มากไปน้อยไป ไม่ดีนะแม่ท้อง


ครอบครัวเรากำลังจะมีสมาชิกตัวน้อยคนแรก อยู่ในท้อง 4 เดือนกว่าแล้วค่ะ ดิฉันรับประทานอาหารและดื่มนมเสริมโฟเลทเยอะมาก น้ำหนักขึ้นเร็ว ทั้งๆ ที่ยังทำงานเหมือนเดิม รู้สึกกังวลและกลัวจะเครียดไปกว่านี้ เพราะรู้มาว่าอารมณ์ของแม่ก็ส่งผลกระทบต่อลูกได้เช่นกันค่ะ

นพ.พูนศักดิ์ สุชนวณิช สูติแพทย์ที่ฝากครรภ์ได้ให้คำแนะนำมาดังนี้ค่ะ


คุณสมบัติ พอดี มากไป น้อยไป
เหล็ก คุณแม่ต้องการเหล็กเพิ่มขึ้น เพราะเหล็กจะเพิ่มฮีโมโกลบิน ซึ่งช่วยในการนำออกซิเจนไปสู่รก ลูกในท้องจะดึงธาตุเหล็กในเลือดของแม่ไปสร้างเม็ดเลือดแดงของตัวเองอยู่ตลอดเวลา และเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมกับการเสียเลือดในขณะคลอดบุตร ปริมาณที่แม่ท้องควรได้รับคือ 60 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ คุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่รับประทานธาตุเหล็ก ในรูปของยาบำรุงเลือด ตลอดระยะตั้งครรภ์ร่วมกับการรับประทานอาหารชนิดต่างๆ ทำให้คลื่นไส้อาเจียนมาก โดยเฉพาะ 4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ การดูดซึมธาตุเหล็กในทางเดินอาหาร จะถูกขัดขวางด้วยแคลเซียมและแมกนีเซียมจึงไม่ควรรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาลดกรดเคลือบกระเพาะ เช่น แอนตาซิน เป็นต้น บางคนจะมีอาการซีดขณะตั้งท้องได้ เมื่อเข้าสู่ระยะคลอดแม้จะมีการเสียเลือดไม่มากนัก อาจทำให้ช็อกได้ง่ายค่ะ นอกจากนี้ยังมีผลให้ทารกแรกคลอดน้ำหนักน้อย คลอดก่อนกำหนด และยังเพิ่มอัตราการตายของทารกและแม่ด้วยค่ะ
ไอโอดีน ช่วยลดปัญหาเรื่องทารกปัญญาอ่อน ภาวะคอพอกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คุณแม่จะต้องการไอโอดีนสูงกว่าปกติ เนื่องจากต่อมไทรอยด์จะทำงานเพิ่มขึ้นหลังจากตั้งครรภ์ได้ 2/3 เดือนค่ะ และขณะตั้งครรภ์จะมีการสูญเสียไอโอดีนออกทางไตมากขึ้น ปริมาณไอโอดีนที่คุณแม่ต้องการคือ 175 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งน้อยมาก คุณหมอบอกว่าการรับประทานอาหารทะเล และเกลือที่มาจากทะเลก็พอแล้ว ไม่ต้องเสริมอะไรมากค่ะ การได้รับไอโอดีนหรือรับประทานสาหร่ายทะเลในปริมาณมากเกินไป อาจไปกดการทำงานของต่อมไทรอยด์ของลูกในท้อง ทำให้เกิดเป็นคอพอกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ได้ค่ะ นอกจากจะเกิดผลเสียต่อทารกโดยทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน ชนิดที่ไม่เกี่ยวกับความผิดปกติทางพันธุกรรม รวมไปถึงความผิดปกติของระบบประสาทหลายอย่างแล้ว ตัวแม่เองอาจเป็นคอพอกได้ค่ะ
แคลเซียม ช่วยเสริมสร้างกระดูกกับฟันของลูกและแม่ เกี่ยวข้องกับการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อผนังหลอดเลือด การได้รับแคลเซียมเสริมในอัตราที่สูงพอจะช่วยลดอัตราการเกิดครรภ์เป็นพิษ และช่วยลดอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น เป็นตะคริว ปริมาณแคลเซียมที่แม่ท้องต้องการคือ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับดื่มนม 4 กล่อง แต่ต้องระวังเรื่องไขมันด้วย ฉะนั้นควรดื่มนมพร่องมันเนย หรือเลือกรับแคลเซียมจากแหล่งอื่นควบคู่ไปกับนมด้วย หากได้รับในปริมาณมากเกินไป ลำไส้จะดูดซึมไม่ทัน ทำให้มีผลึกแคลเซียมในทางเดินอาหาร ซึ่งคุณแม่จะมีอาการท้องอืด ท้องผูกได้ค่ะ แคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกของแม่จะถูกนำออกมาใช้มาก ทำให้ฟันผุ ปวดกระดูก เป็นตะคริวบ่อยและอาจเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (ครรภ์เป็นพิษ) รกลอกตัวก่อนกำหนด ซึ่งเปรียบเสมือนกับตัดวงจรอาหารของเด็ก ทำให้เด็กเสียชีวิตในครรภ์ทันทีค่ะ
