วันเบาๆ ที่ (เคย) หนักใจ


ใกล้จะถึงวันนั้นของเดือนอีกแล้ว เฮ้อ! คุณแม่หลายคนถึงกับถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้าเพราะวันนั้นมาถึงทีไร เหมือนระบบต่างๆ ในร่างกายแปรปรวนไปหมด บางคนโชคดีหน่อยแค่เมื่อยล้าแต่บางคนถึงกับต้องล้มหมอนนอนเสื่อ

เรามีวิธีรับมือกับปัญหาต่างๆ ในวันนั้นของเดือนมาฝาก Modern Mom ทั้งหลาย แถมท้ายด้วยการไขข้อข้องใจเรื่องวันนั้นของเดือนซึ่งผู้หญิงอย่างเราน่าจะทราบไว้ค่ะ


ปวดประจำเดือน…เรื่องกวนตัว

อาการในวันนั้นของเดือนที่ผู้หญิงเป็นกันมาก ถือว่าเป็นอาการหนักหนาสาหัสที่ใครเป็นต้องทราบดีว่าทรมานแค่ไหน ก็คือการปวดประจำเดือนหรือ Dysmenorrhea บางคนอาจมีอาการปวดก่อนมีประจำเดือนหลายวัน เมื่อประจำเดือนมาอาการปวดจะดีขึ้น ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีอาการปวดไม่มากนักในวันแรกๆ ที่ประจำเดือนมาเท่านั้น แต่ก็พบว่ามีผู้หญิงร้อยละ 10-15 ที่ปวดมากจนต้องหยุดงาน บางคนก็มีอาการปวดมากอาจจะคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยก็ได้


สัญญาณเตือน

แต่ก่อนจะถึงวันนั้นของเดือน หลายคนเกิดอาการต่างๆ ที่เราเรียกว่า “อาการก่อนมีประจำเดือน” เช่น
  • ปวดท้อง ปวดหลัง โพรสทาแกลนดีส (สารชนิดเดียวกับที่ทำให้ผู้หญิงเกิดอาการปวดท้องตอนจะคลอดลูกนั่นเอง) เป็นชื่อของสารชนิดหนึ่งในร่างกายซึ่งใช้ฮอร์โมน เป็นต้นเหตุที่ทำให้ปวดท้องขณะมีประจำเดือน สารนี้จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกหดตัวเพื่อช่วยให้ร่างกายขับประจำเดือนออกมา การหดตัวนี้มีตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง บางครั้งอาจปวดเลยไปถึงบริเวณหลังอาจทำให้ปวดหลังด้วย นอกจากนี้ความเครียดจะกระตุ้นให้เกิดการผลิตสารนี้ด้วย

  • หดหู่ เครียด อารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ ขอแนะนำว่าวิตามิน บีและแคลเซียมช่วยลดอาการเครียด หดหู่ หงุดหงิดก่อนมีประจำเดือนได้

  • บวม โซเดียมในเกลือทำให้เกิดน้ำขัง โดยเฉพาะที่ท้องและหน้าอก

  • อ่อนเพลียและปวดหัว พักผ่อนและกินยาบรรเทาปวดเพื่อลดอาการดังกล่าว

  • สิว ถ้าเป็นสิว ให้รักษาตามปกติ พยายามไม่เครียด เพราะจะยิ่งทำให้สิวเห่อมากยิ่งขึ้นค่ะ

  • เจ็บหน้าอก หน้าอกจะเต่งขึ้นและรู้สึกเจ็บหรือคัดหน้าอกนั่นเอง
อาการเหล่านี้อาจเกิดต่อเนื่องไปถึงในขณะมีประจำเดือนด้วย บางคนเป็นมากบางคนเป็นน้อย สาเหตุเพราะช่วงนี้ระดับฮอร์โมนจะลดลงต่ำสุดจึงทำให้เกิดอาการต่างๆ นี้ค่ะ


4 วิธี..ลดอาการ

  • ออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินออกมาเป็นการระงับการปวดธรรมชาติ และทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ไม่เครียด ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการต่างๆ ทั้งก่อนและขณะมีประจำเดือน

  • จำกัดการบริโภคเกลือ น้ำตาล กาเฟอีน และแอลกอฮอล์ กินอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่ เน้นผัก ผลไม้ และคาร์โบไฮเดรต

  • รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงๆ เช่น ตับ ผักใบเขียว เพื่อช่วยให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดใหม่ รับประทานผักและผลไม้ที่มีวิตามิน ซีมากๆ เช่น คะน้า มะเขือเทศ ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามิน บี เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กไปใช้งานได้ดีขึ้น

