คุณแม่ครับ!
สำหรับฉบับนี้ผมขอนำเสนอในหัวข้อ ปกป้องกระบวนการธรรมชาติโดยหลีกเลี่ยงการดูแลที่เป็นกิจวัตร (routine)
อื่นๆ อีก 2 อย่างคือ การให้น้ำเกลือ และการงดน้ำและอาหารทางปาก
โดยทั่วไปการดูแลทั้ง 2 อย่างนี้ มักจะเกิดควบคู่กันไป กล่าวคือ ในขั้นแรกมักจะนิยมงดน้ำ
และอาหารในขณะเจ็บครรภ์คลอดก่อน แล้วจึงให้น้ำเกลือตามมาอีกทีหนึ่ง
การให้น้ำเกลือ หมายถึงการให้สารน้ำทางเส้นเลือดดำ
โดยมีสารต่อจากขวดน้ำเกลือที่แขวนอยู่ที่เสาน้ำเกลือมายังเส้นเลือดดำของคุณแม่
ซึ่งมักจะเป็นเส้นเลือดดำบริเวณผิวหนังด้านหลังของมือ
- การงดน้ำและอาหารทางปากขณะเจ็บครรภ์
คุณแม่ท่านใดที่เคยคลอดมาแล้ว มักจะต้องถูกแนะนำให้งดน้ำและอาหารในขณะเจ็บครรภ์คลอด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะย่อยที่ 2 ของระยะที่ 1 ของการคลอด ซึ่งมดลูกจะมีการดรัดตัวบ่อยขึ้น
ประมาณทุกๆ 2-3 นาที ปากมดลูกเปิดตั้งแต่ 4-8 ซม.
เหตุผลหลักที่ใช้อ้างถึงความจำเป็นในการงดน้ำและอาหาร ก็คือเกรงว่าคุณแม่จะเสี่ยงต่อการสำลักอาหารและน้ำ
ซึ่งขย้อนออกมาจากกระเพาะอาหารเข้าไปในปอดของคุณแม่บางราย ที่มีข้อบ่งชี้ให้ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง
หลังจากที่เจ็บครรภ์ไปแล้วระยะหนึ่ง เช่น มีภาวะศีรษะทารกกับเชิงกรานแม่ไม่ได้สัดส่วน
(cephalopelvic disproportion)
และก่อนการผ่าตัดคุณแม่จะได้รับกระบวนการดูแลทางวิสัญญีวิทยาเพื่อไม่ให้คุณแม่เจ็บปวดขณะถูกผ่าตัด
ซึ่งปัจจุบันทำได้ 2 วิธีคือ การให้ยาชาทางไขสันหลัง และการดมยาสลบ
1. การให้ยาทางไขสันหลัง วิธีนี้คุณแม่จะรู้สึกตัวตลอดเวลาที่ผ่าตัดแต่จะไม่เจ็บปวด
เนื่องจากฤทธิ์ของยาชาจะทำให้เส้นประสาทที่รับรู้ความเจ็บปวดไม่สามารถทำงานได้ช่วงเวลาหนึ่ง
ตั้งแต่บริเวณลิ้นปี่ลงไปถึงปลายเท้า
2. การดมยาสลบ วิธีนี้จะใส่ท่อช่วยหายใจเข้าไปในปากผ่านเข้าไปในหลอดลมของคุณแม่
แล้วให้อากาศซึ่งจะมีก๊าซที่ทำให้สลบคือ ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (nitous oxide) และก๊าซฮาโลเทน (halothane)
และให้ยาบรรเทาปวดทางเส้นเลือดดำร่วมด้วย การดมยาสลบนี้จะทำให้คุณแม่หมดสติลงชั่วคราว
หลังจากที่ผ่าตัดเสร็จแล้วก็จะถอดท่อช่วยหายใจนี้ออกเมื่อคุณแม่รู้สึกตัวดีแล้ว
ความกังวลว่าคุณแม่จะมีความเสี่ยงต่อการสำลักอาหารและน้ำในรายที่ถูกผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง
มักจะเกิดขึ้นกับคนที่ใช้วิธีการดมยาสลบได้ 2 ระยะ คือในระยะที่กำลังจะใส่ท่อช่วยหายใจ (endotracheal intubation)
