ลูกบวมน้ำ จากโรคเลือดจางทาลัสซีเมีย


คุณกิ่งก้อย อายุ 25 ปี อาชีพพนักงานธนาคาร แต่งงานมาประมาณ 1 ปี ไม่ได้คุมกำเนิด ภายหลังแต่งงานไม่นานก็ตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่ได้ไปฝากครรภ์ที่ใด เนื่องจากไม่ว่าง จนเมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 5 เดือน จึงไปฝากครรภ์กับคุณหมที่โรงพยาบาลของรัฐฯ แห่งหนึ่ง

จากการซักประวัติของคุณกิ่งก้อยรวมทั้งครอบครัวพบว่า ตัวคุณกิ่งก้อยเองเคยไปตรวจกับคุณหมอเมื่อ 5 ปีก่อน เนื่องจากรู้สึกเหนื่อยง่าย คุณหมอตรวจแล้วพบว่า คุณกิ่งก้อยซีดเล็กน้อย ได้ทำการตรวจเลือดโดยละเอียดต่อไปพบว่า คุณกิ่งก้อยเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียชนิดเป็นพาหะ แพทย์ให้ยาบำรุงเลือดมารับประทาน คุณกิ่งก้อยก็รับประทานบ้านไม่รับประทานบ้าง แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร คุณกิ่งก้อยได้ไปตรวจตามที่คุณหมอนัดอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้ไปอีกเลย เนื่องจากเห็นว่า ตนเองไม่เป็นอะไร

สำหรับสามีของคุณกิ่งก้อย ไม่เคยมีอาการผิดปกติอะไรรวมทั้งไม่เคยตรวจเลือดเลยจนกระทั่ง เมื่อแต่งงานกับคุณกิ่งก้อย

ภายหลังซักประวัติและตรวจครรภ์ คุณหมอที่ดูแลได้แนะนำให้คุณกิ่งก้อยรับการตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ เพื่อดูว่าลูกในท้องแข็งแรงดีอยู่หรือไม่ จากการตรวจพบว่า ลูกในท้องมีลักษณะบวมน้ำ กล่าวคือในร่างกายของลูกน้อยในครรภ์ไม่ว่าจะเป็นช่องท้อง ช่องอก หรือแม้ใต้ผิวหนังต่างก็มีน้ำบรรจุแทรกอยู่ หัวใจ ตับ และม้ามของลูกโตกว่าปกติเล็กน้อย หัวใจของลูกเต้นค่อนข้างเร็วกว่าปกติ

ภายหลังทราบผลการตรวจคุณหมอที่ดูแลให้การวินิจฉัยว่าลูกในครรภ์ของคุณกิ่งก้อยเป็นโรคบวมน้ำ ซึ่งอาจเกิดจากโรคเลือดจางทาลัสซีเมียได้ จึงแนะนำให้สามีของคุณกิ่งก้อยมารับการเจาะเลือดตรวจ ซึ่งผลการตรวจพบว่าสามีของคุณกิ่งก้อยเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียชนิดเป็นพาหะเช่นเดียวกัน ผลการตรวจเลือดของทั้งคุณพ่อและคุณแม่ดังกล่าวทำให้คุณหมอที่ดูแลคิดว่าลูกในท้อง น่าจะเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียด้วยเช่นกัน จึงทำให้เมื่อตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ แล้วพบลักษณะบวมน้ำดังกล่าวข้างต้น

คุณหมอได้แนะนำให้คุณกิ่งก้อยรับการตรวจวินิจฉัยต่อ โดยการเจาะดูดเลือดของลูกในท้องมาตรวจ ผลการตรวจซึ่งทราบในอีก 1 สัปดาห์ต่อมาพบว่า ลูกในครรภ์ของคุณกิ่งก้อยเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียชนิดที่มีความรุนแรงมาก โดยที่ให้การรักษาไม่ได้ ภายหลังทราบผลเลือดคุณหมอได้ตรวจครรภ์ด้วยอัลตราซาวนด์ซ้ำ ซึ่งผลการตรวจในครั้งนี้พบว่าอาการบวมน้ำของลูกเป็นมากขึ้นในทุกๆ อวัยวะ ตับ ม้าม และหัวใจโตมากขึ้นอย่างชัดเจน และหัวใจของลูกหยุดเต้นซึ่งแสดงว่าลูกเสียชีวิตแล้ว