  • ใช้วิธีธรรมชาติ แต่อาจได้ผลเฉพาะกับบางคนเท่านั้นนะคะ เช่น ช่วงที่มีอาการจิบชาสมุนไพรร้อนๆ กินวิตามิน ซี แคลเซียม และน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส อาบน้ำอุ่น หรือใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางบริเวณท้องน้อย หรือที่หลังก็ช่วยอาการปวดได้เช่นกัน
วิธีการเหล่านี้ควรทำเป็นประจำก่อนมีประจำเดือน และคุณแม่ควรสังเกตตัวเองว่าเวลาเกิดอาการต่างๆ ก่อนมีประจำเดือนใช้วิธีรักษาใดแล้วได้ผลดีจะได้ใช้วิธีนั้นอีกในครั้งต่อไป


เทคนิคพิเศษบรรเทาปวด

มีผู้หญิงหลายคนเหมือนกันค่ะที่มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง จึงต้องมีวิธีการบำบัดเพิ่มเติม ได้แก่ การพักผ่อนเต็มที่ ใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางที่ท้องน้อยหรือที่หลัง เมื่ออาการทุเลาควรออกกำลังกายเบาๆ และถ้าปวดมากๆ อาจใช้ยาแก้ปวด aspirin, ibuprofen, naproxen ร่วมด้วยได้ นอกจากนั้นอาจใช้ยาคุมกำเนิดช่วยในการรักษาอาการปวดประจำเดือนได้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร หรือถ้าเป็นมากๆ อาจต้องไปพบสูติแพทย์ เพือตรวจดูว่ามีความผิดปกติอะไร และรักษาให้ถูกจุดไปเลยดีกว่า

jady_jang ไปอ่านเจอข้อมูลมาว่า วิตามิน บี 1 ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ดังนั้นควรกินอาหารที่มีคุณค่าอุดมไปด้วยวิตามิน บี 1 เช่น ธัญพืชต่างๆ ตับ และไข่ หลีกเลี่ยงอาหารมันและอาหารสำเร็จรูป การปรับอาหารที่รับประทานควรกระทำก่อนมีประจำเดือน 14 วัน อาจจะทำให้อาการก่อนมีประจำเดือนดีขึ้นและลดอาการปวดประจำเดือนได้

นอกจากนี้การหลีกเลี่ยงเนื้อแดง นม และอาหารเค็มจะช่วยลดอาการก่อนมีประจำเดือนและอาการปวดประจำเดือนได้เช่นกัน

การกินเนื้อปลาเพิ่มก็จะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ เพราะมีบางรายงานบอกว่าการได้รับ omaga 3 จากเนื้อปลาทะเลจะลดอาการปวดประจำเดือนมามากได้ด้วย

นอกจากนั้นยังมีรายงานไม่มากนักที่พูดถึงผลประโยชน์ของ primrose oil ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ส่วนน้ำขิงจะช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน

สำหรับยาแก้ปวด ยาที่นิยมใช้คือกลุ่ม NSAID ซึ่งมียาที่ใช้ลดอาการปวดประจำเดือน อย่างได้ผล คือ aspirin, ibuprofen,mefenamic acid ยากลุ่มนี้ลดการสร้าง prostaglandins เพื่อลดอาการปวดท้องและประจำเดือนมามาก ซึ่งการให้ยากลุ่มนี้ควรให้ก่อนมีอาการ 7-10 วัน ส่วนยาตัวที่สอง paracetamol ซึ่งเรารู้จักกันดีก็ใช้บรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้เช่นกัน

ได้ข้อมูลไปแน่นปั้กอย่างนี้แล้ว วันเบาๆ ที่หลายคนเข็ดขยาดก็คงจะเป็นวันที่สดชื่นเบาสบายสมชื่อซะทีนะคะ


