คุณแม่ครับ !
คราวนี้ผมขอนำเสนอถึงหลักการสำคัญที่ใช้ในการดูแลคุณแม่ในระยะเจ็บครรภ์คลอดในหัวข้อ
ปกป้องกระบวนการธรรมชาติโดยหลีกเลี่ยงการดูแลที่เป็นกิจวัตร (routine)
เช่น การโกนขนหัวหน่าว (pubic shaving) การสวนอุจจาระ (enema) การให้น้ำเกลือ
การงดน้ำและอาหารทางปาก โดยสามารถกระทำได้ต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
การดูแลที่เป็นกิจวัตรที่ผมพูดถึงนั้น หมายถึง การดูแลที่กระทำเหมือนๆ กันต่อคุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่เจ็บครรภ์มา
โดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นปัจเจกชน (ดังที่กล่าวไปแล้วในฉบับที่แล้ว) ทั้งนี้อาจมีสาเหตุเนื่องจากสิ่งที่กระทำเป็นกิจวัตรนั้น
เคยปฏิบัติกันมาตั้งแต่ครั้งอดีตกาล โดยมีความเชื่อว่าการกระทำที่ว่าเป็นประโยชน์มากกว่าโทษ
ซึ่งโดยวิทยาการขององค์ความรู้สมัยก่อนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้มีการพิสูจน์ให้ถ่องแท้ก่อนว่าการกระนั้นดีจริงหรือไม่
แต่ก็ปฏิบัติกันตามความเชื่อนั้นๆ เรื่อยมา
ปัจจุบันมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตลอดจนการวิจัยที่ช่วยยืนยันประโยชน์ที่ว่ามานั้นว่าจริงหรือไม่
และผลเสียที่เกิดขึ้นจากการกระทำเป็นกิจวัตร ซึ่งบางสิ่งบางอย่างไม่สามารถวัดค่าออกมาเป็นตัวเลขเงินทองได้
เช่น ผลเสียทางด้านจิตใจ ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ คุณแม่บางคนรู้สึกอับอายกับการที่ถูกโกนขนหัวหน่าว เป็นต้น
ผมขอเสนอรายละเอียดของการดูแลที่เป็นกิจวัตรต่อคุณแม่ที่เจ็บครรภ์ไปทีละหัวข้อดังต่อไปนี้
โดยเริ่มจากเรื่องการโกนหัวหน่าวและการสวนอุจจาระ เพื่อเตรียมคลอดก่อนครับ
การโกนขนหัวหน่าว
ก่อนที่จะมีการนำการโกนขนหัวหน่าวมาใช้สำหรับเตรียมการคลอดอย่างเป็นกิจวัตรนั้น
ในทางการแพทย์ได้นำการโกนขนหัวหน่าวมาใช้สำหรับเตรียมการผ่าตัดทางหน้าท้อง
เนื่องจากมีความเชื่อว่าขนหัวหน่าวมีความสกปรก อาจทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณแผลหลังผ่าตัดได้
นอกจากนั้นอาจทำให้ไม่สะดวกในเวลาผ่าตัด จากความเชื่อนี้เองจึงได้มีผู้นำวิธีการโกนขนหัวหน่าว
มาใช้สำหรับเตรียมการคลอด โดยอ้างถึงข้อดีเพิ่มขึ้นอีกข้อคือทำให้เย็บแผลง่ายขึ้น
แล้วข้อเสียการโกนขนหัวหน่าวล่ะครับ มีหรือไม่
คุณแม่ครับ !