ภายหลังทราบผลดังกล่าวคุณหมอจึงแนะนำให้คุณกิ่งก้อยควรยุติการตั้งครรภ์ เพราะถ้าทิ้งไว้อาจเป็นอันตรายต่อตัวคุณกิ่งก้อยเองด้วย ซึ่งคุณกิ่งก้อยก็ยอมรับคำแนะนำดังกล่าว คุณหมอจึงให้ยาเหน็บช่องคลอดเพื่อให้ลูกของคุณกิ่งก้อยแท้งออกมา ภายหลังการเหน็บยาประมาณ 14 ชั่วโมง คุณกิ่งก้อยก็แท้งลูกออกมา โดยลูกที่ออกมามีลักษณะบวมน้ำทั้งตัวและเสียชีวิตแล้ว

ภายหลังการแท้ง คุณหมอได้อธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้น การดูแลรักษา รวมทั้งแนวทางการดูแลคุณกิ่งก้อย ถ้าหากต้องการที่จะตั้งครรภ์ต่อไป คุณกิ่งก้อยสามารถกลับบ้านได้ภายหลังรับไว้ในโรงพยาบาล 4 วัน

ชื่อผู้ป่วย สถานที่ และเหตุการณ์ในตัวอย่างผู้ป่วยเป็นสิ่งที่สมมุติขึ้น
อย่างไรก็ตามเค้าโครงของเรื่องนำมาจากเหตุการณ์จริงทั้งสิ้น

โรคเลือดจางทาลัสซีเมีย คืออะไร ?

ในเลือดเพียงหนึ่งหยดจะมีเม็ดเลือดแดงเป็นจำนวนนับแสนเม็ดและในเม็ดเลือดแดง แต่ละเม็ดจะมีสารโปรตีนสำคัญซึ่งมีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยที่เรียกชื่อว่า เฮโมโกลบิน เป็นจำนวนนับล้านหน่วย เจ้าเฮโมโกลบินที่ว่านี้แหละมีหน้าที่สำคัญในการจับออกซิเจน เพื่อนำไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย

คนที่เป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียก็คือ คนที่ร่างกายมีการสร้างสารเฮโมโกลบินได้น้อยกว่าปกติหรือไม่ได้เลย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคที่เป็น ซึ่งจะทำให้เม็ดเลือดแดงของคนคนนั้นมีเฮโมโกลบินน้อยกว่าปกติหรือไม่มี

เม็ดเลือดแดงของคนที่มีเฮโมโกลบินน้อยกว่าปกติจะมีรูปร่างผิดปกติไป จากเดิมที่มีรูปร่างกลมๆ คล้ายขนมโดนัต ก็จะกลายเป็นมีรูปร่างบิดเบี้ยว เม็ดเล็กลง แตกง่าย และทำหน้าที่ในการนำแก๊สออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง

คำถามก็คือ ทำไมคนที่เป็นโรคนี้จึงสร้างสารเฮโมโกลบินได้น้อยลงเล่า ? คำตอบก็คือคนคนนั้นได้รับการถ่ายทอดลักษณะทางกรรมพันธุ์ (หรือที่เรียกว่า “ยีน”) ที่ควบคุมการสร้างสารเฮโมโกลบินที่ทำงานผิดปกติมาจากพ่อและแม่ ทำให้ไม่สามารถควบคุมและสั่งการให้มีการสร้างสารเฮโมโกลบินได้ตามปกติ แต่จะสร้างน้อยลงหรือสร้างแทบไม่ได้เลย แล้วแต่ความรุนแรงของความผิดปกติของยีน

