ผู้ป่วยบางคนรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันตั้งนาน เลยคิดอยากจะเปลี่ยนไปหาแพทย์ทางเลือกอย่างเช่น แพทย์แผนจีน
พอไปปรึกษาแพทย์มักจะได้คำตอบว่า ไม่ควรไปหา เพราะยาจีนไม่ว่าจะเป็นผง แคปซูล หรือเป็นสมุนไพร มักมีส่วนผสมยาสตีรอยด์ กินแล้วระยะแรกจะดีขึ้น แต่ใช้ไปนานๆ
จะมีผลแทรกซ้อนเป็นอันตราย
ผู้ป่วยบางคนมาหาหมอจีน เมื่อหมอจ่ายยาสมุนไพรให้ผู้ป่วยบางคนจะถามหมอว่า คุณหมอค่ะ ยาสมุนไพรจีนมีสตีรอยด์หรือเปล่า ที่บ้านเขาไม่สนับสนุน เพราะกลัวใส่สตีรอยด์แล้วเป็นอันตราย
หลายเดือนก่อน มีผู้ป่วยรายหนึ่งไปออกรายการโทรทัศน์ให้สัมภาษณ์ให้สัมภาษณ์ในรายการดังกระจายไปทั่วประเทศว่า ได้ไปรักษาด้วยยาสมุนไพรจีน 2-3 เดือน เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลายอย่าง เช่น เบาหวาน โรคอ้วน หรือผสมสตีรอยด์เข้าไป ทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า คุชชิง (กลุ่มอาการ คุชชิง หรือ Cushing's syndrome)
การประชุมวิชาการประจำปีของแพทย์การประชุมวิชาการประจำปีของแพทย์แผนจีนครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 28-29 เมษายน 2548
ได้จัดให้มีการอภิปรายในหัวข้อ สตีรอยด์ในสมุนไพรจีน มีผู้เชี่ยวชาญจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
เภสัชกรหญิงทัศนีย์ โชคเจริญรัตน์ จากสถาบันการแพทย์ ไทย-จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เภสัชกรหญิง เย็นจิตร เตชะดำรงสิน และแพทย์จีนมานพ เลิศสุทธิรักษ์
โดยมีผู้เขียนเป็นผู้ดำเนินการอภิปรายจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยกันหาข้อสรุปเรื่องยาสมุนไพรจีนกับสตีรอยด์ที่เป็นประเด็นค้างคาใจประชาชน
และบรรดาแพทย์แผนจีนที่ได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ ตลอดจนผู้สนใจทั้งหลาย
1. สตีรอยด์คืออะไร สร้างจากไหน
สตีรอยด์เป็นสารประกอบอินทรีย์อย่างหนึ่ง (สร้างในสิ่งมีชีวิต) มีโครงสร้างทางเคมีที่แน่นอนแต่อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันไป มีสารตั้งต้นในการสังเคราะห์จากโคเลสเตอรอล (Cholesterol) สตีรอยด์ที่สำคัญสร้างจากต่อมหมวกไตส่วนเปลือก (adrenalcortex) และต่อมรังไข่และอัณฑะที่สำคัญได้แก่ ฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน (aldosterone hormone) ฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol hormone) ฮอร์โมนเพศ (sex hormone) ได้แก่ ฮอร์โมนเพศชาย (testosterone) และฮอร์โมนเพศหญิง (progesterone และ estrogen)
กระบวนการสร้างฮอร์โมนมักเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนบน ตั้งแต่ไฮโพทาลามัส (Hypothalamus) พิทูอิทารี (pituitary) ที่จะส่งฮอร์โมนไปกระตุ้นต่อมหมวกไตหรือต่อมเพศ
หมายความว่า ในยามปกติร่างกายมนุษย์ก็มีสตีรอยด์หลายอย่างที่สร้างขึ้นมาเพื่อการทำงานของระบบต่างๆ
ของร่างกาย เพื่อให้เกิดสมดุลในการดำเนินชีวิต
2. สตีรอยด์สังเคราะห์ หรือมนุายืสร้างขึ้นแล้วเอาเข้าไปในร่างกายหวังผลอะไรส่วนมากเป็นสตีรอยด์ตัวไหน
สตีรอยด์ที่มีการตั้งใจบริโภค หรือใส่ผสมในยามีหลายตัว เช่น
1. ฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน (Testosterone) เพื่อกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ หรือกระตุ้นความเป็นผู้ชาย ทางเพศ
