คุณแม่ครับ !
หลักการสำคัญที่ใช้ในการดูแลแม่ในระยะเจ็บครรภ์คลอด ตามแนวทางของการคลอดวิถีธรรมชาติในตอนนี้
ผมขอนำเสนอในหัวข้อ ส่งเสริมให้คุณแม่ได้ใช้สัญชาตญาณของตนเองตามธรรมชาติได้อย่างเต็มที่
ในหัวข้อนี้ คุณแม่ดูแล้วอาจรู้สึกสงสัย หรือมีคำถามในใจว่า เอ! แล้วเวลาที่เราคลอดคุณหมอไม่ได้ให้เรา
ใช้สัญชาตญาณตามธรรมชาติหรืออย่างไร ? คำตอบก็คือ ถ้าคุณแม่ได้รับการดูแลการคลอดในรูปแบบทางการแพทย์ที่คุณแม่เห็นๆ
กันอยู่ทั่วไปในโรงพยาบาลส่วนใหญ่ของไทยแล้ว คุณแม่มักจะไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้ทำตามสัญชาตญาณตัวเองเท่าไหร่นักหรอกครับ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนอันหนึ่งก็คือ การให้คุณแม่เบ่งคลอดในระยะที่ 2 ของการคลอด ตามคำแนะนำของคุณหมอคุณพยาบาล
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การเชียร์เบ่งคลอด
สัญชาตญาณของคุณแม่มีความสำคัญอย่างไรนั้น ผมคงไม่ต้องบอกนะครับ
เพราะว่าสัญชาตญาณเป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ด้วย
เพื่อให้สามารถต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ได้สำเร็จ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายก็คือการสืบเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ในโลกนี้
มนุษย์ได้รับการออกแบบมาอย่างดีเยี่ยมจากธรรมชาติ ทำให้มนุษย์สามารถดำรงเผ่าพันธุ์มาได้หลายแสนปี
มนุษย์เพศหญิงสามารถตั้งครรภ์และคลอดได้นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยที่ไม่ต้องมีใครมาสั่งสอนอบรมอะไร
ธรรมชาติจะทำให้คุณแม่มีสัญชาตญาณในการอยากเบ่งโดยไม่ต้องสอน แต่วิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่
ที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวมาเพียงกว่าร้อยปีเท่านั้น ได้มาสอนสั่งว่าคุณแม่ต้องเบ่งแบบนี้น่ะ
จึงจะคลอดได้ดีและเร็วกว่าที่คุณแม่เบ่งเองตามสัญชาตญาณ
ในเมื่อธรรมชาติรังสรรค์ความสามารถพิเศษนี้ให้กับแม่แล้ว
เราจึงควรส่งเสริมให้คุณแม่ได้เบ่งคลอดเองโดยใช้สัญชาตญาณของตนเองตามธรรมชาติได้อย่างเต็มที่
โดยไม่ต้องสอนคุณแม่ให้มีพฤติกรรมอย่างที่ผู้ดูแลที่คิดเองว่าเหมาะสมน่าจะเป็นการดีกว่า
ข้อเสียของการเชียร์เบ่งคลอด
คุณแม่ที่เคยคลอดแล้วคงพอจะจำได้ว่า เคยได้รับคำแนะนำให้เบ่งอย่างไรในช่วงของการเบ่งคลอด
ส่วนคุณแม่ที่ยังไม่เคยผ่านการคลอดผมขอเล่าถึงขั้นตอนนั้นให้ทราบกันครับ
เมื่อเริ่มต้นในขณะที่คุณแม่นอนในท่าขบนิ้ว (lithotomy) อยู่ คุณหมอจะบอกให้คุณแม่ก้มหน้าคางชิดอก
จากนั้นให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลั้นลมหายใจ และเบ่งไปที่ก้นคล้ายการถ่ายอุจจาระ
เป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน ซึ่งโดยทั่วไปจะให้เบ่งนานจนกระทั่งหมดความรู้สึกอยากเบ่ง
นั่นก็คือคุณแม่จะต้องเบ่งเกือบเท่าระยะเวลาที่มดลูกหดรัดตัว ซึ่งโดยทั่วไประยะนี้ก็จะกินเวลาประมาณ 45-70 วินาที
ดังนั้นคุณแม่จะถูกขอร้องแกมบังคับให้ต้องเบ่งนานอย่างน้อยที่สุด 30 วินาทีขึ้นไป
