าเพิ่งตกใจนะครับ
เพราะปติแล้วตอนนอนบนเตียงช่องคลอดจะตั้งขึ้นทำให้เลือดขังค้างอยู่ในโพรงมดลูกได้
โดยปริมาณที่สามารถขังค้างมีได้ถึงหนึ่งแก้วน้ำใหญ่ๆ เลยล่ะ พอลุกขึ้นจากเตียงเลือดที่ขังอยู่นี้ก็ไหลออกมาเท่านั้นเอง
พอไหลออกมาหมดแล้วน้ำคาวปลาก็ออกอีกไม่มาก
ปกติแล้วผ่าท้องคลอดน้ำคาวปลาจะออกน้อยกว่า หมดเร็วกว่าปกติ ในคุณแม่ที่คลอดเอง
เยื่อบุต่างๆ จะต้องหลุดลอกเองตามธรรมชาติ น้ำคาวปลาจึงออกมากกว่านานกว่า แต่ในกรณีผ่าท้องคลอด
คุณหมอจะใช้ผ้าเช็ดถูทำความสะอาดในโพรงมดลูก ถูจนเกลี้ยงหมดจดจนโพรงมดลูกเรียบลื่น
เหมือนหม้อหุงข้าวไฟฟ้าอย่างไงอย่างงั้น ไม่เหลือเศษเยื่อใยอะไรติดค้าง ไปกินยาขับน้ำคาวปลา
ว่านชักมดลูก สตรีเพ็ญภาค ขับยังไงก็ไม่มีออก...รับรองได้
ลุก-นั่งยังไง...ไม่เจ็บแผล
วันแรกหลังคลอดคุณหมอก็ไม่ให้ทำอะไรมากหรอกครับ นอนรับแขกเยี่ยมอย่างเดียวก็ยุ่งทั้งวันแล้ว
ดังนั้นถ้าอยากนอนพักสบายๆ ก็อย่าเพิ่งไปบอกใคร คลอดวันแรกให้บอกแค่ญาติสนิทให้คอยมาดูแลเรา
คลอดวันที่สองก็ให้บอกเพื่อนสนิทให้ซื้อของกินมาฝาก วันที่สามให้บอกเพื่อนร่วมงานรอเก็บของเยี่ยม
วันที่สี่ต้องเตรียมตัวกลับบ้าน
ระหว่างที่นอนพักฟื้นอยู่บนเตียงก็มีเคล็ดลับนิดหน่อยที่จะทำให้ไม่ค่อยเจ็บแผล ลองเอาไปทำดู...
ช่วยได้เยอะทีเดียวล่ะ อย่างแรกเตียงของโรงพยาบาลจะสามารถปรับให้หัวสูงต่ำได้
ตอนนอนหลังคลอดก็ควรปรับให้หัวเตียงสูงขึ้นสักคืบ อยู่กี่วันกี่คืนก็ปรับหัวเตียงสูงไว้นิดๆ ตลอด
เพราะเวลานอนท่านี้หน้าท้องก็จะหย่อน แผลก็ไม่ตึงก็เลยเจ็บน้อย แต่ถ้านอนราบแบนลงไปเลย
ห้าท้องก็จะตึง แผลก็จะถูกรั้งตึงเจ็บ
เวลาลุกขึ้นลุกลงจากเตียงก็ต้องตะแคงขึ้นตะแคงลงเท่านั้น ถ้าหงายงัดขึ้นหงายงัดลงแผลก็จะถูกรั้งตึงเจ็บ
เวลาจะนอนก็เอาก้นเข้าข้างเตียงก่อน แล้วเอามือยันตัวตะแคงตัวลงนอน ตอนลุกก็ตะแคงข้างก่อนแล้วค่อยๆ
ถัดตัวยันขึ้นมา ถ้าทำท่านี้รับรองลุกไม่เจ็บแผลครับ
เตียงของโรงพยาบาลโดยมากแล้วก็จะสามารถปรับให้สูงต่ำได้ตามใจชอบ หลังผ่าตัดคลอดใหม่ๆ
ก็ควรปรับให้เตียงต่ำที่สุดจะดีกว่าครับ เพราะยิ่งเตียงสูงเวลาคุณแม่จะต้องลงจากเตียงก็จะต้องเขย่งยืดตัวก็จะทำให้เจ็บแผลมาก
แต่ถ้าปรับเตียงลงต่ำๆ ก็จะเจ็บแผลน้อยลงเยอะทีเดียวล่ะครับ
ปกติแล้วแผลก็จะแห้งและเปิดแผลได้ใน 7-10 วัน คุณแม่จะเจ็บแผลก็ในช่วง 3-4 วันแรกเท่านั้นเอง
