แม่ท้อง VS หมอสูติ ในอนาคต (1)


คราวนี้คุณหมอขอเพิ่มหน้าที่จากหมอสูติฯ ดูแลแม่ท้อง มาลองทำนายอนาคตของคุณแม่ทั้งหลายกับเพื่อนพ้องพี่น้องในวงการ (สูติฯ) ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างดูสักครั้ง ในฐานะอยู่ในแวดวงมายาวนาน...

สิ่งต่างๆ ที่กล่าวถึงต่อไปนี้ ส่วนมากเกิดขึ้นแล้วในสหรัฐอเมริกาและในยุโรปตั้งแต่ 10-20 ปีมาแล้ว ส่วนในประเทศไทยลักษณะของการบริการหลายอย่างที่เหมือนกับต่างประเทศก็เริ่มเกิดขึ้นแล้ว และอีกหลายอย่างกำลังจะตามมา แต่ที่ผมกังวลมากที่สุดก็คือ ต้องยอมรับว่าประเทศเรายังยากจนกว่าประเทศทางยุโรปและอเมริกา ถ้าแนวโน้มของการให้บริการเป็นอย่างที่ผมจะพูดถึงนี้ไปเรื่อยๆ ช่องว่างของการบริการระหว่างคนมีเงิน และคนจนจะยิ่งห่างกันมากขึ้นๆ แน่นอน

  • จาก Profession เป็น Trade
จะว่าไปแล้วงานทางด้านการแพทย์เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของชีวิตคนเรา ซึ่งเป็นงานที่ค่อนข้างละเอียดและซับซ้อน คนที่จะมาทำงานด้านนี้ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตคนในด้านต่างๆ อย่างหนักจึงประกอบอาชีพได้ งานทางด้านการแพทย์จัดเป็นงาน วิชาชีพ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Profession พูดง่ายๆ ก็คือใช้วิชาเป็นอาชีพนั้นเองแหละครับ ถ้าไม่มีความรู้วิชาการทางการแพทย์ก็ประกอบอาชีพนี้ไม่ได้ ไม่เหมือนบางอาชีพที่เรียนจบอะไรมาก็อาจทำได้ เช่น อาชีพค้าขาย ก่อสร้าง ธุรกิจ หรือนักการเมือง

การประกอบวิชาชีพเป็นแพทย์มีลักษณะแตกต่างจากอาชีพอย่างอื่นอยู่หลายประการ แต่ที่สำคัญก็คืออาชีพนี้เป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยของเพื่อนมนุษย์ ผู้ประกอบวิชาชีพนี้จึงจำเป็นต้องมีจริยธรรมแห่งวิชาชีพค่อนข้างสูงกว่าอาชีพอื่น

ในอดีตการบริการทางการแพทย์เป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า Profession คือคุณหมอค่อนข้างจะมีอิสระที่จะรักษาโรคหรือดูแลผู้ป่วยอย่างไรก็ได้ที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุดและถูกต้องตามหลักวิชาการหมอในอดีตจึงได้รับการยอมรับในลักษณะของการเคารพและให้เกียรติค่อนข้างสูง ถ้าหมอจะให้การดูแลรักษาผิดพลาดไปบ้างก็มักจะได้รับการให้อภัยจากตัวผู้ป่วยเองหรือจากญาติพี่น้องของผู้ป่วย

ในปัจจุบันงานทางด้านการแพทย์ถูกทำให้เป็นธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากคนส่วนหนึ่งเห็นว่าความเจ็บป่วยของเพื่อมนุษย์เป็นเรื่องที่แสวงหากำไรได้ โรงพยาบาลเอกชนถูกสร้างขึ้นอย่างมากมาย โรงพยาบาลของรัฐจำนวนไม่น้อยเริ่มเอาระบบแบบเอกชนมาใช้ในโรงพยาบาล เมื่อ Profession เปลี่ยนไปเป็น Trade เช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างจึงเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเปลี่ยนแปลงในการดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ก็หนีเรื่องนี้ไม่พ้นหรอกครับ และดูแล้วน่าจะต้องเปลี่ยนแปลงมากกว่าการดูแลผู้ป่วยประเภทอื่นเสียด้วยซ้ำไป สิ่งที่ผมจะเขียนเกี่ยวกับการดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ต่อไปนี้เป็นเพียงการคาดเดาของผมเองนะครับ จะถูกหรือผิดอนาคตคงเป็นตัวบอกเอง และท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นสิทธิ์ของท่านนะครับ

