|
คุณสมบัติ | พอดี |
มากไป | น้อยไป |
| เหล็ก |
คุณแม่ต้องการเหล็กเพิ่มขึ้น เพราะเหล็กจะเพิ่มฮีโมโกลบิน ซึ่งช่วยในการนำออกซิเจนไปสู่รก
ลูกในท้องจะดึงธาตุเหล็กในเลือดของแม่ไปสร้างเม็ดเลือดแดงของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
และเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมกับการเสียเลือดในขณะคลอดบุตร |
ปริมาณที่แม่ท้องควรได้รับคือ 60 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ คุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่รับประทานธาตุเหล็ก
ในรูปของยาบำรุงเลือด ตลอดระยะตั้งครรภ์ร่วมกับการรับประทานอาหารชนิดต่างๆ |
ทำให้คลื่นไส้อาเจียนมาก โดยเฉพาะ 4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ การดูดซึมธาตุเหล็กในทางเดินอาหาร
จะถูกขัดขวางด้วยแคลเซียมและแมกนีเซียมจึงไม่ควรรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาลดกรดเคลือบกระเพาะ
เช่น แอนตาซิน เป็นต้น |
บางคนจะมีอาการซีดขณะตั้งท้องได้ เมื่อเข้าสู่ระยะคลอดแม้จะมีการเสียเลือดไม่มากนัก อาจทำให้ช็อกได้ง่ายค่ะ
นอกจากนี้ยังมีผลให้ทารกแรกคลอดน้ำหนักน้อย คลอดก่อนกำหนด และยังเพิ่มอัตราการตายของทารกและแม่ด้วยค่ะ |
ไอโอดีน |
ช่วยลดปัญหาเรื่องทารกปัญญาอ่อน ภาวะคอพอกตั้งแต่อยู่ในครรภ์
คุณแม่จะต้องการไอโอดีนสูงกว่าปกติ เนื่องจากต่อมไทรอยด์จะทำงานเพิ่มขึ้นหลังจากตั้งครรภ์ได้ 2/3 เดือนค่ะ
และขณะตั้งครรภ์จะมีการสูญเสียไอโอดีนออกทางไตมากขึ้น |
ปริมาณไอโอดีนที่คุณแม่ต้องการคือ 175 ไมโครกรัมต่อวัน
ซึ่งน้อยมาก คุณหมอบอกว่าการรับประทานอาหารทะเล และเกลือที่มาจากทะเลก็พอแล้ว ไม่ต้องเสริมอะไรมากค่ะ |
การได้รับไอโอดีนหรือรับประทานสาหร่ายทะเลในปริมาณมากเกินไป
อาจไปกดการทำงานของต่อมไทรอยด์ของลูกในท้อง ทำให้เกิดเป็นคอพอกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ได้ค่ะ |
นอกจากจะเกิดผลเสียต่อทารกโดยทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน
ชนิดที่ไม่เกี่ยวกับความผิดปกติทางพันธุกรรม รวมไปถึงความผิดปกติของระบบประสาทหลายอย่างแล้ว
ตัวแม่เองอาจเป็นคอพอกได้ค่ะ |
แคลเซียม |
ช่วยเสริมสร้างกระดูกกับฟันของลูกและแม่
เกี่ยวข้องกับการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อผนังหลอดเลือด การได้รับแคลเซียมเสริมในอัตราที่สูงพอจะช่วยลดอัตราการเกิดครรภ์เป็นพิษ
และช่วยลดอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น เป็นตะคริว |
ปริมาณแคลเซียมที่แม่ท้องต้องการคือ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
หรือเท่ากับดื่มนม 4 กล่อง แต่ต้องระวังเรื่องไขมันด้วย ฉะนั้นควรดื่มนมพร่องมันเนย
หรือเลือกรับแคลเซียมจากแหล่งอื่นควบคู่ไปกับนมด้วย |