2. ฮอร์โมนที่ใช้ในการรักษาโรค พวกอักเสบ ภูมิแพ้ ปวดข้อ แก้หอบ ได้แก่ กลุ่มที่คล้ายฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol)
จากต่อมหมวกไตส่วนเปลือกได้แก่ เพร็ดนิโซโลน (prednisolone) เดกซ่าเมโซน (dexamethasone)
ความจริงทั้ง 2 กลุ่ม เป็นยาที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคหลายอย่าง เช่น ภาวะไขกระดูกถูกกดการสร้างเม็ดเลือด ภาวะภูมิต้านทานตัวเอง (Autoimmune disease) โรคผิวหนัง โรคหืด เป็นต้น แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์อย่างจริงจังและต้องมีความพยายามจะลดขนาดปริมาณและระยะเวลาการใช้ เพื่อให้เกิดผลแทรกซ้อนน้อยที่สุด
มีคนพยายามเอาสตีรอยด์เพร็ดนิโซโลน หรือ เดกซ่าเมทาโซน ซึ่งคล้ายกับคอร์ติซอลจากต่อมหมวกไตส่วนเปลือก แต่มีขนาดแรงกว่า (เพร็ดนิโซโลนแรงกว่า = 4 เท่า, เดกซ่าเมทาโซนแรงกว่า = 20-30 เท่า) เติมเข้าไปในยาสมุนไพร ซึ่งมักจะเป็นยาลูกกลอน ยาผง ยาแคปซูล เพื่อหวังผลให้มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ การปวดเอนที่ให้ผลเฉียบพลันเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลผลที่เกิดขึ้นในระยะยาว และเป็นยาราคาถูก หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้สรุปให้ฟังว่า
คนที่ใส่สตีรอยด์เข้าไปในยามักไม่ใช่หมอ และหมอที่มีความรู้ หรือหมอจริงก็ไม่ใส่สตีรอยด์สังเคราะห์ในยาสมุนไพรเพราะผิดกฎหมาย
ผิดจริยธรรมและถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้
3. การสังเคราะห์คอติซอล (ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตส่วนเปลือกที่มีฤทธิ์คล้ายเพร็ดนิโซโลน) ของร่างกายมีกลไกอย่างไร
เมื่อมีความเครียด ภาวะบีบคั้น หรือมีการอักเสบเกิดขึ้นจะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน CRF จากไฮโพทาลามัส ซึ่งจะไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน ACTH จากต่อมพิทูอิทารี (pituitary) เพื่อไปกระตุ้นค่อมหมวกไตส่วนเปลือก (adrenal cortex) เพื่อให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนกลูโคคอร์ตอคอยด์ (gurcocroticiod) เพื่อให้เกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น เพื่อต่อสู้กับสิ่งมากระตุ้น
เวลาที่ ACTH และ cortisol หลั่งมากที่สุด 05.00-07.00 น.
เวลาที่ ACTH และ cortisol หลั่งน้อยที่สุด 24.00-04.00 น.
เวลา 05.00-07.00 น. พลังโคจรเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่
เวลาที่ 24.00-04.000 น. พลังโคจรเส้นลมปราณถุงน้ำดี ตับ
4. ประโยชน์ของสตีรอยด์คืออะไร
คอร์ติซอลจะหลั่งมากเมื่อมีภาวะความเครียด ขณะออกกำลังกายขณะลดอาหาร เมื่อต้องการใช้พลังงานมากขึ้น โดยจะกระตุ้นให้มีการสลายพลังงานคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน ออกสู่กระแสเลือดให้มากขึ้น และจะมีการสะสมที่ตับมากขึ้น (มักหลั่งออกมาพร้อมฮอร์โมนอื่นๆ หลายตัว)
ประโยชน์ที่ใช้ทางคลินิก
- เพิ่มพลังงานเมื่อต้องเจอภาวะเครียดรุนแรงทั้งทางร่างกาย จิตใจ เช่น ภาวะช็อก
- ลดการอักเสบ หยุดปวด
- ผิวหนังอักเสบ
- สมองบวม
- ลดอาการหอบหืด
- หยุดการปวดข้อ เอ็น
- กดภูมิคุ้มกัน ยับยั้งอาการของโรคภูมิแพ้ตัวเอง
- ใช้กดภูมิในกรณีเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ
- ลดความเครียดเจริญอาหาร
5. โทษของสตีรอยด์คืออะไร ?