ตามปกติคนเราจะมียีน 2 ยีน จากพ่อและแม่คนละ 1 ยีนในการควบคุมลักษณะ 1 ลักษณะ เช่น มียีน 2 ยีนในการควบคุมลักษณะสีตา ผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดปัญหาได้ เพื่อให้เห็นภาพจะขอยกตัวอย่าง เช่น ถ้าพ่อมีตาสีน้ำตาล จะมียีนที่ควบคุมให้ลูกมีตาสีน้ำตาล ในขณะที่แม่มีตาสีฟ้าก็จะมียีนที่ควบคุมให้ลูกมีตาสีฟ้า อย่างนี้แล้วลูกจะมีตาสีอะไร จะตาสีฟ้าข้างหนึ่ง และตาสีน้ำตาลข้างหนึ่งหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ ลูกจะมีตาสีน้ำตาลเท่านั้น การที่เป็นเช่นนี้เพราะยีนทั้ง 2 มีความสามารถในการแสดงออกไม่เท่ากัน ยีนตาสีน้ำตาลแสดงออกได้ดีกว่าจึงข่มตาสีฟ้าจนหมด เราจึงเรียกยีนตาสีน้ำตาลว่า ยีนเด่น และยีนตาสีฟ้าว่า ยีนด้อย หรือ ยีนแฝง และลักษณะที่เราสามารถมองเห็น คือตาสีน้ำตาลจะเรียกว่า ลักษณะเด่น ในขณะที่ลักษณะที่เราไม่สามารถมองเห็นได้คือตาสีฟ้าทั้งๆ ที่มียีนตาสีฟ้าอยู่จะเรียกว่า ลักษณะด้อย หรือ ลักษณะที่แฝงอยู่ คนที่จะมีตาสีฟ้าได้ จะต้องได้รับยีนควบคุมตาสีฟ้าจากทั้งพ่อและแม่

ในปัจจุบันเราทราบแล้วว่ายีนที่ควบคุมการสร้างสารเฮโมโกลบินเป็น ยีนด้อย ดังนั้น คนที่มียีนโรคนี้เพียงยีนเดียวในขณะที่ยีนอีกหนึ่งยีนเป็นยีนปกติจะไม่เป็นโรคนี้ แต่จะทำหน้าที่ เป็นพาหะของโรค คือสามารถถ่ายทอดยีนที่ผิดปกตินี้ไปให้ลูกหลานของตัวเองได้เช่นเดียวกับรายของคุณกิ่งก้อยและสามี โดยที่ตัวเองไม่เป็นโรค


โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคเลือดจางทาลัสซีเมีย

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นว่าลูกมีโอกาสเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียมากน้อยเพียงใด จะขออธิบายในลักษณะแผนภูมิดังนี้

1. ถ้าคุณพ่อหรือคุณแม่มียีนของโรคแฝงคนเดียว แต่อีกคนมียีนที่ปกติ การตั้งครรภ์แต่ละครั้งจะไม่มีลูกที่เป็นโรคเลย เพียงแต่ว่ามีโอกาสที่ครึ่งหนึ่งจะปกติ และอีกครึ่งหนึ่งจะมียีนของโรคแฝงอยู่หรือที่เรียกว่าเป็นพาหะ


2. ถ้าคุณพ่อและคุณแม่มียีนของโรคแฝงทั้งคู่ การตั้งครรภ์แต่ละครั้งจะมีโอกาสได้ลูกที่ปกติ 1 ใน 4 ได้ลูกที่เป็นพาหะของโรค 1 ใน 2 และได้ลูกที่เป็นโรค 1 ใน 4


3. ถ้าคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นโรคเพียงคนเดียวอีกคนปกติ การตั้งครรภ์แต่ละครั้งจะได้ลูกที่เป็นพาหะของโรคทุกคน แต่จะไม่เป็นโรค

4. ถ้าคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นโรคเพียงคนเดียวอีกคนเป็นพาหะ การตั้งครรภ์แต่ละครั้งจะมีโอกาสได้ลูกที่เป็นโรคครึ่งหนึ่งและเป็นพาหะของโรคอีกครึ่งหนึ่ง


กรณีของคุณกิ่งก้อยและสามีจะเห็นว่าเข้าได้กับกรณี 2 นั่นคือ ลูกในท้องมีโอกาสปกติ 1 ใน 4 มีโอกาสเป็นพาหะของโรค 1 ใน 2 และมีโอกาสได้ลูกที่เป็นโรค 1 ใน 4 ซึ่งโชคร้ายที่ลูกของคุณกิ่งก้อยอยู่ในส่วนที่เกิดมาเป็นโรค


โรคเลือดจางทาลัสซีเมีย ทำให้เกิดอาการอะไร ?

