แม้จะได้ยินชื่อกันบ่อยจนคุ้นหู แต่หลาย ๆ คนก็ยังไม่เข้าใจว่า เจ้าสเต็มเซลล์ที่ว่าดีอย่างนี้อย่างนั้น
จริงๆ แล้วมันเป็นยังไงกันแน่ เรื่องนี้ Modern Mom ต้องอัพเดตกันหน่อย
ถ้าคุณผู้อ่านได้มีโอกาสติดตามข่าวสารทางการแพทย์ในช่วงระยะไม่นานมานี้คงจะได้ยินหรือได้อ่านจากสื่อต่างๆ
เกี่ยวกับเรื่องสเต็มเซลล์ในแง่มุมต่างๆ มากมาย เช่น การรักษาโรคโดยใช้สเต็มเซลล์ การเก็บสเต็มเซลล์ไว้เพื่อใช้ในอนาคต
เป็นต้น คนไข้ของผมหลายคนมีเพื่อนมาชวนให้เก็บสเต็มเซลล์ของลูกฝากไว้กับบริษัทเอกชน
เผื่อเอาไว้ใช้รักษาโรคของลูกที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าไอ้เจ้าสเต็มเซลล์ที่ว่านี้มันคืออะไรกัน
คุณหมอชวนคุยครั้งนี้จึงอยากจะชวนคุณแม่คุยกันเรื่องนี้ เผื่อว่าจะได้นำเอาข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้บ้าง
ผมคิดว่าคุณแม่ทุกคนคงพอทราบแล้วว่า กำเนิดของคนเราเริ่มจากที่เชื้ออสุจิจากฝ่ายชายเพียง 1 ตัว
ผสมกับไข่จากฝ่ายหญิง 1 ใบ ซึ่งภายหลังผสมและรวมตัวกันแล้วจะได้เซลล์ 1 เซลล์
หลังจากนั้นเซลล์ที่ว่าก็จะมีการแบ่งตัวแบบทวีคูณเพิ่มขึ้นจาก 1 เซลล์ เป็น 2-4-8 เซลล์และเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
กลายเป็นกลุ่มเซลล์ซึ่งมีรูปร่างรวมกันคล้ายลูกน้อยหน่า ต่อจากนั้นก็จะมีการเปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อยๆ
กลายเป็นตัวอ่อนที่ยังมีอวัยวะต่างๆ ไม่ชัดเจน และเมื่อเวลาผ่านไปเซลล์เหล่านี้ก็จะกลายเป็นเซลล์ของอวัยวะต่างๆ
ที่แยกกันอย่างชัดเจน เช่น เป็นกล้ามเนื้อ สมอง หัวใจ กระดูก เป็นต้น
ซึ่งเซลล์ที่อยู่ในระยะที่ยังไม่เปลี่ยนเป็นเซลล์ของอวัยวะใดที่แน่ชัดนี่แหละที่เราเรียกว่า สเต็มเซลล์ (Stem cell)
ปัจจุบันทางการแพทย์ยังพบเพิ่มเติมว่า อวัยวะบางส่วนที่มีการพัฒนาจนเป็นอวัยวะที่ชัดเจนแล้วก็ยังมีการสร้างสเต็มเซลล์อยู่
เช่น ไขกระดูก เนื่องจากไขกระดูกมีหน้าที่หลักในการสร้างเม็ดเลือดชนิดต่างๆ และเม็ดเลือดเหล่านี้มีอายุจำกัด
ตัวอย่างเช่น เม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 120 วัน ก็ตายและถูกทำลายไป ไขกระดูกเลยต้องสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ขึ้นมาแทนเรื่อยๆ
เซลล์ที่เป็นต้นกำเนิดของเม็ดเลือดแดงในไขกระดูกจัดเป็นสเต็มเซลล์ชนิดหนึ่งเช่นเดียวกัน
ดังนั้นเราจึงพอที่จะแบ่งสเต็มเซลล์ออกได้ เป็น 2 ชนิด คือ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน (embryonic stem cell)
และสเต็มเซลล์จากร่างกายของคนเราที่พัฒนาเป็นตัวคนเต็มที่แล้ว (Adult stem cell)
โดยอาจจะเป็นเซลล์ของทารกแรกเกิดหรือของผู้ใหญ่ก็ได้
จากการศึกษาทางการแพทย์ทั้งในคนและสัตว์ทดลองพบว่า การเปลี่ยนแปลงจากสเต็มเซลล์ไปเป็นเซลล์ของอวัยวะต่างๆ
มีขบวนการมากมายและต้องใช้สารเคมีมาทั้งกระตุ้นและยับยั้งมากมายหลายชนิดและหลายขั้นตอนจนน่าปวดหัว