ตราบเท่าที่มดลูกยังหดรัดตัวอยู่ วิธีการเบ่งอย่างนี้มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า
Valsalva manoeuvre
คุณแม่อาจมีข้อสงสัยอีกว่า แล้ววิธีนี้มีข้อเสียหายอะไรหรือจึงไม่ควรใช้
การเบ่งวิธีนี้มีข้อเสียมากกว่าข้อดีมากมายนัก ผมจึงไม่แนะนำให้ใช้
ก่อนอื่นคุณแม่ควรรู้ที่มาของวิธีการเบ่งแบบนี้เสียก่อน การเบ่งแบบนี้เป็นการเบ่ง
เพื่อขับน้ำหนองออกจากหูชั้นกลางในการรักษาโรคหูน้ำหนวก (otitis media)
ดังนั้นแรงดันที่ได้จากการเบ่งโดยทั่วไปจะขึ้นหน้าและออกทางหู เพื่อขับน้ำหนองออกจากหู
แต่ในขณะที่คุณแม่กำลังเบ่งโดยวิธีนี้ คุณหมอมักจะบอกคุณแม่อย่าเบ่งขึ้นหน้าสิครับ
ให้เบ่งลงก้น ทั้งๆ ที่โดยหลักการแล้วแรงดันจะต้องขึ้นหน้า มิฉะนั้นคงขับน้ำหนองจากหูไม่ได้หรอกครับ
โดยปกติแล้วร่างกายคนเราจะมีเส้นเลือดดำใหญ่ (inferior vena cava) ที่นำเลือดที่ผ่านการใช้แล้วจากอวัยวะภายในช่องท้อง
ช่องเชิงกรานและขาทั้งหมด และเลือดจากเส้นเลือดดำใหญ่ (superior vena cava)
ซึ่งนำเลือดที่ผ่านการใช้แล้วจากส่วนบนของร่างกายตั้งแต่ศีรษะ คอ แขน และทรวงอกกลับสู่หัวใจ
เพื่อให้หัวใจบีบตัวส่งไปฟอกเลือดที่ปอด แต่การเบ่งชนิดนี้ก่อให้เกิดความดันภายในช่องทรวงอกสูงขึ้น
ทำให้เลือดจากเส้นเลือดดำใหญ่ทั้งสองนี้กลับเข้าสู่หัวใจได้ยากขึ้น ส่งผลให้เลือดที่ออกจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกายลดน้อยลงไปด้วย
ทำให้ความดันโลหิตต่ำลง
ความจริงเลือดที่น้อยลงไม่ได้หายไปไหนหรอกนะครับ เพียงแต่ว่าชั่วเวลาที่เบ่งคลอดอยู่นั้นเลือดจะไปกอง
อยู่ในบริเวณเส้นเลือดดำส่วนปลายๆ เช่น บริเวณขา แขน เป็นต้น แต่พอไม่ได้เบ่งแล้วเลือดก็จะกลับสู่หัวใจได้ดังเดิม
ความดันโลหิตของคุณแม่ที่ต่ำลงในขณะเบ่งนี้จะทำให้เลือดที่ไปสู่ลูกผ่านทางรกและสายสะดือลดลงไปด้วย
หากการเบ่งแบบนี้เป็นต่อไประยะหนึ่ง ทารกก็จะเกิดภาวะขาดออกซิเจน (hypoxia)
และภาวะที่เป็นกรดในร่างกานสูง (acidosis) เกิดภาวะทารกเครียด (fetaldiatress)
สุดท้าย ทารกก็จะเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในการคลอดที่คุณแม่ต้องนอนหงายอยู่ในท่าขบนิ่ว
ซึ่งจะกล่าวต่อไป มดลูกที่โตจะกดทับเส้นเลือดดำใหญ่ (inferior vena cava)
ก็จะยิ่งทำให้เลือดดำจากส่วนล่างของร่างกายลดน้อยลงไปอีก
สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่งแก่คุณแม่ขณะเบ่งแบบเชียร์เบ่งก็คือ คุณแม่จะเหนื่อยมากครับ
เพราะในขณะที่เบ่งอยู่ คุณแม่จะไม่ได้หายใจเข้าไปเลย อย่างน้อยก็เป็นระยะเวลา 30 วินาที
คุณแม่ที่ยังไม่เคยคลอดหรือท่านผู้อ่านที่เป็นผู้ชายอาจจะลองดูเล่นๆ ก็ได้ครับ โดยให้สูดลมหายใจแล้วกลั้นไว้
จากนั้นให้เบ่งสัก 10 วินาทีติดต่อกันโดยไม่หยุด หรือถ้าอยากจะให้สมจริงมากขึ้น เฉพาะคุณผู้ชายนะครับ
ลองเอาถุงข้าวสารสัก 3 กิโลกรัม วางบนหน้าท้องด้วยจะได้ความรู้สึกของคุณแม่ขณะคลอดดียิ่งขึ้น
ส่วนคุณแม่ที่ท้องอยู่อย่าเพิ่งลองทำนะครับ เดี๋ยวจะเจ็บครรภ์คลอดลูกออกมาจริงๆ เสียก่อน