หากได้รับในปริมาณมากเกินไป ลำไส้จะดูดซึมไม่ทัน
ทำให้มีผลึกแคลเซียมในทางเดินอาหาร ซึ่งคุณแม่จะมีอาการท้องอืด ท้องผูกได้ค่ะ |
แคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกของแม่จะถูกนำออกมาใช้มาก
ทำให้ฟันผุ ปวดกระดูก เป็นตะคริวบ่อยและอาจเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (ครรภ์เป็นพิษ)
รกลอกตัวก่อนกำหนด ซึ่งเปรียบเสมือนกับตัดวงจรอาหารของเด็ก ทำให้เด็กเสียชีวิตในครรภ์ทันทีค่ะ |
กรดโฟลิกหรือโฟเลท |
มีความสำคัญต่อระบบประสาทส่วนกลาง
ช่วยลดความพิการเกี่ยวกับการปิดของกะโหลกศีรษะและกระดูกสันหลังของทารก นอกจากนั้นยังช่วยลดปัญหาโรคโลหิตจาง
ชนิดที่เรียกว่าทาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือด |
ปริมาณโฟเลทที่แม่ท้องต้องการต่อวัน คือประมาณ 1 มิลลิกรัม
ซึ่งคุณหมอจะจัดให้อยู่แล้ว ควรจะเสริมโฟเลทตั้งแต่ 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์ ไปจนถึงตั้งครรภ์ 3 เดือน
โดยรับประทานโฟเลทเม็ดที่คุณหมอจัดให้จะง่ายที่สุดค่ะ ส่วนนมที่เสริมโฟเลทต้องรับประทานปริมาณมากถึงจะเท่ากับโฟเลทเม็ด |
คุณหมอบอกว่าถ้ารับประทานมากไปอย่างดิฉันยังไม่พบความผิดปกติอะไร
ก็ค่อยเบาใจหน่อย แต่ก็คงต้องปรับให้พอดีๆ ค่ะ เพราะถึงแม้จะยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับความผิดปกติใดๆ
แต่ดิฉันก็ไม่อยากเสี่ยงค่ะ |
ถ้าคุณแม่ขาดโฟเลทจะมีความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจากของแม่
และความพิการของลูกในครรภ์ เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับการโตของกะโหลกศีรษะและกระดูกสันหลัง |
สังกะสี |
เป็นส่วนสำคัญในการแบ่งตัวของเซลล์ และซ่อมแซมบาดแผลโดยเฉพาะในเซลล์ผิวหนัง
ปริมาณสังกะสีในน้ำเลือด (พลาสมา) คิดเป็นเพียงร้อยละ 1 ของทั้งร่างกาย และเกือบทั้งหมดจะจับตัวอยู่กับโปรตีนและกรดอะมิโน |
แม่ท้องต้องการสังกะสีประมาณ 15 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ
ซึ่งจากอาหารที่รับประทานโดยทั่วไปก็เพียงพอแล้ว |
คุณหมอบอกว่าการได้รับสังกะสีมากไปนั้นยังไม่พบความผิดปกติใดๆ ค่ะ |
จะทำให้คุณแม่มีอาการเบื่ออาหารได้มากขึ้น ทารกในครรภ์โตช้า
น้ำหนักน้อย และเส้นรอบศีรษะเล็กผิดปกติ แถมยังทำให้เวลาที่คุณแม่เป็นแผลจะหายช้าด้วยค่ะ |
วิตามินเอ |
มีผลในเรื่องการเจริญเติบโตของทารกค่อนข้างมาก
ช่วยลดอัตราการตายของแม่และเพิ่มอัตรารอดของลูก ลดภาวะโลหิตจางและอัตราการติดเชื้อของแม่ด้วยค่ะ |
ปริมาณที่คุณแม่ต้องการคือ 800 IU ต่อวันค่ะ
ซึ่งโดยปกติคุณหมอจะจัดวิตามินเอให้ในรูปของยาเม็ด |
หากได้วิตามินเอเกิน 10,000 IU ต่อวัน โดยเฉพาะช่วงก่อนอายุครรภ์ 7 สัปดาห์
อาจทำให้เกิดความผิดปกติต่อการสร้างกะโหลก หรือระบบประสาทส่วนกลางของลูก รวมไปถึงระบบการทำงานของต่อมไธมัส