ซึ่งตรงนี้คุณแม่ไม่จำเป็นต้องทราบก็ได้ครับ
ในปัจจุบันเราสามารถดูดเอาสเต็มเซลล์ของตัวอ่อนออกมาได้ และยังสามารถใช้สารเคมีต่างๆ
มากระตุ้นให้สเต็มเซลล์นั้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ที่ต้องการได้
เช่น ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเราก็สามารถนำเอาสเต็มเซลล์ที่เก็บไว้มากระตุ้น
ให้กลายเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจใหม่ แล้วฉีดเข้าไปในหัวใจเพื่อสร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจใหม่
คล้ายกับการเปลี่ยนอะไหล่รถยนต์ซึ่งจะทำให้หายจากโรคหัวใจได้เลย
ไม่ต้องรักษาแบบที่ทำกันในปัจจุบันที่ทำได้แค่ให้ยาหรือผ่าตัดเพื่อให้เลือดไหลเวียน
ไปช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจที่เหลือทำงานได้ดีขึ้นหรืออย่างน้อยก็ไม่เลวลง
แต่กล้ามเนื้อหัวใจที่เสียไปแล้วก็ไม่สามารถทำให้กลับมาดีได้เช่นเดิมเหมือนกับการใช้สเต็มเซลล์รักษานะครับ
ฟังที่ผมเล่ามาคุณแม่หลายคนอาจคิดว่าถ้ามีประโยชน์อย่างที่ว่าจริง ก็น่าจะเก็บสเต็มเซลล์กันไว้ทุกคนเลยจะดีไหม
ผมขอเรียนให้ทราบว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดครับเพราะมีปัญหาที่ต้องพิจารณาอีก คือการดูดเอาสเต็มเซลล์จากเซลล์ของตัวอ่อน
(embryonic stem cell) มาเก็บไว้เท่ากับการทำร้ายตัวอ่อนโดยตรง ตัวอ่อนที่ถูกดูดเอาสเต็มเซลล์บางส่วนออกไป
มักจะตายหรือต้องถูกทำลายทิ้ง การกระทำนี้จึงเหมือนกับการทำลายชีวิตของคนเราตั้งแต่ระยะแรกๆ
ซึ่งในบางประเทศไม่ยอมให้ทำเพราะถือว่าผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม ในขณะที่บางประเทศก็ยอมให้ทำแต่มีเงื่อนไขจำกัดบางอย่าง
เช่น ให้ทำได้เฉพาะสำหรับการวิจัยเท่านั้น เป็นต้น
วิธีการที่ทำกันปัจจุบันคือการนำสเต็มเซลล์ของผู้ใหญ่ (adult stem cell) เช่น สเต็มเซลล์จากเลือดในสายสะดือ
หรือสเต็มเซลล์จากไขกระดูกมาใช้แทน ซึ่งถ้าเราดูดมาใช้ก็ไม่ได้ทำอันตรายต่อผู้เป็นเจ้าของไขกระดูกแต่อย่างใด
ทำให้ไม่มีปัญหาทางกฎหมายและศีลธรรม
ที่ผ่านมามีการใช้สเต็มเซลล์มารักษาโรคบางอย่างจนหายขาดได้แล้ว เช่นในประเทศฝรั่งเศสสามารถรักษาโรคโลหิตจาง
และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิดได้หายขาดแล้ว ในขณะที่บ้านเรามีการใช้สเต็มเซลล์จากไขกระดูก
มารักษาโรคเลือดจางทาลัสซีเมียมานานแล้วและได้ผลเป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่ง ซึ่งยังมีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ
ปัจจุบันมีรายงานทางการแพทย์ออกมาเรื่อยๆ ถึงความสำเร็จของการรักษาโรคต่างๆ ด้วยสเต็มเซลล์
จึงเชื่อว่าในอนาคตโรคที่รักษาหายยากหรือไม่หายขาด เช่น โรคตับ โรคเบาหวานแต่กำเนิด
