ในฐานะที่เป็นหมอรักษาคนไข้มายาวนานพอควร ผมเจอกับคำถามเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ และเชื่อว่าก็ยังคงถูกถามอยู่ต่อไปตราบใดที่ยังคงรักษาคนไข้อยู่ คุณหมอชวนคุยฉบับนี้จึงอยากจะให้ข้อคิดเห็นและข้อแนะนำเกี่ยวกับการตรวจเช็กสุขภาพ เพื่อให้ท่านผู้อ่านนำไปเป็นข้อคิดในการพิจารณาตรวจเช็กร่างกายครับ
เช็กสุขภาพไปทำไม ?
ปัจจุบันความคิดเราเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมาก ทั้งในหมู่ประชาชนและในกลุ่มของหมอเอง พบว่าส่วนมากเห็นด้วยกับการตรวจเช็กสุขภาพโดยที่ไม่ได่มีโรคภัยไข้เจ็บ และการมาหาหมอเพื่อเช็กสุขภาพก็เป็นเรื่องปกติแล้ว
อย่างไรก็ตามเท่าที่สังเกตดู ผมคิดว่าการที่แต่ละคนอยากจะตรวจเช็กสุขภาพไม่ได้มาจากเหตุผลเดียวกันครับ แต่ละคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง ซึ่งผมพอจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มครับ
กลุ่มแรก คือพวกที่มีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรหรอกครับ แต่เนื่องจากรู้มากและกลัวตายมาก ยิ่งรู้มากยิ่งกลัวตายมากทำให้อยากตรวจเช็กสุขภาพ
พูดถึงความรู้ที่มี อาจจะมาจากหลายแหล่ง เช่น จากนิตยสารทางการแพทย์และสุขภาพ ข่าวสารทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือจากโฆษณาทางด้านสุขภาพจากสื่อต่างๆ คนกลุ่มนี้บางทีมาหาหมอแทนที่จะให้หมอตัดสินใจว่าจะตรวจเช็กอะไรให้บ้าง ก็สั่งหมอเสร็จเลยว่าต้องการตรวจโน่นตรวจนี่เยอะแยะไปหมดเพราะเข้าใจเอาตามความรู้ที่มีว่ามันน่าจะมีประโยชน์
กลุ่มที่สอง พวกนี้ก็มีสุขภาพดีและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรเช่นกัน คนในกลุ่มนี้ปกติก็ไม่ได้สนใจตรวจเช็กสุขภาพอะไรหรอกครับแต่เผอิญคนที่ใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นญาติสนิทมิตรสหายเพิ่ฝตายจากเพราะเป็นโรคร้าย เช่น เป็นมะเร็ง หรือเพื่อนบางคนเมื่อวานยังคุยกันอยู่ดีๆ วันนี้ไปโรงพยาบาลหมอกลับบอกว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกไปซะแล้ว เจอข่าวประเภทนี้เข้าไปหลายคนเลยโรคปอดรับประทาน กล่าวคือปอดแหกกลัวตายต้องรีบแจ้นมาให้หมอเช็กสุขภาพให้ บางคนกลัวน้อยหน่อยหมออยากจะเช็กอะไรก็แล้วแต่คุณหมอจะกรุณาเถอะค่ะ แต่รายที่กลัวมากหน่อยก็อาจจะขอร้องแกมบังคับให้คุณหมอตรวจเช็กสารพัดไปหมดคำขอที่ผมมักได้รับก็เช่น คุณหมอช่วยตรวจให้ละเอียดหมดทุกอย่างเลยนะคะ ผมเป็นหมอมานานแล้วก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเลยว่าที่จะตรวจให้ละเอียดทุกอย่างจะเอากันแค่ไหนดี ต้องตรวจละเอียดดูเส้นผมทีละเส้นเลยหรือเปล่าเลยก็ไม่รู้