ผมอยากจะแบ่งการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเป็น 3 ประเด็นใหญ่ๆ ก็แล้วกันนะครับ ซึ่งน่าจะได้แก่การเปลี่ยนแปลงคุณหมอที่ดูแล ตัวผู้ป่วยหรือคุณแม่เอง และโรงพยาบาล

  • เมื่อคุณหมอ...เปลี่ยนไป
ในอดีตคนเรียนเก่งและเรียนดีจะเลือกมาเรียนแพทย์กันเกือบทั้งหมด แต่ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ คนเก่งจะหนีไปเรียนอย่างอื่นมากขึ้น เพราะรายได้ไม่น้อยกว่าหรือมากกว่าหมอด้วยซ้ำไป อย่างที่สหรับอเมริกาก็มีสถิติพบว่าผู้ชายหันมาเลือกแพทย์กันน้อยลง ในขณะที่เมืองไทยเองก็เองก็มีแนวโน้มไม่ต่างไปนัก จากที่มีนักศึกษาแพทย์เป็นผู้ชายถึง 90% ตอนนี้ลดลงเหลือ 60% เท่านั้น บางสาขาคนเรียนยิ่งน้อยลงจนกลัวว่าในอนาคตคงจะขาดแคลนโดยเฉพาะศัลยแพทย์

ในอนาคตแม้ว่าหมอส่วนมากยังอยากจะรักษาผู้ป่วยให้ดีที่สุดอยู่ แต่ทุกคนจะทุ่มเทจิตใจน้อยลงกว่าเดิม การดูแลผู้ป่วยจะทำเท่าที่จำเป็นหรือเท่าที่ได้ผลประโยชน์จากค่ารักษาพยาบาล เพราะไม่อยากเปลืองตัว ดีไม่ดีถูกฟ้องทั้งๆ ที่ปรารถนาดีจะช้ำใจหนักยิ่งขึ้นไปอีก

การรักษาประเภทหมอเป็นคนออกคำสั่งรักษาฝ่ายเดียวจะถูกแทนที่ด้วยการรักษาที่ผู้ป่วยมีส่วนในการตัดสินใจร่วมด้วย หมอจำนวนหนึ่งจะยอมรักษาตามความต้องการของผู้ป่วยแม้ว่าจะดูงี่เง่าหรือขัดหลักวิชาไปบ้าง เช่น ผ่าตัดหรือตรวจโดยใช้เครื่องมือราคาแพงบางอย่างทั้งที่ไม่จำเป็นหรือไม่มีเหตุผลเลยก็ตาม การไม่ขัดใจผู้ป่วยของหมอจะทำให้สมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย หมอได้เงินผู้ป่วยได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

การรับฝากครรภ์และทำคลอดจะดำเนินการกันในลักษณะหมู่คณะมากกว่าการดูแลโดยคุณหมอคนเดียว เวลาฝากครรภ์อาจต้องฝากกับคุณหมอทีเดียว 3-4 คน เพราะถ้าหมอคนหนึ่งไม่อยู่คนอื่นจะได้มาทำคลอดแทนได้ หมอจะได้ไม่เสี่ยงถูกฟ้องร้องถ้ามาทำคลอดไม่ทัน หรือไม่ว่างมาทำคลอดเพราะติดงานอื่น

สูติแพทย์จะเป็นเหมือนสินค้าตัวหนึ่งที่อยู่ในใบโฆษณาของโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยเลือกซื้อบริการตามความพอใจ หมอไม่มีสิทธิ์เลือกคนไข้ แต่คนไข้มีสิทธิ์เลือกหมอหรือเปลี่ยนหมอได้ตามที่ตนเองต้องการ