ดังที่กล่าวแล้วว่า คนที่เป็นโรคนี้จะมีเม็ดเลือดแดงที่แตกง่าย และไม่สามารถนำแก๊สออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลดังกล่าวจะทำให้เกิดอาการและอาการแสดงหลายอย่างแตกต่างกันไปแล้วแต่ความรุนแรง


กรณีที่เป็นโรคที่มีอาการรุนแรงมาก

กรณีนี้เกิดจากยีนที่ควบคุมการสร้างสารเฮโมโกลบินแทบไม่ทำงานเลย ทำให้มีการสร้างสารเฮโมโกลบินน้อยมาก ผลดังกล่าวจะทำให้เกิดปัญหาตั้งแต่ผู้ป่วยยังเป็นลูกน้อยอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ดังเช่นรายลูกของคุณกิ่งก้อย กล่าวคือลูกของคุณกิ่งก้อยจะขาดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอย่างรุนแรง ผลของการขาดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ดังกล่าว จะกระตุ้นให้ร่างกายของลูกในครรภ์พยายามช่วยเหลือตัวเองโดยการสร้างเม็ดเลือดแดงให้มากขึ้น โดยใช้อวัยวะอื่นมาช่วย โดยปกติเม็ดเลือดแดงของคนเราจะสร้างจากไขกระดูกซึ่งอยู่ในกระดูกส่วนต่างๆ ของร่างกาย แต่คนที่เป็นโรคนี้จะมีการสร้างเม็ดเลือดที่ตับและม้ามด้วยทำให้อวัยวะทั้ง 2 โตขึ้น นอกจากนี้การที่เม็ดเลือดแดงแตกได้ง่ายก็จะทำให้เกิดภาวะเลือดจางขึ้นได้ หัวใจของลูกในครรภ์ก็จะพยายามช่วยเหลือตัวเองโดยการทำงานปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกายให้มากขึ้น หัวใจก็จะโตขึ้น จนในที่สุดก็ทนไม่ไหวและภาวะหัวใจล้มเหลวทำงานต่อไม่ได้ การไหลเวียนเลือดก็จะช้าลง ทำให้เลือดไปคั่งค้างที่อวัยวะต่างๆ ทำให้เห็นเด็กมีลักษณะบวมน้ำในอวัยวะต่างๆ หัวใจโต ตับโต ม้ามโต และถ้ายังไม่ได้รับการช่วยเหลือ หัวใจก็จะหยุดทำงานในที่สุด ทำให้ลูกเสียชีวิตในครรภ์ เช่นเดียวกับที่ตรวจพบในลูกของคุณกิ่งก้อย


กรณีที่เป็นโรคอาการรุนแรงไม่มาก

ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการสร้างสารเฮโมโกลบินได้บ้าง แม้ว่าจะน้อยกว่าคนปกติก็ตาม เมื่อคนที่เป็นโรคดังกล่าวยังเป็นทารกอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ก็จะมีอาการไม่มาก อาจตรวจไม่พบว่าบวมน้ำ และจะสามารถคลอดออกมามีชีวิตแต่จะมีความผิดปกติให้เห็นหลายประการ เช่น
  • มีอาการซีดและเหลือง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย จากการที่เม็ดเลือดแตก และถูกทำลายได้ง่ายไม่สามารถนำแก๊สออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ

  • เจริญเติบโตไม่สมวัย ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะซีดเรื้อรัง

  • ตับโต ม้ามโต จากการทำงานหนักในการช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง และกำจัดทำลายเม็ดเลือดแดงที่แตกง่ายด้วย

  • ความต้านทานโรคต่ำ เนื่องจากร่างกายไม่แข็งแรง ทำให้มีการติดเชื้อที่อวัยวะต่างๆ ได้ง่าย เช่น ปอดอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

  • หน้าตาเปลี่ยนไปซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคที่เรียกว่าใบหน้าทาลัสซีเมีย (Thalassemic facies) กล่าวคือ กระดูกส่วนหน้าผากและแก้มจะนูนขึ้นเนื่องจากไขกระดูกของกระดูกเหล่านี้ขยายตัวมากขึ้น เพื่อช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงให้มากขึ้น ทำให้ส่วนดั้งจมูกดูแบน

  • ผิวหนังจะมีสีดำคล้ำ เนื่องจากมีธาตุเหล็กที่แตกตัวออกมาจากเม็ดเลือดแดง ที่มีการแตกทำลายออกมาสะสมอยู่ตามผิวหนังทั่วร่างกาย
ผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวข้างต้น ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ดีพอ ก็อาจเสียชีวิตได้ตั้งแต่วัยเด็ก แต่ถ้าได้รับการดูแลรักษาอย่างดีก็อาจโตจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้