และระยะที่ถอดท่อช่วยหายใจ
การสำลักอาหารและน้ำนี้เองจะทำให้เกิดการอักเสบของปอด (aspiration pneumonia)
เนื่องจากในกระเพาะอาหารของคนเรามีน้ำย่อยที่มีความเป็นกรดเพื่อใช้ย่อยอาหารให้เล็กลง
ภาวะปอดอักเสบนี้มีชื่อเรียกได้หลายชื่อ เช่น gastric aspiration syndrome, Mendelson's syndrome
มีความรุนแรงค่อนข้างมากอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
ในอดีตภาวะปอดอักเสบนี้เคยเป็นสาเหตุการตายที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับวิสัญญีวิทยาของคุณแม่
แต่ในปัจจุบันนี้พบลดลง เหลือเพียงร้อยละ 23 เท่านั้น และจากการศึกษาพบว่า
เทคนิคการใส่ท่อช่วยหายใจมีความสำคัญมากกว่าการให้คุณแม่งดน้ำและอาหาร
เนื่องจากกระเพาะอาหารมีการหลั่งน้ำย่อยออกมาตลอดทั้งวัน แต่จะออกมากขึ้นเวลาที่มีการรับประทานอาหาร
เพื่อใช้ในการย่อยอาหาร
ดังนั้นการงดน้ำและอาหาร จึงไม่ได้เป็นการทำให้กระเพาะของคุณแม่แห้งสนิทแต่อย่างใด
ในทางกลับกันน้ำย่อยที่ไม่มีอาหารมาคลุกเคล้าย่อมมีความเป็นกรด (acidity) สูงกว่าน้ำย่อยที่มีการย่อยอาหารไปแล้ว
ดังนั้นหากเกิดการขย้อนของอาหารเข้าไปในปอดแล้วน้ำย่อยที่มีความเป็นกรดมากในคุณแม่ที่งดอาหารและน้ำ
น้ำย่อยนั้นก็จะสามารถทำให้ปอดอักเสบได้รุนแรงกว่าน้ำย่อยของคุณแม่ที่ไม่ได้งดอาหาร
ปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับกันว่า ในขณะคลอดจะถือว่า กระเพาะอาหารมีอาหารอยู่เต็มเสมอ
เนื่องจากมดลูกที่โตจะดันกระเพาะอาหารสูงขึ้น ดังนั้นหากใช้วิธีการดมยาสลบต้องใช้เทคนิคพิเศษ (crush intubation)
ซึ่งเป็นการใส่ท่อช่วยหายใจในขณะที่คุณแม่ยังไม่หมดสติทั้งหมด และมีการกดกระดูก cricoid
ซึ่งอยู่ใต้กระดูก thyroid บริเวณกล่องเสียงช่วยด้วยในขณะใส่ท่อช่วยหายใจ
เพื่อทำให้หลอดอาหารตีบชั่วคราว
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการกระทำเพื่อป้องกันการสำลักอาหารนั่นเอง
หรือหากเป็นไปได้ให้ใช้วิธีการระงับความเจ็บปวดระหว่างการผ่าตัด
การดมยาสลบโดยวิธีการฉีดยาชาที่ไขสันหลัง ซึ่งคุณแม่จะรู้สึกตัวตลอดเวลา
ทำให้โอกาสที่จะสำลักอาหารลดน้อยลง แต่การดมยาสลบโดยวิธีนี้จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญคือวิสัญญีแพทย์
ซึ่งในปัจจุบันนี้ในประเทศไทยยังขาดแคลนแพทย์สาขานี้อยู่มาก
แต่การดมยาสลบนั้นสามารถใช้วิสัญญีพยาบาลวางยาสลบแทนได้
โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิสัญญีแพทย์
คุณแม่ครับ!