โดยปกติแล้วอวัยวะต่างๆ ที่ธรรมชาติมอบให้แก่มนุษย์เราล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น
เพียงจะมากหรือน้อยแตกต่างกันไปเท่านั้น ขนหัวหน่าวก็เช่นเดียวกันครับ
ในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์อวัยวะของทั้งสองฝ่ายมีการสัมผัสเสียดสีกัน
ขนหัวหน่าวจะทำหน้าที่เหมือนกันชนธรรมชาติ หากไม่มีขนหัวหน่าวแล้วก็อาจมีบาดแผล
เช่น รอยถลอกบริเวณผิวหนังที่สัมผัสกันได้
ข้อเสียอื่นๆ ของการโกนขนหัวหน่าวก็คือ อาจเกิดบาดแผลบริเวณที่ถูกโกนได้
เนื่องจากบริเวณหัวหน่าวและปากช่องคลอดไม่ได้เป็นแผ่นแบนราบเหมือนกับผนังหน้าท้อง
ดังนั้นหากผู้โกนมีประสบการณ์น้อยก็อาจทำให้เกิดแผนขีดข่วน ซึ่งทำให้เกิดอาการแสบๆ คันๆ ได้
หากเป็นมากก็อาจเกิดการอักเสบติดเชื้อบริเวณแผลนั้นและหากใช้ใบมีดที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ
ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส HIV หรือไวรัสเอดส์ได้
นอกจากนี้คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะมีอาการคันและรำคาญเมื่อขนหัวหน่าวเริ่มขึ้นมาใหม่
ข้อเสียที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ความรู้สึกทางจิตใจ โดยปกติแล้วอวัยวะสืบพันธุ์เป็นบริเวณที่สงวนและลับสุดยอด
โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง แม้แต่มองก็ยังไม่ให้ใครแอบมองได้โดยง่าย แต่พอถึงห้องคลอดเท่านั้นแหละ
กลับต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นใครที่ไม่ก็ไม่รู้ อีกทั้งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนโกนขนหัวหน่าวโดยมิอาจปฏิเสธได้
การโกนขนหัวหน่าวนับว่าเป็นการกระทำที่ถือได้ว่าค่อนข้างรุนแรงทางจิตใจ
ทำให้คุณแม่รู้สึกว่าศักดิ์ศรีของความเป็นคน (dignity) ลดต่ำลง
บางครั้งทำให้รู้สึกเหมือนกับคุณแม่เป็นผู้ป่วยที่มาด้วยโรคต่างๆ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว
การเจ็บครรภ์คลอดเป็นกระบวนการทางสรีรวิทยา (physiology) ไม่ใช่พยาธิวิทยา
หรือความเป็นโรคภัยไข้เจ็บ (pathology)
ในปี พ.ศ. 2547 คุณหมอเบสวี (Basevi) และคณะได้รายงานการศึกษาโดยใช้พื้นฐานข้อมูล
ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (evidence-based medicine) ตามระบบของห้องสมุดคล็อกเคลน
(Cochrane library : ระบบฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาต่างๆ ที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ให้การดูแลรักษาผู้ป่วย
และผู้กำหนดนโยบายในการเลือกวิธีการตามข้อมูลทางการแพทย์)
เกี่ยวกับการขนหัวหน่าวอย่างเป็นกิจวัตรในคุณแม่ที่เจ็บท้องคลอดทุกคน
โดยมีข้อสรุปว่าในปัจจุบันนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เพียงพอ
ที่จะแนะนำให้โกนขนหัวหน่าวแก่คุณแม่ทุกคนที่มาคลอด
ทางเลือกหนึ่งที่มักจะนิยมใช้ทดแทนการโกนขนหัวหน่าวในคุณแม่บางคนที่มีขนหัวหน่าวยาวก็คือ
การเล็มหรือการตัดขน (cutting) โดยใช้กรรไกรตัดขนให้สั้นลงเหลือประมาณ 2-3 ซม.