โดยทั่วไปแล้ว คุณแม่จะยังไม่มีความรู้สึกอยากเบ่งจนกว่าศีรษะทารกจะลงมาในช่องเชิงกรานส่วนล่าง
และตุงอยู่ที่ปากช่องคลอด (perineum) การเบ่งก่อนระยะนี้ไม่ได้ทำให้การคลอดเร็วขึ้น
แต่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกได้
ความเป็นส่วนตัว เรื่องสำคัญของการคลอด
หลักการสำคัญที่ใช้ในการดูแลคุณแม่ต่อไปก็คือ ไม่รบกวนกระบวนการทำงานของธรรมชาติในการคลอด
โดยให้คุณแม่มีความเป็นส่วนตัว (privacy) และการเคลื่อนไหว (mobility) ได้ตามที่คุณแม่ต้องการ
1. การมีความเป็นส่วนตัว
ในระบบการดูแลการคลอดที่ดีในทัศนะของการคลอดวิถีธรรมชาตินั้น การมีความเป็นส่วนตัวมีความสำคัญมาก
เนื่องจากในระหว่างการคลอดนั้นร่างกายได้เตรียมคุณแม่ไว้แล้ว ผ่านการทำงานของฮอร์โมนที่สำคัญๆ 3 ชนิด
คือออกซิโทซิน เอนดอร์ฟิน และอะดรีนาลีน ดังที่ได้เคยบรรยายไว้แล้วในตอนที่ 2 (ธรรมชาติร่างกายแม่ : กลไกการคลอดวิถีธรรมชาติ)
ความเป็นส่วนตัวนี้จะช่วยลดความตื่นตกใจ กังวล ความกลัวที่เป็นปัจจัที่ทำให้อะดรีนาลีนเพิ่มขึ้นได้
ความเป็นส่วนตัวนี้เองจะสนับสนุนให้ฮอร์โมนที่ช่วยเร่งให้การคลอดดำเนินไปด้วยดีตามปกติ คือ ออกซิโทซินและเอนดอร์ฟินทำงานของมันไปเองตามปกติ
ห้องคลอดที่มีลักษณะที่ดีนั้น จึงควรเป็นห้องที่ปกปิดมิดชิด มีประตูกั้นแบ่งเขตชัดเจน
การเข้าออกต้องมีการเคาะประตู เพื่อขออนุญาตก่อน ไม่ใช่นึกอยากจะเข้าไปทำอะไร
เมื่อใดก็โผล่พรวดเข้าไปเลย ซึ่งอาจทำให้คุณแม่ตกใจได้
ที่สำคัญอีกอย่างคือ จะต้องเป็นห้องที่คุณแม่อยู่ตั้งแต่เจ็บครรภ์มาโรงพยาบาล
จนกระทั่งการคลอดเสร็จเรียบร้อย รอที่จะย้ายไปยังตึกหลังคลอด ไม่มีการย้ายไปย้ายมา
เพราะจะไปรบกวนการทำงานของธรรมชาติอย่างมาก เนื่องจากเมื่อปากมดลูกเปิดหมด
และคุณแม่เริ่มอยากเบ่งนั้น คุณแม่ต้องใช้สมาธิ มีการรวบรวมพละกำลังอย่างมหาศาลในการคลอด
และการย้ายคุณแม่ไปมาเช่นนี้สมาธิจะเหลือสักเท่าไร คุณแม่ก็ลองคิดดูเองนะครับ
ความจริงแล้วคุณแม่ทราบไหมครับ สถานที่สามารถให้ความเป็นส่วนตัวที่เหมาะสมกับคุณแม่มากที่สุดนั้นอยู่ที่ไหน
อาจจะเป็นสถานที่ซึ่งคุณแม่อาจจะมองข้ามไป นั่นก็คือ บ้าน ของคุณแม่ไงละครับ
เพราะคุณแม่มีความคุ้นเคยมากกว่าโรงพยาบาล มีความเป็นเจ้าของบ้านต่างจากโรงพยาบาล
ที่คุณหมอพยาบาลเป็นเจ้าของสถานที่ คุณแม่เป็นแขกผู้มาใช้บริการในโรงพยาบาล
ดังนั้นโดยหลักการแล้วหากต้องการความเป็นธรรมชาติที่สุดจริงๆ แล้วละก็คุณแม่ควรจะคลอดที่บ้าน (home birth)
ซึ่งในอดีตคุณแม่คนไทยคลอดที่บ้านกันแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะก่อนที่จะมีการให้บริการทางสาธารณสุข
เช่น สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาล
แต่ปัจจุบันนี้ การคลอดส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 เกิดขึ้นในโรงพยาบาล
การคลอดที่บ้านกลับเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งซึ่งคุณแม่ต้องมีข้อแม้หลายประการในรายละเอียด
ผมจะได้นำเสนอในตอนต่อๆ ไป อย่างไรก็ตามในต่างประเทศ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์