เนื่องจากโดยทั่วไปการเจ็บครรภ์คลอดจะกินเวลาหลายชั่วโมง และการทำงานต่างๆ
ของร่างกายโดยเฉพาะมดลูกในขณะคลอด (รายละเอียดกรุณาดูในฉบับเดือนเมษายน
ตอนที่ 3 สรีรวิทยาเบื้องต้นของการเจ็บครรภ์คลอด) ทำให้คุณแม่ต้องใช้พลังงานอย่างมหาศาล
ดังนั้นหากต้องงดน้ำและอาหารทางปากอาจก่อให้เกิดสภาวะขาดน้ำ
และสารอาหารและเกิดการก่อตัวของสารคีโตน (ketone)
เนื่องจากร่างกายมีการใช้ไขมันแทนคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเดิมใช้อยู่ในสภาวะปกติ
ถ้าภาวะนี้เกิดต่อเนื่องอาจทำให้เกิดทารกเครียด (fetal distress) หรือคุณแม่เสียชีวิตได้
ส่วนใหญ่แล้วคุณแม่โดยสัญชาตญาณในขณะเจ็บครรภ์คลอดมักจะไม่ค่อยอยากรับประทานอาหารหนักทั่วไป
เช่น ข้าวขาหมู ข้าวหมูแดง หรือข้าวมันไก่หรอกครับ คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะต้องการดื่มน้ำมากกว่า
การแนะนำให้คุณแม่ต้องงดน้ำและอาหารทางปากนี้เองนำไปสู่การให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดดำ
เพื่อทดแทนอาหารและน้ำที่ต้องสูญเสียไป การกระทำเช่นนี้เรียกว่า cascade of intervention
(การแทรกแซงที่ต่อเนื่องกัน) คือเมื่อมีการแทรกแซงอย่างหนึ่งแล้วก่อให้เกิดการแทรกแซงอีกอย่างหนึ่งตามมา
ในกรณีนี้ก็คือการให้งดน้ำและอาหารทางปากแล้วต้องให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดดำ
เนื่องจากกลัวคุณแม่ขาดอาหารและน้ำ ดังนั้นหากเรางดการแทรกแซงอันแรกได้
ก็จะทำให้เราสามารถงดการแทรกแซงอันที่ 2 ได้ด้วยเช่นกัน
สถิติอีกอย่างหนึ่งซึ่งควรใช้ในการพิจารณาก็คือ อัตราการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในประเทศไทย
โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20-25 คน ดังนั้นการที่คุณแม่ 100 คน
จะต้องถูกงดน้ำและอาหารทางปากเพียงเพราะกังวลว่าอาจมีคุณแม่เพียง 20-25 คน
ที่มีโอกาสถูกผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องจะมีความเสี่ยงกับการเกิดปอดอักเสบนั้น
ทำให้คุณแม่อีก 75-80 คน ต้องงดข้าวงดน้ำโดยเปล่าประโยชน์และอาจมีโทษด้วย
ในปี พ.ศ.2542 สมาคมวิสัญญีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Society of Anesthesiologists)
ได้ให้ความเห็นว่าในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปได้เกี่ยวกับเวลาที่เหมาะสมสำหรับการงดอาหารและน้ำ
และการเกิดการสำลักอาหารและน้ำเข้าไปในปอดในระยะเจ็บครรภ์คลอด
มีเพียงอาหารหนักที่เป็นของแข็งที่ควรหลีกเลี่ยงในคุณแม่ที่เจ็บครรภ์คลอด
แต่ในคุณแม่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนและวางแผนให้ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง
นิยมให้งดน้ำและอาหารประมาณ 8 ชั่วโมงก่อนเริ่มผ่าตัด
- การให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดดำ
การให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดดำเป็นการแทรกแซงที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งคุณแม่มักจะได้รับหลังจากการงดน้ำและอาหารทางปากแล้ว
คุณแม่บางท่านอาจเกิดคำถามขึ้นในใจว่าการให้น้ำเกลือแทนดูๆ แล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรร้ายแรง
ผมขอตอบคำถามดังนี้น้ำเกลือที่ให้ทางเส้นเลือดดำเป็นสารน้ำที่มีน้ำบริสุทธิ์ผสมกับเกลือแกง (sodium chloride)
และน้ำตาลกลูโคส (glucose) และให้ผ่านทางหลอดเลือดดำ
โดยทั่วไปแล้วการให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดดำเป็นการแทรกแซงที่มีประโยชน์มากหากนำมาใช้อย่างเหมาะสม
เช่น ในผู้ป่วยที่มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น โรคอุจจาระร่วงหรืออหิวาตกโรค