กรณีที่เป็นพาหะของโรค

คนที่เป็นพาหะของโรค คือคนที่มียีนที่ทำให้เกิดโรคเพียงยีนเดียวแต่อีกหนึ่งยีนปกติ คนพวกนี้มักจะไม่มีอาการผิดปกติอะไรให้เห็นชัดเจนถ้าไม่ตรวจให้ละเอียด บางรายอาจมีอาการซีด หรืออ่อนเพลียได้เล็กน้อย คนในกลุ่มนี้แหละที่สร้างปัญหาทางสาธารณสุขให้กับประเทศชาติ เพราะจะเป็นตัวถ่ายทอดยีนที่ผิดปกติให้แก่ลูกหลานได้ คล้ายกรณีของคุณกิ่งก้อยโดยที่ตัวเองก็ไม่ทราบเลย ถ้าไม่ทำการตรวจเลือดค้นหาอย่างจริงจัง

ในประเทศไทยเชื่อว่ามีคนที่เป็นพาหะของโรคเลือดจางทาลัสซีเมียนับล้านคนเลยทีเดียว ซึ่งรอวันที่จะถ่ายทอดโรคต่อไป การรณรงค์เพื่อค้นหาคนที่เป็นพาหะของโรคนี้ จึงเป็นเรื่องที่ประเทศไทยเรากำลังทำกันอยู่ในหลายหน่วยงานเพื่อจะได้วางแผนควบคุมโรคให้ดีขึ้น


จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคหรือเป็นพาหะของโรคเลือดจางทาลัสซีเมีย ?

ในปัจจุบันการจะทราบว่าใครเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียหรือไม่และเป็นรุนแรงแค่ไหน สามารถทำได้ไม่ยากเย็นอะไร เพียงแค่เจาะเลือดไปตรวจก็พอจะทราบผลแล้ว อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนทางห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจเลือดที่เจาะเอาไปว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ทำได้ไม่ง่ายนัก และยิ่งถ้าตรวจในคนที่ดูปกติดีแต่ต้องการทราบว่ามียีนของโรคแฝงอยู่หรือไม่ยิ่งทำยากขึ้น และเสียค่าใช้จ่ายมาก ดังนั้น ในปัจจุบันประเทศไทยเราจึงยังไม่แนะนำให้คนทุกคนมารับการเจาะเลือดตรวจโรคนี้ แต่จะเลือกตรวจเฉพาะในบางรายที่มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก เช่น
  • มีญาติพี่น้องเป็นโรคเลือดจาง

  • ผู้ป่วยตั้งครรภ์ที่ตรวจพบเลือดจาง (ในปัจจุบันกำลังเริ่มรณรงค์ ให้ตรวจเลือดหาโรคทาลัสซีเมียในคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกรายไม่ว่าจะมีเลือดจางหรือไม่ก็ตาม)

  • มีลูกเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียหรือสงสัยว่าเป็นโรคดังกล่าว ดังเช่น กรณีสามีของคุณกิ่งก้อยที่ภายหลังการตรวจครรภ์แล้วสงสัยว่าลูกในครรภ์จะเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมีย จึงแนะนำสามีคุณกิ่งก้อยให้เจาะเลือดตรวจ ซึ่งก็พบว่าเป็นพาหะของโรคคือ มียีนผิดปกติแฝงอยู่ ซึ่งถ้าไม่มีลูกก็จะไม่ทราบเลยว่าสามีของคุณกิ่งก้อยเป็นพาหะของโรคนี้
เมื่อกล่าวถึงการเจาะเลือดไปตรวจ ถ้าเป็นการเจาะเลือดในตัวผู้ป่วยทั่วไปก็ทำได้ง่ายมาก แต่ถ้าจะต้องเจาะเลือดของลูกที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ไปตรวจว่าลูกเป็นโรคหรือไม่ เช่น ที่ทำการตรวจในรายของคุณกิ่งก้อยจำเป็นต้องใช้วิธี การเจาะดูดเลือดจากสายสะดือลูกในครรภ์ ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญและผ่านการอบรมขั้นสูง โดยต้องใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ ในการช่วยตรวจดูตำแหน่งของสายสะดือให้แน่ชัดและหลีกเลี่ยงที่จะไปโดนตัวลูกและรกเมื่อใช้เข็มแทงเข้าไป


โรคเลือดจางทาลัสซีเมีย รักษาได้อย่างไร ?