มีการคลอดที่บ้านถึงร้อยละ 30 โดยคุณผดุงครรภ์เป็นผู้ทำคลอด ดังนั้นเมื่อคุณแม่มาคลอดที่โรงพยาบาล
ก็ควรจัดสภาพแวดล้อมต่างๆ ให้ดีและเหมาะสมคล้ายบ้านมากที่สุด ซึ่งผมจะกล่าวถึงในตอนต่อไป
2. การเคลื่อนไหว
การเคลื่อนไหวไปมา โดยเฉพาะในท่าลำตัวตั้งขึ้นนั้นจะช่วยให้ระยะเวลาของการเจ็บครรภ์คลอดนั้นสั้นลง
เนื่องจากมีแรงโน้มถ่วงของโลกช่วยดึงดูดทารกให้เคลื่อนต่ำลงมาในอุ้งเชิงกราน นอกจากนี้ความเจ็บปวดจะลดลงด้วย
เนื่องจากศีรษะของเด็กไม่ได้กดเส้นประสาทที่มีอยู่มากมายในด้านหลังอุ้งเชิงกราน
ในท่าลำตัวตั้งขึ้นนั้นมดลูกสามารถหดรัดตัวได้ดีกว่าในท่านอนราบ
เพราะว่าศีรษะทารกกดดันลงบนปากมดลูกได้กระชับกว่า ซึ่งช่วยให้ปากมดลูกขยายตัวได้ดีขึ้น
คุณแม่ควรได้รับการแนะนำว่า เขาสามารถหาท่าทางที่เหมาะสมสำหรับตนเองได้โดยอิสระ
เช่น บางคนอาจจะชอบยืน บางคนอาจจะชอบนั่ง เป็นต้น โดยมีข้อแม้ว่าขอให้หลีกเลี่ยงท่านอนหงายราบ
เนื่องจากในท่านี้พบว่า จะมีแรงกดดันจากปากมดลูกที่โตขึ้น (เนื่องจากมีเด็กอยู่ภายใน)
กระทบต่อเส้นเลือดใหญ่ๆ หลายเส้น เช่น เส้นเลือดดำใหญ่ inferior vena cava
ดังที่กล่าวมาในตอนต้นของบทนี้ main pelvic vein
และบางส่วนของเส้นเลือดแดงใหญ่ที่ไหลออกจากหัวใจ ลงไปเลี้ยงอวัยวะส่วนช่องอกและช่องท้อง
ตลอดจนขาทั้งสองข้าง (descending aorta) ทำให้เลือดดำที่ไหลกลับสู่หัวใจห้องบนขวาน้อยลง
เนื่องจากเลือดจะไปกองอยู่ในบริเวณเส้นเลือดดำส่วนปลาย โดยเฉพาะขาทั้งสองข้าง
ทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลงความดันโลหิตต่ำลง
เลือดที่ไปเลี้ยงสมองน้อยลงอาจทำให้หน้ามืดได้
กลุ่มอาการเหล่านี้ เกิดเนื่องจากการนอนหงายของคุณแม่ ที่ทำให้ความดันโลหิตต่ำลงจึงมีผู้เรียกว่า supine hypotensive syndrome
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือเลือดที่ไปเลี้ยงทารก โดยผ่านทางสายสะดือก็น้อยลงไปด้วย
ซึ่งหากปรากฏการณ์นี้เกิดต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้ทารกเกิดภาวะเครียดและเสียชีวิตได้ในที่สุด
ดังนั้นให้โอกาสคุณแม่ได้เคลื่อนไหวไปมาตามที่ต้องการเถอะครับ อย่าให้นอนหงายราบอยู่กับเตียงตลอดเวลาเลย
แต่ก็มีข้อยกเว้นเหมือนกันในการที่จะจำกัดให้คุณแม่อยู่แต่บนเตียง นั่นก็คือในบางรายที่คุณแม่มีภาวะเสี่ยงสูง
เช่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ แต่หากจะนอนอยู่บนเตียงแล้วขอให้นอนตะแคงและนอนศีรษะสูงเป็นหลัก
เพื่อหลีกเลี่ยงการกดทับเส้นเลือดจากมดลูกตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
กล่าวโดยสรุปก็คือ ให้คุณแม่ใช้สัญชาตญาณของตนเองตามธรรมชาติอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการเบ่งคลอด
และไม่รบกวนกระบวนการทำงานของธรรมชาติในการคลอด ซึ่งคุณแม่ควรมีการเคลื่อนไหวระหว่างการเจ็บครรภ์คลอด
และควรมีอิสระในการเลือกท่าทางต่างๆ ยกเว้นมีข้อบ่งห้ามทางสูติกรรมหรืออายุรกรรม
(update 4 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 265 กุมภาพันธ์ 2548 ]
|