กลุ่มที่สาม พวกนี้พบมากที่สุด คือจะต้องมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นจึงไปหาหมอ เช่น ผอมลง ปวดศรีษะบ่อยๆ เป็นต้น บางคนถึงมีอาการผิดปกติแต่ยังไม่ยอมมาหาหมอก็มีเหมือนกัน เช่น บางคนปวดท้องมาตั้งนานแล้วแต่ก็ไม่ยอมไปหาหมอ พอถามว่าทำไมถึงทนอยู่ได้ตั้งนานกลัวหมอบอกว่าเป็นโรคร้ายแรงแล้วจะรับไม่ได้ แต่ที่ทนปวดอยู่นั้นรับได้ บางคนก็รีรอ ไม่มาหาหมอเพราะอายก็มี ผมเจอคนไข้จำนวนไม่น้อยที่มีเลือดออกทางช่องคลอดมานานหลายเดือน จนซีดแหงแก๋ถึงจะมาหาหมอพอถามว่าทำไมถึงใจเย็นจัง พบว่าส่วนมากอยากจะมาตรวจเร็วๆ กันทั้งนั้นเพราะก็รู้อยู่ว่าเลือดตกยางออกน่ากลัวน้อยเสียเมื่อไหร่ แต่ที่กลัวมากกว่าก็คือถ้ามาตรวจมีหวังถูกหมอจับตรวจภายในแหงเลย แต่เมื่อสงสัยเลือดไม่หยุดแน่แล้ว ความกลัวตายก็จะถูกปลุกขึ้นมาในความคิดมากกว่าความอาย และลงท้ายด้วยการมาหาหมอในที่สุด
ตรวจอะไรบ้าง ?
ในการตรวจเช็กสุขภาพของคนเรา เฉพาะทางการแพทย์ก็มีการตรวจมากมายนับร้อยนับพันวิธีอยู่แล้วยากที่จาระไนได้หมดอย่างไรก็ตามผมขอสรุปวิธีตรวจเช็กสุขภาพออกเป็น 3 ประเภท ง่ายๆ ดังนี้นะครับ
ตรวจร่างกาย คนที่เรียนเป็นแพทย์ทุกคนจะได้รับการสั่งสอนโดยครูบาอาจารย์ตั้งแต่เริ่มเป็นหมอเด็กๆ แล้วว่า ก่อนจะนำคนไข้ไปตรวจด้วยเครื่องไม้เครื่องมืออะไรที่วุ่นวายต้องเริ่มด้วยการตรวจร่างกายของคนไข้ก่อน การตรวจที่สำคัญประกอบด้วยการตรวจหลักๆ เพียงไม่กี่อย่าง ได้แก่ การตรวจโดย ดู คลำ เคาะ ฟัง
คุณหมอที่ตรวจคนไข้มาเป็นเวลานาน บางครั้งแค่ดูรูปร่างลักษณะคนไข้ก็พอจะบอกโรคหรือความผิดปกติได้แล้วก็มี เช่น บางคนที่ดูตัวผอมบาง ซีด หน้าผากโหนก จมูกแบน แค่นี้ก็พอจะบอกได้แล้วว่าเป็นโรคเลือดทาลัสซีเมีย ผู้หญิงบางคนที่ตัวอ้วนๆ ผิวมัน สิวมาก ขนเยอะ พวกนี้มักมีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ บางรายพอแต่งงานก็มีลูกยากเพราะไข่ไม่ตก คนไข้บางดูเฉยๆ บอกไม่ได้ แต่คลำที่คอพบว่าต่อมไทรอยด์โตก็มี บางคนไม่มีอาการอะไร พอตรวจภายในพบว่าเป็นเนื้องอกมดลูกก้อนเบ้อเริ่มเลยก็มี บางคนมาตรวจเพราะแน่นท้อง พอหมอจับให้นอนลงและเคาะที่ท้องพบว่ามีน้ำเต็มท้องก็มี บางคนพอใช้หูฟังที่ปอดพบมีเสียงผิดปกติที่เกิดจากโรคปอดสารพัดก็มี
การตรวจร่างกายที่ละเอียดลออบางครั้งไม่ต้องตรวจอะไรต่อก็พอบอกได้แล้วว่าคนไข้เป็นโรคอะไร หรือถ้าจำเป็นจะต้องตรวจด้วยเครื่องไม่เครื่องอะไรต่อ คุณหมอก็อาจจะเลือกใช้วิธีตรวจบางอย่างเพียงไม่กี่วิธีก็สามารถสรุปได้แล้วว่าคนไข้เป็นโรคอะไร