โรคมะเร็งและโรคหัวใจ อาจจะรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้สเต็มเซลล์ ซึ่งคงต้องรอเวลากันต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ถ้าเราเอาสเต็มเซลล์มาแช่แข็งไว้ พบว่ามันสามารมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานเป็นสิบๆ ปีเลยทีเดียว
จากความรู้ดังกล่าวจึงเกิดแนวคิดที่จะเก็บสเต็มเซลล์แช่แข็งไว้เพื่อเอาไว้ใช้ในอนาคตถ้าจำเป็น
ในต่างประเทศเริ่มมีการเก็บสเต็มเซลล์แช่แข็งกันหลายประเทศแล้ว ซึ่งมักจะเก็บจากเลือดในสายสะดือของทารกแรกเกิด
แล้วเก็บรักษาไว้เหมือนกับการประกันชีวิตให้ลูกตั้งแต่แรกเกิดว่าถ้าต่อไปในอนาคตเกิดเป็นโรคอะไรขึ้นมา
ก็จะได้เอาสเต็มเซลล์ที่เก็บไว้มาใช้รักษาได้
ในบ้านเราเองตอนนี้เริ่มมีบริษัทเอกชนที่เสนอให้บริการเก็บรักษาสเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือ
เพื่อเก็บไว้ให้ลูกน้อยซึ่งอาจต้องนำมาใช้รักษาโรคที่อาจจะมีเกิดขึ้นในอนาคต
คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการเก็บสเต็มเซลล์ไว้ให้ลูกใช้ในอนาคตต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเตรียม
และการเก็บรักษาเซลล์ค่อนข้างสูง ในระยะแรกนี้ผู้ที่จะทำได้จึงมักจะต้องเป็นผู้มีความรู้และมีฐานะดีเป็นส่วนมาก
เชื่อว่าถ้าการบริการนี้มีผู้ใช้มากขึ้น ค่าใช้จ่ายก็น่าจะลดลง แต่คงใช้เวลาอีกนาน
ยกเว้นแต่ว่าหน่วยงานของรัฐจะเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ด้วย
คุณแม่ที่สนใจจะเก็บสเต็มเซลล์ (จากเลือดสายสะดือ) ให้ลูกจะต้องทำสัญญากับทางบริษัทก่อน
หลังจากนั้นทางบริษัทจะมอบชุดอุปกรณ์ในการจัดเก็บสเต็มเซลล์ให้กับคุณแม่
และจะต้องนำไปโรงพยาบาลด้วยเมื่อมีอาการเจ็บครรภ์คลอด
โดยคุณหมอผู้ทำคลอดจะทำการเก็บเลือดจากสายสะดือของทารกที่ถูกตัดเรียบร้อยแล้ว
ไว้ในถุงเลือดที่มีสารกันเลือดแข็งตัวประมาณ 150-200 มิลลิลิตร แล้วนำไปตรวจคัดกรองว่ามีเชื้อโรคต่างๆ
อยู่ด้วยหรือไม่ ถ้ามีก็จะเก็บไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีก็จะนำไปเข้าขบวนการคัดกรองเอาสเต็มเซลล์ออกมา
แล้วนำไปแช่เย็นไว้ในถังไฮโดรเจนที่ออกแบบมาให้เก็บสเต็มเซลล์ไว้ได้นานนับสิบปี
ในขณะนี้การเก็บสเต็มเซลล์จะทำได้เฉพาะในคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีเท่านั้น
จึงน่ากังวลว่าการกระทำดังกล่าวจะมีผลให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นในลักษณะของการแบ่งชนชั้นคนหรือไม่
นอกจากนี้อาจมีปัญหาการซื้อขายสเต็มเซลล์ หรือการแอบลักขโมยสเต็มเซลล์ของคนอื่นหรือไม่
ตอนนี้บ้านเรายังไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแน่ชัด คงจะต้องรอดูกันต่อไปอีกระยะหนึ่งครับ
ว่าจะมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด
(update 11 มีนาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 11 ฉบับที่ 121 พฤศจิกายน 2005 ]
|