  • ประกัน...ลดความเสี่ยง
การให้บริการฝากครรภ์หรือทำคลอดจะเปลี่ยนจากการดูแลรักษาพยาบาลมาเป็นเหมือนการรับจ้างทำของ และอาจจะต้องมีการทำหนังสือสัญญากันเป็นเรื่องเป็นราวว่าจะทำอะไรให้บ้าง และถ้ามีความผิดพลาดในการรักษาจะทำอย่างไร

ในอนาคตอันใกล้หมอส่วนมากจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อประกันการประกอบวิชาชีพเพราะจะเสี่ยงถูกฟ้องร้องมากขึ้น และน่าจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีเหมือนที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา และแน่นอนว่ายิ่งจ่ายมาก ค่ารักษาพยาบาลจะต้องแพงตามไปด้วยอย่างแน่นอน

ระบบการรักษาแบบนี้จะเป็นระบบจากทางอเมริกา ซึ่งก่อนทำการรักษาก็จะมีการทำสัญญาระบุเงื่อนไขการรักษาต่างๆ กันไว้อย่างชัดเจนจะได้ไม่มีปัญหาการฟ้องร้องกันภายหลัง (ถ้าเกิดผิดสัญญา) และส่วนใหญ่ทั้งหมอและคนไข้ต่างก็ทำประกันไว้ทั้งสองฝ่าย คนไข้เองก็มีประกันสุขภาพที่จะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในการคลอดให้ ส่วนหมอก็จะมีประกันความเสี่ยงที่เกิดข้อผิดพลาด ซึ่งแน่นอนว่าการมีประกันย่อมทำให้ค่ารักษาสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจุดนี้จะต่างกันที่อังกฤษซึ่งการรักษาพยาบาล การคลอดลูกจะเป็นสวัสดิการของรัฐ เพราะฉะนั้นทางอังกฤษจึงมี midwife มาช่วยดูแลในการคลอดเป็นหลัก ส่วนหมอจะเข้ามาเมื่อต้องการความช่วยเหลือ ในอเมริกาไม่มี midwife เพราะจะให้แพทย์ดูแล สำหรับประเทศไทยบ้านเราจะรับระบบมาจากอเมริกามากกว่า แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะมาในแนวอเมริกามากกว่าอังกฤษ

ในปัจจุบันอาชีพหมอเป็นอาชีพเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องตลอดเวลา ความปรารถนาดี ความตั้งใจทุ่มเทในการดูแลผู้ป่วยของหมอจะมองเห็นได้ยากขึ้นในสังคมที่ใช้เงินซื้อบริการ หมอที่มีทางออกอาจเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น แต่ไม่น่าจะมาก เพราะกว่าจะเรียนจบก็ใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตแล้วการเปลี่ยนอาชีพไม่น่าจะทำได้ง่าย

การฟ้องร้องจะไม่จำกัดอยู่ในคนไข้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะหรอกครับ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน ผู้ป่วยมีฐานะหรือผู้ป่วยอนาถาก็จะฟ้องร้องเหมือนๆ กัน เมื่อสังคมเป็นเช่นนี้หมอจะหาที่ทำงานที่ทำน้อยๆ แต่ได้เงินมาก โรงพยาบาลเอกชนดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีกว่าโรงพยาบาลของรัฐ การลาออกของหมอในโรงพยาบาลรัฐไปสู่โรงพยาบาลเอกชนจะดำเนินต่อไปทั้งในอนาคตอันใกล้และไกล หมอที่เหลือในโรงพยาบาลรัฐส่วนหนึ่งจะเป็นผู้ที่มีอุดมการณ์จริงๆ อีกส่วนหนึ่งจะเป็นหมอที่ไปไหนไม่ได้เพราะไม่มีโรงพยาบาลเอกชนรับ

เพิ่งจะคุยไปได้เรื่องเดียวเนื้อที่ก็หมดซะแล้ว คงต้องตามมาฟังผมคุยต่อตอนจบ)บับหน้าแล้วล่ะครับ


(update 3 เมษายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 11 ฉบับที่ 123 มกราคม 2006 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600