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ควบคุมการสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้ผลผลิตคือเม็ดเลือดแดงที่ได้ออกมาเป็นเม็ดเลือดแดงที่ไร้คุณภาพ การรักษาโรควิธีที่ดีที่สุดคือ การทำให้ร่างกายกลับมาสร้างเม็ดเลือดแดงที่ปกติ ซึ่งก็คือ การทำให้ยีนผิดปกติกลับมาทำงานเป็นปกติ การรักษาด้วยวิธีนี้ทางการแพทย์เราเรียกกันว่า การรักษาที่ยีน (Gene Therapy) ฟังดูก็น่าจะดี แต่ในความเป็นจริงการรักษาด้วยวิธีนี้ยังอยู่ในขั้นศึกษาทดลองอยู่ ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้ในปัจจุบัน เพราะขั้นตอนยุ่งยาก ซับซ้อน และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงมาก

ดังนั้น การรักษาในปัจจุบันจึงยังคงต้องคอยตามแก้ไขปัญหาที่เกิดจากโรคนี้ หรือป้องกันปัญหาบางอย่างที่จะเกิดจากโรคนี้ เช่น
  • ให้เลือดเมื่อมีอาการซีดมาก
  • ให้ยาขับเหล็ก เพื่อลดการคั่งของธาตุเหล็ก
  • รักษาโรคติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่าย
  • ตัดม้ามในรายที่จำเป็น เช่น รายที่ม้ามโตมาก
  • ปลูกถ่ายไขกระดูก เพื่อให้เป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดแดงที่ดีขึ้น

ผลกระทบของโรค

เนื่องจากโรคเลือดจางทาลัสซีเมียเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย ครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมีย จึงมีผลกระทบมากมายต่อทั้งตัวผู้ป่วยเองและต่อสมาชิกในครอบครัว

ผลต่อตัวผู้ป่วย

ในกรณีที่เป็นโรคที่รุนแรง ส่วนมากผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือภายหลังคลอดไม่นาน ซึ่งก็จะไม่สร้างปัญหาอะไรมาก แต่ถ้าเป็นโรคที่ไม่รุนแรงจนถึงชีวิต ผู้ป่วยก็จะมีปัญหาหลายประการ เช่น
  • ต้องขาดเรียน หรือขาดงานบ่อย เนื่องจากต้องมาตรวจรักษาอยู่ตลอด
  • ทำงาน และออกกำลังกายได้น้อยกว่าคนปกติ เพราะเหนื่อยง่าย จากภาวะซีด
  • เจ็บป่วยง่ายกว่าคนปกติ เนื่องจากความต้านทานโรคต่ำ
  • มีปมด้อย เนื่องจากหน้าตาแปลกไปกว่าคนปกติ

ผลต่อครอบครัว น

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นโรคเลือดทาลัสซีเมียจะมีผลกระทบหลายอย่าง เช่น
  • ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาลูกมากและเป็นระยะเวลายาวนาน
  • ต้องเสียเวลาในการประกอบอาชีพตามปกติ เพราะต้องพาลูกไปหาคุณหมอบ่อยครั้ง บางรายต้องเลิกทำงานมาดูแลลูกเลยก็มี
  • เครียดและเศร้าจากการที่ลูกเป็นโรคที่เรื้อรัง รักษาไม่หาย
  • บางรายท้อแท้ หมดหวัง หมดกำลังใจ

ข้อเตือนใจ

โรคเลือดจางทาลัสซีเมียเป็นโรคที่ยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ โรคนี้สามารถวินิจฉัยได้โดยอาศัยเพียงการตรวจเลือดเท่านั้น และถ้าทราบว่าพ่อหรือแม่ หรือทั้งสองคนเป็นโรคนี้ ก็จะช่วยให้สามารถคาดคะเนได้ว่าเมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ลูกที่จะเกิดมามีโอกาสเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้วางแผนการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป

ดังนั้น ก่อนจะตั้งครรภ์ คุณแม่ควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติโรคเลือดในครอบครัว แก่คุณหมอที่ดูแลอย่างละเอียด และถ้าจำเป็นก็ควรจะตรวจเลือดดูว่าเป็นโรคเลือดจางทาลัสซีเมียหรือไม่


(update 13 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 97 พฤศจิกายน 2546]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600