กรดโฟลิกหรือโฟเลท มีความสำคัญต่อระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยลดความพิการเกี่ยวกับการปิดของกะโหลกศีรษะและกระดูกสันหลังของทารก นอกจากนั้นยังช่วยลดปัญหาโรคโลหิตจาง ชนิดที่เรียกว่าทาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือด ปริมาณโฟเลทที่แม่ท้องต้องการต่อวัน คือประมาณ 1 มิลลิกรัม ซึ่งคุณหมอจะจัดให้อยู่แล้ว ควรจะเสริมโฟเลทตั้งแต่ 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์ ไปจนถึงตั้งครรภ์ 3 เดือน โดยรับประทานโฟเลทเม็ดที่คุณหมอจัดให้จะง่ายที่สุดค่ะ ส่วนนมที่เสริมโฟเลทต้องรับประทานปริมาณมากถึงจะเท่ากับโฟเลทเม็ด คุณหมอบอกว่าถ้ารับประทานมากไปอย่างดิฉันยังไม่พบความผิดปกติอะไร ก็ค่อยเบาใจหน่อย แต่ก็คงต้องปรับให้พอดีๆ ค่ะ เพราะถึงแม้จะยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับความผิดปกติใดๆ แต่ดิฉันก็ไม่อยากเสี่ยงค่ะ ถ้าคุณแม่ขาดโฟเลทจะมีความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจากของแม่ และความพิการของลูกในครรภ์ เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับการโตของกะโหลกศีรษะและกระดูกสันหลัง
สังกะสี เป็นส่วนสำคัญในการแบ่งตัวของเซลล์ และซ่อมแซมบาดแผลโดยเฉพาะในเซลล์ผิวหนัง ปริมาณสังกะสีในน้ำเลือด (พลาสมา) คิดเป็นเพียงร้อยละ 1 ของทั้งร่างกาย และเกือบทั้งหมดจะจับตัวอยู่กับโปรตีนและกรดอะมิโน แม่ท้องต้องการสังกะสีประมาณ 15 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ ซึ่งจากอาหารที่รับประทานโดยทั่วไปก็เพียงพอแล้ว คุณหมอบอกว่าการได้รับสังกะสีมากไปนั้นยังไม่พบความผิดปกติใดๆ ค่ะ จะทำให้คุณแม่มีอาการเบื่ออาหารได้มากขึ้น ทารกในครรภ์โตช้า น้ำหนักน้อย และเส้นรอบศีรษะเล็กผิดปกติ แถมยังทำให้เวลาที่คุณแม่เป็นแผลจะหายช้าด้วยค่ะ
วิตามินเอ มีผลในเรื่องการเจริญเติบโตของทารกค่อนข้างมาก ช่วยลดอัตราการตายของแม่และเพิ่มอัตรารอดของลูก ลดภาวะโลหิตจางและอัตราการติดเชื้อของแม่ด้วยค่ะ ปริมาณที่คุณแม่ต้องการคือ 800 IU ต่อวันค่ะ ซึ่งโดยปกติคุณหมอจะจัดวิตามินเอให้ในรูปของยาเม็ด หากได้วิตามินเอเกิน 10,000 IU ต่อวัน โดยเฉพาะช่วงก่อนอายุครรภ์ 7 สัปดาห์ อาจทำให้เกิดความผิดปกติต่อการสร้างกะโหลก หรือระบบประสาทส่วนกลางของลูก รวมไปถึงระบบการทำงานของต่อมไธมัส ซึ่งเป็นต่อมที่อยู่บริเวณเหนือหัวใจของเด็กได้ แต่คุณหมอบอกว่าพบได้น้อยค่ะ พอได้รู้ว่าไม่พบอันตรายใดๆ ต่อลูกหากขาดวิตามินเอ... ก็ดีใจค่ะ เพราะนอกจากวิตามินเอที่คุณหมอจัดให้แล้ว ผักผลไม้ที่มีวิตามินสูงอย่างฟักทองหรือมะละกอสุก ไม่เป็นที่โปรดปรานของดิฉันเท่าไร แต่หลังๆ รับประทานบ่อยขึ้น เพื่อช่วยในเรื่องการขับถ่าย
