นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า
.
สตรีกินอาหารสองเท่าของผู้ชาย มีปัญญาสี่เท่าผู้ชาย
มีความพยายามหกเท่าผู้ชาย มีกามคุณแปดเท่าผู้ชาย
(ราชนิติ)
วรรคที่หนึ่ง คงไม่ใช่สาวสมัยนี้
วรรคที่สอง ผู้ชายรับไม่ได้
วรรคที่สาม ครู อาจารย์ ยืนยันว่าจริง
วรรคที่สี่ เรื่องพรรค์นี้ใครจะสามารถพิสูจน์ได้
ในวรรคที่สี่สมมุติว่าจริง แรงขับเคลื่อนของผู้หญิงที่มากกว่าผู้ชายถึง 8 เท่า คงต้องแสดงออกมากมากกว่าและถี่กว่าของผู้ชาย เอ! แต่ก็ไม่แน่อีก เพราะแรงขับสู่สวรรค์นั้นไม่เหมือนแรงขับอื่นๆ ไม่เหมือนความโกรธ ความก้าวร้าว ที่เก็บกดไว้นานๆ แล้วจะระเบิดออกมา เที่ยววิ่งไล่ฆ่าใครต่อใครเหมือนที่เห็นๆ กันอยู่ แต่ก็ยังไม่เคยปรากฏว่าผู้หญิงเที่ยววิ่งไล่ปลุกปล้ำผู้ชายเพราะความกำหนัดที่มีมากมายในตัวเธอ
ความกำหนัดนี่จะว่าร้ายนะครับเกิดขึ้นแล้วถ้าปล่อยให้ตกอยู่ใต้อำนาจมันก็จะพาให้เราทำผิดศิลธรรม ผิดกฎหมายติดตะรางถึงขั้นประหารชีวิตได้ แต่จะว่ามันแหยก็แหยจริงด้วยเพราะเพียงเรารู้ทันมัน ถ้ามันมาเยี่ยมเยียนเมื่อไรก็อย่าไปต้อนรับขับสู้ ปิดประตูใส่หน้ามันด้วยการเบนความสนใจไปทำกิจกรรมอื่น เป็นต้น ออกกำลัง เล่นกีฬา นั่งสมาธิ หรือทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ชอบ ที่จะไม่เป็นตัวเพิ่มแรงกระตุ้นเข้าไปอีก แค่นั้นมันก็หมดแรงสู้แล้ว ไม่งั้นพระสงฆ์องค์เจ้าทำยังไงกันล่ะ
ลำบากแย่
แต่ก็ยังมีผู้หญิงไฟแรงสูงบางคนที่มีความต้องการมากกว่าปกติ (คงจะเป็นพวกที่ท่านนักปราชญ์พบเข้าพอดี) ต้องแก้ไขด้วยผ่าตัดเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงอวัยวะต้นเหตุ เอาเป็นว่าโดยปกติ หรือโดยจารีตประเพณีแล้ว ผู้หญิงไม่ใช่ฝ่ายที่จะ เริ่ม ก่อน
แล้วถ้าหากผู้เป็นหญิงเป็นฝ่ายเริ่มก่อนล่ะสมควรไหม? ผิดไหม? เรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น คือ ผู้หญิงเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเมื่อ
1. ยังไม่ได้แต่งงานกัน
2. เมื่อแต่งงานกันแล้ว
เมื่อยังไม่ได้แต่งงานกัน
- ยังไม่รู้จักกัน จะเป็นการเริ่มความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐาน ถ้าผู้หญิงต้องการรู้จักหรือต้องการที่จะเป็นเพื่อนกับผู้ชายที่เธอสนใจ ในสมัยพ่อแม่ผมจะเรียกพฤติกรรมนี้ว่า ให้ท่า หรือ ทอดสะพาน โดยที่ผู้หญิงจะแกล้งทำผ้าเช็ดหน้าหล่นเพื่อให้ผู้ชายเก็บเอามาคืน สมัยนี้ใช้ไม่ได้แล้วเพราะปัจจุบันคุณเธอจะใช้กระดาษทิชชูซึ่งมีหล่นอยู่ทั่วไปตามถนน แต่ไม่มีใครกล้าเก็บ เพราะไม่รู้ว่าเจ้าของเช็ดขี้มูกไว้หรือเปล่า
- สังคมหนุ่มสาวสมัยใหม่นี้ การคบหาสมาคมเพื่อจะได้รู้ว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ เป็นของธรรมดา และถ้าผู้หญิงจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ผู้ชายก็เห็นเป็นเรื่องปกติ
- รู้จักกันแล้ว คบหาดูใจกันมานานผู้ชายก็เริ่มไม่เสียที ผู้หญิงทนไม่ไหวขืนคบกันต่อไป นอกจากไม่มีอะไรแน่นอนแล้วแต่สิ่งที่แน่นอนคือ ขึ้นคาน เธอจึงเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ผู้หญิงบางคนก็มีเทคนิคสูงให้เพื่อหรือพี่น้อง ฯลฯ เป็นคนพูดให้ผู้ชายบางคนก็ไม่เริ่มเพราะไม่กล้า โดยได้ทีคราวนี้แหละ ทำให้เรื่องจบลงด้วยดีแบบละครไทยที่ถูกใจคนดู แต่ก็มีสาวมั่นอีกหลายคนที่มิต้องกวนเพื่อนให้เสียเวลาพูดเองเลย พูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ทำเอาผู้ชายบางตั้งตัวไม่ติด ต้องกลับไปคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงค่อยกลับมาเจรจาด้วย
เมื่อแต่งงานกันแล้ว