สตีรอยด์ธรรมชาติ หรือสตีรอยด์สังเคราะห์ถ้ามีน้อยเกินไปหรือมากเกินไปมีโทษทั้งสิ้น การใช้สตีรอยด์นานๆ จะเกิดโทษคือ
1. ภูมิคุ้มกันลดลง ติดเชื้อง่าย
2. เกิดไขมันในเลือดสูง
3. เกิดเบาหวาน เนื่องจากน้ำตาลในเลือดสูง
4. กระดูกพรุน เพราะไปลดการดูดซึมแคลเซียม และทำให้แคลเซียมออกจากกระดูก
5. เกิดภาวะความดันเลือดสูง
6. โอกาสเกิดโรคหัวใจวายสูง
7. โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดในสมองแตก ตีบ
8. บวมน้ำ
9. เป็นสิว
10. แผลในกระเพาะอาหาร
11. โรคตับ มะเร็งตับ
12. ไตฝ่อ
13. โรคนอนไม่หลับ โรคจิตประสาท
6. ยาสมุนไพรจีนมีสตีรอยด์จริงหรือ
ยาสมุนไพรหลายชนิดมีส่วนหระกอบของสตีรอยด์ธรรมชาติเป็รส่วนประกอบหนึ่ง แต่มีปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสตีรอยด์สังเคราะห์ เช่น เขากวางอ่อน มีสารออกฤทธิ์คล้ายเทสโทสเตอโรนที่สร้างจากต่อมอัณฑะ มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดชาว และเกล็ดเลือด ช่วยการทำงานของหัวใจ ทำให้แผลหายเร็ว
ข้อสังเกต
1. ในสมุนไพรตัวเดียวจะมีสารออกฤทธิ์มากมายหลายตัว อาจมีตัวหลักตัวเดียว แต่มีตัวอื่นไปช่วยเสริมฤทธิ์ในการควบคุมพิษในตัว
2. ในทางปฏิบัติ แม้ว่าจะมีสารออกฤทธิ์เด่นตัวเดียว แต่เวลาใช้ในผู้ป่วย มักจะต้องใช้สมุนไพรตัวอื่นประกอบกันเป็นตำรับยา เพื่อเสริมฤทธิ์ ลดผลข้างเคียงทำลายพิษ เพื่อผลการรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วยแต่ละราย
3. กระบวนการเตรียมยาสมุนไพรจีนเพื่อการใช้ นอกจากจะทำให้ยาแห้ง มีขนาดรสชาติที่เหมาะสม ยังมีวิธีการทำลายพิษ ลดพิษของยาสมุนไพร หรือทำให้ฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ลดลงเสริมฤทธิ์ที่ต้องการ มีการเตรียมยาเพื่อให้ยาเข้าสู่เป้าหมายที่ต้องการ
อาหารและพืชโดยธรรมชาติ จำนวนมากก็มีสารโครงสร้างคล้ายสตีรอยด์ แต่การกินการใช้ในชีวิตประจำวันไม่เกิดปัญหา เช่น ข้าวเจ้า ก็พบว่ามีสารคล้ายสตีรอยด์ ถ้าต้องการให้ออกฤทธิ์เหมือนสตีรอยด์ต้องสกัดเฉพาะ และใช้จำนวนมหาศาล ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ และไม่มีคนทำในทางปฏิบัติ ถ้าต้องการปริมาณมากจึงต้องทำการสังเคราะห์ขึ้นเองต้นทุนถูกกว่า ง่ายกว่า.
(update 14 มิถุนายน 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้านปี่ที่ 27 ฉบับที่ 314 มิถุนายน 2548]
|