วิตามินซี ช่วยให้รกแข็งแรง และมีภูมิต้านทานโรคดีขึ้น ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กและยังเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วยค่ะ ร่างกายต้องการวิตามินซีทุกวัน เพราะไม่สามารถเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ ในขณะที่ท้องคุณแม่จะต้องการวิตามินซีเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือเท่ากับ 70 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ได้รับเพียงพอจากการรับประทานอาหารตามปกติอยู่แล้ว คุณหมอบอกว่ายังไม่มีรายงานว่าเกิดความผิดปกติใดๆ ก็โล่งใจค่ะ เพราะพักนี้ดิฉันรับประทานฝรั่งและส้มค่อนข้างบ่อย และรับประทานทีละมากๆ ด้วย อาจทำให้เป็นหวัดได้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะคุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว
พลังงานและโปรตีน สำหรับแม่ท้องนั้น โปรตีนและพลังงานมีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยเสริมสร้างอวัยวะส่วนต่างๆ ของลูกอีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของตัวแม่เองด้วย ตลอดการตั้งครรภ์คุณแม่ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10-15 กิโลกรัม ซึ่งจะเป็นน้ำหนักของลูก รก น้ำคร่ำ มดลูกและเต้านมที่มีขนาดโตขึ้น รวมไปถึงสารน้ำที่สะสมทั้งภายใน และนอกหลอดเลือดประมาณ 9 กิโลกรัม
พลังงานที่แม่ต้องการคือประมาณ 2,500 กิโลกรัมแคลอรี่ต่อวัน อาหารหลัก 5 หมู่ ที่คุณแม่ต้องการมากที่สุดคือโปรตีน ประมาณ 60 กรัมต่อวัน หรือไก่ขนาดครึ่งตัว แต่ใน 1 วันเราจะได้โปรตีนจากอาหารอื่นๆอยู่แล้ว
ลูกจะมีโอกาสน้ำหนักมากเกิน ซึ่งเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด คลอดยาก หรือผ่าตัดคลอด เป็นต้น นอกจากนี้หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงตลอดเวลา อาจเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้อีกด้วยค่ะ
ผลกระทบคือร่างกายของลูกจะชินกับการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งหลังคลอดพอตัดสายสะดือ ลูกจะมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจของลูกต้องทำงานหนักขึ้น รวมทั้งอุณหภูมิในร่างกายของลูกก็จะผิดปกติค่ะ
สัมพันธ์กับการเกิดภาวะลูกในครรภ์น้ำหนักน้อย โตช้า คลอดก่อนกำหนด หรือถ้าขาดรุนแรงลูกอาจเสียชีวิตในครรภ์ได้ค่ะ


ส่วนเรื่องที่ดิฉันมักจะรับประทานซ้ำๆ กันนั้น คุณหมอบอกว่าถึงจะไม่หลากชนิดมากนัก แต่ถ้าได้สาราหารครบตามที่ต้องการจะไม่ส่งผลอะไรค่ะ แต่ถ้าได้รับสารอาหารไม่ครบ ส่งผลเสียแน่นอน ดิฉันคงต้องรับประทานอาหารให้หลากหลายขึ้นแล้วล่ะค่ะ เพื่อให้ร่างกายได้คุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน และลูกจะได้แข็งแรงด้วย

คุณหมอแนะนำให้ดิฉันเดินสายกลางค่ะ ก็อย่างที่ทราบกันนั่นแหละค่ะ อะไรที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไปย่อมไม่เกิดผลดีแน่ๆ ดิฉันคงต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตีประจำวันเสียใหม่ ให้มีความพอดียิ่งขึ้นแล้วล่ะค่ะ


(update 9 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 274 พฤศจิกายน 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600