คล้ายกับการตัดผมบริเวณศีรษะนั่นเอง เนื่องจากโอกาสที่คุณแม่จะได้รับบาดเจ็บจากการเล็มน้อยกว่าการโกน
อีกทั้งไม่มีการคัน เนื่องจากไม่ได้ตัดชิดผิวหนังเหมือนกับการโกนขน
ในต่างประเทศ การโกนขนหัวหน่าวเพื่อเตรียมการคลอดอย่างเป็นกิจวัตร
ส่วนใหญ่แล้วถูกปฏิเสธจากคุณแม่ โดยอาจมีการเล็มขนแทน สำหรับในประเทศไทยนั้น
เป็นเรื่องน่ายินดีที่โรงพยาบาลหลายๆ แห่งเริ่มมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติในการโกนขนหัวหน่าวอย่างเป็นกิจวัตรแล้ว
บางแห่งใช้การเล็ม แต่บางแห่งยังใช้การโกนอยู่ แต่พิจารณาเลือกเป็นรายๆ ไป
และอาจโกนบริเวณด้านล่างของปากช่องคลอด ซึ่งเป็นบริเวณฝีเย็บที่เป็นตำแหน่งที่ถูกตัด
เพื่อช่วยคลอดทารก (epispotomy)
การสวนอุจจาระ
การสวนอุจจาระก็เป็นอีกหนึ่งหัตถการที่นิยมนำมาใช้ สำหรับเตรียมการคลอดในคุณแม่ทุกคนอย่างเป็นกิจวัตร
ควบคู่กับการโกนขนหัวหน่าว โดยมีความเชื่อว่าอุจจาระอาจจะออกมาจากทวารหนักในขณะที่เบ่งคลอด
ซึ่งจะทำให้เปรอะเปื้อนบริเวณปากช่องคลอด ส่งผลให้เกิดการอักเสบติดเชื้อทั้งในคุณแม่โดยเฉพาะที่แผลฝีเย็บและลูกน้อยได้
นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่า การสวนอุจจาระช่วยทำให้การคลอดเร็วขึ้น ในเรื่องนี้เมื่อปี พ.ศ. 2547
คุณหมอเคียวโก (Cuervo) และคณะ ได้รายงานการศึกษาโดยใช้พื้นฐานข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
ตามระบบของห้องสมุดคล็อกเคลน สรุปว่าปัจจัยนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เพียงพอ
ที่จะแนะนำให้สวนอุจจาระแก่คุณแม่ที่มาคลอดทุกคน โดยพบว่าการติดเชื้อในมารดา
และทารกกลุ่มที่ได้รับการสวนอุจจาระกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการสวนอุจจาระนั้นไม่มีความแตกต่างกันในทางสถิติ
ส่วนเรื่องที่ว่าการสวนอุจจาระจะทำให้การคลอดเร็วขึ้น ในปี พ.ศ. 2527 คุณหมอดรายดัน (Drayton)
และคณะไม่พบว่าการสวนอุจจาระทำให้ระยะเวลาคลอดสั้นลงแต่ประการใด
แล้วข้อเสียของการสวนอุจจาระมีบ้างไหม
คุณแม่ครับ !
ผมขอตอบว่า มีแน่นอนครับ ก่อนอื่นคุณแม่ควรจะรู้ถึงกระบวนการเกี่ยวกับการสวนอุจจาระสักเล็กน้อย
โดยปกติจะใช้น้ำยาสำเร็จรูป ซึ่งจะเป็นขวดพลาสติกใส่น้ำยา ที่ปากขวดจะมีท่อปลายแหลมที่ทำด้วยพลาสติก
โดยจะเปิดฝาบริเวณท่อปลายแหลมออกแล้วสอดใส่เข้าไปในทวารหนัก โดยคุณแม่อยู่ในท่านอนตะแคง
แล้วบีบน้ำยาเข้าไปในไส้ตรง (rectum) ซึ่งเป็นลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย หลังจากนั้นสักครู่
คุณแม่ก็เริ่มมีอาการปวดท้องอยากจะถ่ายอุจจาระ อุจจาระที่ถ่ายออกมาจะมีลักษณะค่อนข้างเหลว
อันนี้แหละที่จะทำให้เกิดปัญหาได้
กล่าวคือในช่วงระยะที่ 2 ของการคลอด คุณแม่จะต้องเบ่งเพื่อให้เด็กคลอดออกมา
กลไกการเบ่งคลอดนี้เป็นกลไกเดียวกับกลไกการเบ่งถ่ายอุจจาระด้วยนั่นเอง
ดังนั้นในคุณแม่บางรายที่ถ่ายอุจจาระไม่หมดหลังจากที่ได้รับการสวนอุจจาระแล้ว