ไขข้อข้องใจของ ประจำเดือน

ประจำเดือนคลาดเคลื่อน รอบเดือนตามปกติจะกินเวลาโดยเฉลี่ย 28 วัน ซึ่งวงเดือนนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามวัย และขึ้นอยู่กับ เช่น ความเครียด อายุ น้ำหนัก หรือการมีบุตร เป็นต้น
วงรอบของประจำเดือนเกิดขึ้นโดยมีฮอร์โมนจากรังไข่มาควบคุมมดลูกแล้วรังไข่ถูกควบคุมด้วยฮอร์โมรที่สร้างจากสมอง หากมีอะไรไปรบกวนระบบฮอร์โมนนี้อาจทำให้รอบเดือนคลาดเคลื่อนไปได้ ที่พบบ่อยๆ เช่น ความเครียด อดนอน พักผ่อนไม่พอ อ้วนขึ้นหรือผอมลง เจ็บป่วย ไม่สบาย หรือการรับประทานยาบางอย่างก็เป็นเหตุทำให้รอบเดือนมาเร็วขึ้นหรือยืดออกไปได้ แต่หากไม่มาเร็วขึ้นเกินกว่า 7 วัน หรือไม่ยืดเลยออกไปกว่า 7 วันก็ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ค่ะ
หลังคลอด : มามาก VS มาน้อย ปกติจำนวนวันที่มีประจำเดือนอยู่ที่ 3-7 วัน ถ้าเกิน 7 วันขึ้นไปถือว่าผิดปกติ ควรไปพบแพทย์ อย่างไรก็ตามผู้หญิงบางคนก็อาจมีประจำเดือนเพียงแค่วันเดียวหรือมาเยอะเต็มที่ 7 วันเลยก็ได้ตามแต่ลักษณะร่างกาย
โดยปกติผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีลูก ประจำเดือนมักมาไม่ค่อยมาก แต่พอผ่านการมีลูกมดลูกจะยืดขยายและแรงบีบรัดก็จะน้อยลงโดยเฉพาะในช่วงหลังคลอดใหม่ๆ ทำให้รู้สึกว่าประจำเดือนออกมามากกว่าปกติ แต่พอสักระยะหนึ่งมดลูกหดตัวและบีบรัดตัวได้ดีขึ้น ระจำเดือนก็จะน้อยลงไปเอง
ผลข้างเคียง…เมื่อใช้ยาคุม การคุมกำเนิดโดยการกินยาคุมกำเนิดหลังคลอด ปริมาณของประจำเดือนจะลดน้อยลงกว่าเดิม เฉลี่ยแล้วลดลงประมาณ 30% แต่ถ้าคุมกำเนิดโดยการใส่ห่วงคุมกำเนิด ประจำเดือนกลับจะมามากกว่าเดิมอีก 30% เช่นกันค่ะ
อาการเลือดออกกะปริบกะปรอย ยังพบในคนที่ลืมกินยาหรือกินยาไม่สม่ำเสมอ ไม่กินเวลาเดียวกันทุกวัน แก้ไขได้ด้วยการรับประทานยาให้ตรงเวลาทุกวันเป็นประจำนอกจากนี้อาจพบอาการนี้ได้ในระยะ 2-3 เดือนแรกของการใช้ยา ซึ่งถ้ามีเลือดออกเล็กน้อยให้รับประทานยาต่อไป แต่ถ้าเลือดออกมากควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน

เมื่อหยุดยา ส่วนใหญ่แล้วประจำเดือนจะกลับมาปกติภายใน 3 เดือน หากประจำเดือนมาไม่นานเกินกว่า 3 เดือนหลังหยุดยาควรปรึกษาแพทย์
ประจำเดือนเลื่อนได้ไหม ยาเลื่อนประจำเดือน คือฮอร์โมนที่ยับยั้งไม่ให้เกิดการลอกตัวของเยื่อบุมดลูก จนเกิดเป็นประจำเดือน ควรปรึกษาแพทย์
ยาที่ใช้เลื่อนประจำเดือนมี 2 ประเภท

ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ปกติใช้สำหรับคุมกำเนิดซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสตินและเอสโตรเจน เมื่อนำมาใช้เพื่อเลื่อนประจำเดือน จะต้องใช้ล่วงหน้าก่อนวันที่คาดว่าจะมีประจำเดือนมาอย่างน้อย 7 วัน โดยกินวันละ 1 เม็ดทุกวัน เมื่อต้องการให้ประจำเดือนมาจึงหยุดยาหลังจากหยุดยา 2-3 วัน ประจำเดือนก็จะมา

ยาที่มีฮอร์โมนโปรเจสตินอย่างเดียว ที่มีใช้ในบ้านเราคือ Norethisterone ต้องกินก่อนที่คาดว่าจะมีประจำเดือนมาอย่างน้อย 3 วัน

สำหรับผลข้างเคียงที่พบในระหว่างใช้ยาคืออาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะ ซึมเศร้า น้ำหนักเพิ่ม บวม มึนศรีษะ เป็นต้น ถ้าใช้ยาเลื่อนประจำเดือนอยู่บ่อยๆ จะมีผลรบกวนรอบเดือนตมปกติ ทำให้แปรปรวนไปจึงไม่แนะนำให้ใช้บ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แบบที่ 2 ซึ่งเป็นแบบมีฮอร์โมนขนาดสูง

(update 6 เมษายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ vol.11 No.125 March 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600