การดื่มน้ำอาจไม่สามารถทดแทนน้ำที่สูญเสียไปได้อย่างรวดเร็ว และถ้าผู้ป่วยขาดน้ำอาจเกิดภาวะช็อกได้
แต่การให้น้ำเกลือเป็นการทดแทนน้ำที่ร่างกายเสียไปได้อย่างรวดเร็ว
แต่อย่างไรก็ตามสิ่งใดที่มีคุณสิ่งนั้นก็อาจจะมีโทษได้ปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนจากการให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดดำ
ก็เป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในที่นี้ผมขอบรรยายถึงปัญหาเฉพาะที่เกิดกับคุณแม่ที่เจ็บครรภ์คลอดเท่านั้นนะครับ
ปัญหาที่พบได้มีหลายประการ เช่น เจ็บบริเวณผิวหนังที่เข็มจิ้ม บางครั้งอาจเกิดเส้นเลือดดำอักเสบ (phlebitis) ได้
ในกรณีที่ควบคุมอัตราการไหลของน้ำเกลือไม่เหมาะสม อาจจะทำให้น้ำเข้าไปในร่างกายมากเกินไป
อาจทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอด (pulmonary edema) และเสียชีวิตได้ ซึ่งต่างจากการที่คุณแม่รับประทานอาหารและน้ำเข้าไป
หากคุณแม่อิ่มก็จะไม่มีความรู้สึกอยากดื่มกินอีก
นอกจากนี้น้ำตาลที่อยู่ในน้ำเกลือมีอัตราส่วนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะถ้าให้เป็นระยะเวลานานๆ
ในขณะตั้งครรภ์น้ำตาลในเลือดแม่ก็ไหลเข้าไปสู่ลูกทางสายสะดือ ทำให้น้ำตาลในเลือดลูกสูงไปด้วย
ส่งผลให้ลูกสร้างฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างเพื่อนำน้ำตาลในเลือดไปใช้
ให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงสู่ภาวะปกติ แต่หลังทารกคลอดและมีการตัดสายสะดือ
น้ำตาลที่สูงในเลือดแม่ไม่สามารถเข้าไปสู่ลูกได้อีกต่อไป ทำให้น้ำตาลในเลือดลูกต่ำลงอย่างรวดเร็ว
แต่ร่างกายทารกยังไม่สามารถปรับตัวโดยลดการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้ทันทีพร้อมๆ กันได้
ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในทารกต่ำลงไปอีกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะต่างจากคุณแม่ที่ไม่ได้รับน้ำเกลือทางเส้นเลือดดำ
เนื่องจากอาหารและน้ำที่ดื่มเข้าไปไม่ได้ทำให้น้ำตาลในเลือดแม่สูงขึ้นเท่าไรนัก
เนื่องจากคุณแม่มักจะดื่มไม่ได้มาก และน้ำที่ดื่มโดยมากมักจะเป็นน้ำเปล่า
ข้อเสียต่อไปของการให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดดำคือ ทารกอาจเกิดภาวะเหลือง (hyperbilirubinemia) ได้
เนื่องจากน้ำตาลในเลือดลูกที่สูงขึ้นทำให้เกิดการแย่งกับสารบิลิรูบิน (bilirubin)
ซึ่งเป็นของเสียที่จะถูกขับออกจากร่างกาย ทำให้สารนี้ค้างอยู่ในร่างกายมากกว่าปกติ
ทำให้เกิดภาวะเหลืองได้ ภาวะนี้หากเป็นมากอาจทำให้ทารกชักได้
ข้อเสียประการสุดท้ายก็คือ คุณแม่ที่ได้รับน้ำเกลือส่วนใหญ่แล้วมักจะต้องนอนเฉยๆ
อยู่บนเตียงเพราะไม่สะดวกหากจะเดินไปไหนมาไหน เนื่องจากมีสายน้ำเกลือซึ่งคล้ายๆ
กับโซ่ที่พันธนาการอยู่ การที่คุณแม่ต้องนอนอยู่บนเตียงนี้เอง ก็อาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา
เช่น การเจ็บครรภ์คลอดเนิ่นนานหรือมีอาการเจ็บครรภ์ที่รุนแรงกว่าปกติ
ซึ่งจะได้บรรยายอย่างละเอียดในบทต่อๆ ไป
คุณแม่ครับ!
โดยสรุปแล้วไม่ควรที่จะให้คุณแม่งดน้ำและอาหารทางปากอย่างเป็นกิจวัตรขณะเจ็บครรภ์คลอด
เพราะลำพังคุณแม่เองก็รับประทานอะไรไม่ได้มาก และไม่ต้องมีการแทรกแซงที่ต่อเนื่องกัน
คือการให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดดำ แต่อย่างไรก็ตามหากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่เหมาะสมแล้วละก็
คุณแม่อาจจะต้องถูกของดน้ำและอาหารตลอดจนให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดดำได้ด้วยเมื่อจำเป็น
สวัสดีครับ
(update 24 มกราคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 272 กันยายน 2548]
|