และยังคงมีอุจจาระค้างอยู่ในไส้ตรง อุจจาระก็จะออกมาตรงนี้แหละครับ
ซึ่งอุจจาระที่ออกมาจะมีลักษณะค่อนข้างเหลวและกระเด็นไปได้ระยะทางไกลๆ
คล้ายๆ กับที่เราท้องเสียนั่นเอง
การทำความสะอาดอุจจาระที่เหลวนี้จะกระทำได้ยากกว่าอุจจาระที่เป็นก้อน
ซึ่งเป็นอุจจาระปกติที่พบในคุณแม่ที่ไม่ได้รับการสวนอุจจาระ
เป็นอุจจาระที่เราสามารถเก็บออกได้โดยง่ายกว่าอุจจาระที่เหลว
ดังนั้นความเชื่อที่ว่าการสวนอุจจาระจะช่วยทำให้เกิดการเปรอะเปื้อนลดลงก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก
เนื่องจากคุณแม่ที่ได้รับการสวนอุจจาระอาจจะถ่ายอุจจาระไม่หมดทันทีทุกคนหลังจากได้รับการสวนอุจจาระใหม่ๆ
จึงอาจมีอุจจาระเหลวออกมาได้ขณะเบ่งคลอด
ข้อเสียอื่นๆ ที่ควรคำนึกถึงก็เช่นเดียวกับการโกนขนก็คือ ผลเสียทางจิตใจ
เนื่องจากบริเวณทวารหนักก็เป็นบริเวณสงวนสำหรับผู้หญิง
นอกจากนั้นยังอาจเกิดความเจ็บปวดหรือมีบาดแผลบริเวณทวารหนักจากการสวนอุจจาระได้
คุณแม่บางรายอาจจะสงสัยว่า แล้วตกลงควรจะสวนอุจจาระเพื่อเตรียมคลอดหรือไม่
ในเรื่องนี้คุณหมอและคุณพยาบาลควรมีการพูดคุยและให้คำปรึกษาแนะนำในเรื่องข้อดีข้อเสียของการสวนอุจจาระ
ซึ่งความจริงแล้วก็รวมถึงข้อดีข้อเสียของการโกนขนหัวหน่าวด้วย ก่อนที่จะโกนขนหัวหน่าว
หรือสวนอุจจาระแก่คุณแม่ที่คลอด ทั้งนี้ให้คุณแม่เป็นผู้ตัดสินใจเองว่า
จะยินดีรับการโกนขนหัวหน่าวหรือการสวนอุจจาระหรือไม่
ความจริงแล้วการสวนอุจจาระใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เลย
เพียงแต่เราควรจะเลือกการใช้การสวนอุจจาระในคุณแม่บางรายที่ควรจะใช้
เช่น คุณแม่ที่ท้องผูกเป็นอาจิณ หรือปวดถ่ายอุจจาระแต่ถ่ายไม่ออก
และที่สำคัญก็คือสมัครใจที่จะรับการสวนอุจจาระ
คุณแม่ครับ
กล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับการโกนขนหัวหน่าว และการสวนอุจจาระอย่างเป็นกิจวัตรนั้น
เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำ สำหรับการโกนขนหัวหน่าวนั้นให้เลี่ยงมาใช้การเล็มขนแทน
ในคุณแม่ที่มีคุณหัวหน่าวค่อนข้างยาว ส่วนการสวนอุจจาระควรพิจารณาทำในบางราย
เช่น ท้องผูก หรือปวดถ่ายอุจจาระแต่ถ่ายไม่ออก ทั้งนี้ต้องให้คำแนะนำปรึกษาแก่คุณแม่โดยถี่ถ้วนก่อน
คุณแม่มีสิทธิ์ในการเลือกรับหรือไม่รับการรักษาได้ตามที่คุณแม่ต้องการตามสิทธิ์ผู้ป่วย
ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การทางสาธารณสุขของประเทศไทย เช่น กระทรวงสาธารณสุข
และองค์กรของบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทยสภา สภาการพยาบาล เป็นต้น
ดังนั้นเมื่อคุณแม่มาห้องคลอด ลองพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ห้องคลอด
และขอโอกาสในการตัดสินใจด้วยตนเองสักครั้งว่าจะขอรับการโกนขนหัวหน่าว
สวนอุจจาระหรือไม่สิครับ ...สวัสดี....
(update 11 มกราคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 270 กรกฎาคม 2548]
|