เปรียบเสมือนคนเดียวกัน มีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่เท่ากันหรอกครับ ผัวที่ชอบใช้กำลังปลุกปล้ำเมีย เพราะเมียไม่มีอารมณ์ ไม่เต็มใจ ถ้าจะไปฟ้องร้องศาลว่าถูกข่มขืนก็ไม่มีใครรับฟังหรอกครับ เมียมีหน้าที่รับอารมณ์ของผัวเป็นเทียนที่พอถูกจุดเมื่อไรก็ลุกพรึบขึ้นเมื่อนั้น เป็นความเชื่อของผู้ชายมานานแล้ว
แต่มีบางประเทศที่ผู้หญิงดูแสนจะเรียบร้อย ช่างปรนนิบัติ ทำตัวเป็นช้างเท้าหลัง จนผู้ชายทั้งโลกอยากได้เธอมาเป็นคู่ชีวิต แต่หารู้ไม่ว่าพอถึงเรื่องบนเตียงต่อให้ผัวต้องการยังไง้ยังไง ถ้อเธอโนเคจะใช้กำลังปลุกปล้ำเธอไม่ได้เด็ดขาด
พูดถึงช้างเท้าหลัง พวกเพื่อนๆ ผมที่แต่งงานไปแล้ว ยอมรับความจริงกันว่าตอนแต่งผู้ใหญ่ของเธอก็ฝากฝังให้ช่วยดูแลปกป้องน้องหญิง และสั่งสอนให้ฝากเนื้อฝากตัว ทำตัวเป็นช้างเท้าหลัง เชื่อฟังสามี ใหม่ๆ เธอก็เป็นเท้าจริง อยู่ต่อมาเธออ้างสิทธิสตรีที่จะเดินไปพร้อมๆ กันช้างตัวนี้แทนที่จะเดินไปข้างหน้ากลับเดินไปทางข้างๆ เพราะเท้าหน้าเท้าหลังจะต้องไปพร้อมกัน เดินไปเดินมาปัจจุบันถึงกับเดินถอยหลัง ผัวซึ่งเป็นเท้าหน้ากลายเป็นเดินตามหลังเท้าหลังไปต้อยๆ
เอ! ถ้างั้นแล้วเรื่องบนเตียงเธอจะเป็นฝ่ายนำ เป็นฝ่ายเริ่มก่อนหรือไม่หนอ ชักจะเข้าเค้าที่นักปราชญ์ท่านกล่าวไว้ ก็ของมันมีมาก ก็ย่อมต้องปลดปล่อยออกมามากสัจธรรมธรรมด๊า
ธรรมดาครับ
ผู้ชายและผู้หญิงที่แต่งงานกัน เซ็กซ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคู่ ถ้าทั้งคู่สามารถขึ้นสวรรค์ได้ ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมาย จะถึงทุกครั้งหรือไม่ พร้อมกันหรือไม่อยู่ที่การรู้จักสื่อสารระหว่าง 2 คน การสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญ
การที่ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เวลาเกิดอารมณ์อยากจะเดินทาง หรือขณะเดินทาง กล้าบอกให้เดินช้าหน่อยเพราะตามไม่ทัน หรือถ้าหากสามีเป็นรถด่วนจอดไม่ได้ เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้วก็กล้าบอกให้กลับมารับด้วย การสื่อสารไม่ว่าจะพูดตรงๆ หรือใช้ภาษากาย สามีควรรับฟังอย่างมีใจเป็นธรรม และภูมิใจที่ภรรยากล้าบอก แสดงว่าภรรยาต้องรักและไว้ใจมากๆ จึงกล้าทำในสิ่งที่ปกติแล้วผู้หญิงไทยซึ่งมีวามอายสูงจะไม่ทำ ไม่ใช่ยังยึดติดกับความคิดแบบเดิมๆ และมองภรรยาว่า ฮันแน่! สิทธิสตรีได้เข้ามาถึงบนเตียงแล้ว
สามีควรพอใจที่สามารถเข้าใจอารมณ์ทางเพศของภรรยา เป็นชายชาตรีที่จะสามารถมอบความสุขอย่างเต็มเปี่ยมกับเธอได้ ไม่ใช่ต้องค้นคว้าหาคำตอบด้วยวิธีลองผิดลองถูกบนเรือนร่างของเธอเอาเอง
ในปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปแล้ว การที่ผู้หญิงรู้สึกสนใจและเป็นฝ่ายเริ่มที่จะขอทำความรู้จักกับผู้ชายก่อน หรือถ้าคบหาสมาคมกันมานานแล้ว และผู้หญิงเป็นฝ่ายเริ่มพูดถึงการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน พูดถึงความสนิทสนมที่เธอมีให้ ดูเป็นการปิดโอกาสของเธอเองกับผู้ชายคนอื่นๆ จึงขอทราบแผนในอนาคต หรือภรรยาที่เป็นฝ่ายเริ่มเรื่องบนเตียงก่อน ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สังคมจะประณามหรอกครับ
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นถ้าทุกอย่างตั้งอยู่บนความมีเหตุผล ความจริงใจ และไม่ใช่การสื่อสารที่หยาบคาย ผิดจังหวะทั้งเวลาและสถานที่ ทำได้ครับ ทำให้เนียนที่สุด รับรองว่าไม่มีคนมองว่าคุณเป็นสาวล้ำหน้าไป 50 ปีจนไม่อยากคบหาสมาคมหรอกครับ
(update 7 ธันวาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 285 ตุลาคม 2549 ]
|