หลังจากนั้นก็จะไม่ค่อยเจ็บแล้ว จะรู้สึกตึงๆ เคืองๆ บ้าง จะหายสนิทไม่รู้สึกเลยก็ประมาณ 3 วันครับ
ท้องต่อไป...ทำไงดี
สำหรับคุณแม่ที่ผ่าคลอดไปแล้ว มีหลายๆ คนถามกันมาเยอะเหมือนกันครับว่า
ถ้าเคยผ่าท้องคลอดมาก่อนแล้วอย่างนี้จะคลอดธรรมชาติได้หรือเปล่า...ก็ต้องบอกก่อนว่าบางรายได้
แต่บางรายก็ไม่ได้
ตัวอย่างเช่น ถ้าหากท้องแรกถูกผ่าเพราะเชิงกรานแคบ เด็กตัวโต ท้องสองเชิงกรานมันก็ยังคงแคบเหมือนเดิมอยู่ดี
คุณแม่บางคนก็เถียงใหญ่เลยว่า นี่มันตั้งสองปีแล้วนะ ป่านนี้เชิงกรานคงโตขึ้นมาอีกหน่อย น่าจะคลอดเองได้นะ
...อีก 10 ปีเชิงกรานก็ไม่โตขึ้นกว่านี้แล้วครับ ถ้าเชิงกรานแคบมันก็ต้องแคบวันยังค่ำครับ
แต่ถ้าท้องแรกผ่าเพราะลูกเอาก้นลง พอมาท้องสองลูกนิสัยดีขึ้นเอาหัวลงอย่างนี้ก็อาจจะคลอดเองได้ครับ...
แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคุณหมอด้วย เพราะถ้าเคยผ่าคลอดมาก่อน
แล้วจะคลอดเองก็จะมีโอกาสที่แผลมดลูกแตกได้ประมาณ 1 ใน 200 แล้ว
ถ้าบังเอิญโชคร้ายแตกขึ้นมาจริงๆ เด็กในท้องก็จะเสียชีวิตได้ประมาณ 75%
ดังนั้นตัวหมอเองก็ไม่อยากจะต้องไปเจอเรื่องราวยุ่งยากในชีวิต ยุ่งยุคนี้สื่อชอบใช้ความคิดเห็นส่วนตัว
และความรู้ทางการแพทย์อันน้อยนิดมาเขียนข่าว หมอทั้งหลายก็ต่างต้องระวังตัวมากขึ้น
ดังนั้น ถึงแม้ว่าหลายๆ กรณีที่ผ่าตัดคลอดก็จะสามารถคลอดเองได้
แต่ความเสี่ยงในการคลอดก็อาจจะสูงกว่าการผ่าตัดคลอดซ้ำอีกที ในปัจจุบันนี้มักจะไม่ค่อยนิยมคลอดเอง
หลังจากเคยผ่าท้องคลอดมาก่อน ยกเว้นว่ามาถึงโรงพยาบาลแล้วหัวจะโผล่พอดีเอาไปผ่าไม่ทันจริงๆ
หลังจากได้รู้เรื่องราวของการผ่าท้องคลอดกันไปแล้ว ก็อยากสรุปให้คุณแม่ฟังกันอีกรอบหนึ่งว่า
การคลอดลูกก็เหมือนภาระหน้าที่ที่น่าภูมิใจของคนเป็นแม่ที่ได้เจ็บปวด ได้ออกแรงเบ่งลูกออกมาเอง
ถ้าเกิดมาเป็นผู้หญิงแล้วสามารถคลอดเองได้ก็ขอลองดูสักครั้งให้เป็นประสบการณ์ที่น่าภูมิใจ
ยกเว้นว่าสุดความสามารถจริงๆ หรือมีเหตุผลทางการแพทย์
การผ่าตัดคลอดก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากลัวอะไรไม่ว่าจะคลอดเองหรือผ่าก็ไม่สำคัญเท่ากับขอให้ลูกคลอดออกมาสมบูรณ์แข็งแรง
แค่นี้แม่ก็ดีใจแล้วครับ
(update 11 มีนาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 11 ฉบับที่ 121 พฤศจิกายน 2005 ]
|