ซึ่งเป็นต่อมที่อยู่บริเวณเหนือหัวใจของเด็กได้ แต่คุณหมอบอกว่าพบได้น้อยค่ะ |
พอได้รู้ว่าไม่พบอันตรายใดๆ ต่อลูกหากขาดวิตามินเอ... ก็ดีใจค่ะ
เพราะนอกจากวิตามินเอที่คุณหมอจัดให้แล้ว ผักผลไม้ที่มีวิตามินสูงอย่างฟักทองหรือมะละกอสุก
ไม่เป็นที่โปรดปรานของดิฉันเท่าไร แต่หลังๆ รับประทานบ่อยขึ้น เพื่อช่วยในเรื่องการขับถ่าย |
วิตามินซี |
ช่วยให้รกแข็งแรง และมีภูมิต้านทานโรคดีขึ้น
ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กและยังเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วยค่ะ ร่างกายต้องการวิตามินซีทุกวัน
เพราะไม่สามารถเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ |
ในขณะที่ท้องคุณแม่จะต้องการวิตามินซีเพิ่มขึ้นร้อยละ 20
หรือเท่ากับ 70 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ได้รับเพียงพอจากการรับประทานอาหารตามปกติอยู่แล้ว |
คุณหมอบอกว่ายังไม่มีรายงานว่าเกิดความผิดปกติใดๆ ก็โล่งใจค่ะ
เพราะพักนี้ดิฉันรับประทานฝรั่งและส้มค่อนข้างบ่อย และรับประทานทีละมากๆ ด้วย |
อาจทำให้เป็นหวัดได้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะคุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว |
พลังงานและโปรตีน |
สำหรับแม่ท้องนั้น โปรตีนและพลังงานมีความสำคัญมาก
เพราะจะช่วยเสริมสร้างอวัยวะส่วนต่างๆ ของลูกอีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของตัวแม่เองด้วย
| ตลอดการตั้งครรภ์คุณแม่ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10-15 กิโลกรัม
ซึ่งจะเป็นน้ำหนักของลูก รก น้ำคร่ำ มดลูกและเต้านมที่มีขนาดโตขึ้น รวมไปถึงสารน้ำที่สะสมทั้งภายใน
และนอกหลอดเลือดประมาณ 9 กิโลกรัม
พลังงานที่แม่ต้องการคือประมาณ 2,500 กิโลกรัมแคลอรี่ต่อวัน อาหารหลัก 5 หมู่
ที่คุณแม่ต้องการมากที่สุดคือโปรตีน ประมาณ 60 กรัมต่อวัน หรือไก่ขนาดครึ่งตัว
แต่ใน 1 วันเราจะได้โปรตีนจากอาหารอื่นๆอยู่แล้ว |
ลูกจะมีโอกาสน้ำหนักมากเกิน ซึ่งเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด
คลอดยาก หรือผ่าตัดคลอด เป็นต้น นอกจากนี้หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงตลอดเวลา
อาจเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้อีกด้วยค่ะ
ผลกระทบคือร่างกายของลูกจะชินกับการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งหลังคลอดพอตัดสายสะดือ
ลูกจะมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจของลูกต้องทำงานหนักขึ้น
รวมทั้งอุณหภูมิในร่างกายของลูกก็จะผิดปกติค่ะ |
สัมพันธ์กับการเกิดภาวะลูกในครรภ์น้ำหนักน้อย โตช้า
คลอดก่อนกำหนด หรือถ้าขาดรุนแรงลูกอาจเสียชีวิตในครรภ์ได้ค่ะ |