ตรวจเลือด การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายคนเราไม่ว่าจะเป็น ตับ ไต หัวใจ หรืออวัยวะอื่นๆ จะมีการสร้างสารเคมีชนิดต่างๆ ออกมากันอย่างมากมาย สารเคมีเหล่านี้ส่วนมากจะล่องลอยปะปนกันอยู่ในกระแสเลือดของคนเรานั่นเองแหละครับเมื่อเราอยากทราบว่าอวัยวะใดของคนเราทำงานผิดปกติไปหรือเปล่า แทนที่จะต้องไปตรวจอวัยวะนั้นๆ โดยตรง ก็สามารถตรวจโดยดูปริมาณสารเคมีที่สร้างมาจากอวัยวะนั้นๆ แทนได้ เพราะการเจาะเลือดมาตรวจทำง่ายกว่าการตรวจอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ไต โดยตรง
การเจาะเลือดมาตรวจบางครั้งก็บอกได้เลยว่าคนไข้เป็นโรคอะไร แต่บางครั้งเจาะมาแล้วก็ยังบอกไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นโรคอะไรเพียงแต่อาจจะบอกแนวโน้มว่าน่าจะเป็นโรคอะไร และคนไข้ต้องรับการตรวจด้วยวิธีที่ยุ่งยากมากขึ้นต่อไป เป็นไงครับแค่อ่านก็เหนื่อยแล้วใช่ไหมครับ
เกี่ยวกับการตรวจเลือดผมมีเรื่องอยากให้คุณผู้อ่านเข้าใจสักเล็กน้อยว่าไม่อยากให้จริงจังกับผลที่ได้มานักนะครับ เพราะค่าตัวเลขของสารเคมีในเลือดที่เจาะออกมาได้มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บางคนเจาะเลือดหาค่าสารเคมีในตัวเดียวกันแต่คนละเวลากันค่ายังต่างกันได้เลย นอกจากนี้การแปลผลการตรวจเลือดบางครั้งก็ไม่ง่ายเลย ต้องอาศัยการประมวลข้อมูลหลายอย่างทั้งผลการตรวจร่างกายและการดูผลเลือดหลายๆ ตัวรวมกันจึงจะบอกได้ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ คุณผู้อ่านบางคนที่ชอบตรวจเลือดเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ บางครั้งเจอผลผิดปกติก็อาจตกใจเกินกว่าเหตุก็ได้ ผมอยากเรียนว่าการดูผลเลือดแบบทื่อๆ เป็นตัวๆ ไป บางครั้งอาจทำให้เข้าใจผิดได้ครับ
ตรวจด้วยเครื่องมือหรือวิธีการพิเศษ มีมากมายหลายวิธี เช่น การฉายเอกซเรย์ปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าการฉีดสีเข้าไปในหลอดเลือด การส่องกล่องเข้าไปดูในช่องท้องในลำไส้ ฯลฯ เป็นต้น
การตรวจด้วยวิธีเหล่านี้มักเป็นการตรวจเพื่อดูที่ตัวอวัยวะต่างๆ โดยตรง เพื่อจะดูว่ามีก้อน มีแผล หรือสิ่งผิดปกติอื่นหรือไม่ฟังดูแล้วน่าจะตรวจอวัยวะต่างๆ ด้วยวิธีนี้ไปซะเลยไม่ดีกว่ามัวไปตรวจเลือดอยู่หรือเปล่า
ขอเรียนว่าการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษต่างๆ ไม่ใช่ทำกันง่ายๆ หรอกครับ ส่วนมากต้องใช้หมอที่เรียนมาโดยเฉพาะสำหรับการตรวจแต่ละอย่าง การตรวจหลายวิธีต้องมีการเจาะท้องเป็นรูเพื่อเอาเครื่องมือส่องเข้าไป คนไข้จึงต้องเจ็บตัว บางวิธีการต้องดมยาสลบถึงจะตรวจได้ นอกจากประเด็นนี้แล้ว เรื่องของค่าใช้จ่ายในการตรวจก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดด้วยเพราะการตรวจบางอย่างค่าใช้จ่ายสูงมาก โรคที่คุณเป็นอาจไม่ทำให้คุณตายแต่ค่าตรวจโรคบางวิธีอาจทำให้คุณตายได้นะครับเพราะแพงมาก
เลือกตรวจด้วยวิธีไหนดี ?
จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าวิธีการตรวจเช็กสุขภาพมีมากมายสารพัดวิธี ผมคิดว่าการจะใช้วิธีใดในการตรวจควรจะต้องมีการพิจารณาและคัดเลือกอย่างพิถีพิถันพอสมควร เนื่องจากเราคงไม่สามารถนำเลือดมาตรวจหาสารเคมีเป็นร้อยเป็นพันชนิดได้รวมทั้งคงไม่สามารถนำการตรวจพิเศษวิธีต่างๆ มาใช้ได้ทั้งหมดหรือถึงได้ก็ไม่น่าจะคุ้มค่าและอาจทำให้แปลผลผิดก็ได้อีกด้วย
ผมคิดว่าตัวผมเองและคุณหมอท่านอื่นๆ ก็คงจะคิดคล้ายกันว่า ตรวจด้วยวิธีใด วิธีการตรวจนั้นคงเป็นวิธีที่ดูง่ายๆ ที่สุด ให้ผลแม่นยำที่สุด ค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ทราบผลเร็วที่สุด และเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยน้อยที่สุดด้วย
มีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่เชื่อเอาเองว่าต้องตรวจด้วยเครื่องมือบางอย่างเท่านั้นจึงจะเชื่อถือได้ บางคนแค่ปวดศรีษะเพียงเล็กน้อยก็ขอให้หมอตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเลยก็มี ทั้งที่บางครั้งแค่ซักประวัติโดยยังไม่ต้องตรวจร่างกายเลยด้วยซ้ำก็บอกโรคได้แล้วก็มี บางคนปวดท้องน้อยเรื่องรังเพราะทำงานหนักและวันหนึ่งๆ ต้องนั่งเป็นเวลานาน แต่ตรวจภายในคุณหมอก็บอกได้แล้วว่าอาการปวดมาจากกล้ามเนื้อหน้าท้องถูกกดจากการนั่งนาน แค่พักผ่อนให้พอก็น่าจะหายหรือดีขึ้น แต่คนไข้บางคนปักใจว่าต้องใช้อัลตราซาวนด์ตรวจถึงจะบอกได้ บางคนมาถึงก็สั่งให้หมอตรวจเลยก็มี ความเชื่อเหล่านี้ส่วนใหญ่ฟังมาจาก เขาบอก และอิทธิพลของการโฆษณา
ข้อเสียของการเช็กสุขภาพ
การตรวจเช็กสุขภาพมีประโยชน์ทำให้เราประเมินสุขภาพของเราได้ แต่ข้อเสียของการตรวจเช็กสุขภาพก็มีนะครับ อย่างแรกเลยก็คือเสียสตางค์ บางคนตรวจเช็กสุขภาพที่นึงหมดเงินหลายหมื่นเลยก็มีเพียงเพื่อจะบอกว่าปกติ ทั้งที่ตรวจแค่ร่างกายและเจาะเลือดตรวจเล็กน้อยก็บอกได้แล้ว นอกจากเสียเงินแล้ว คนที่พอตรวจแล้วผลปกติก็อาจตกอยู่ในความประมาทเพราะคิดว่าสุขภาพยังดีอยู่ ผมอยากเรียนว่าผลการตรวจที่ปกติวันนี้รับประกันอนาคตไม่ได้หรอกครับ อีกเดือนหนึ่งกลับเป็นโรคร้ายก็ได้เพราะจนกระทั่งปัจจุบันผมยังไม่เห็นวิธีการตรวจใดรับประกันอนาคตได้เลย ที่บอกได้ก็แค่วันที่ตรวจ และอาจจะควรผิดก็ได้
การตรวจเช็กสุขภาพเป็นเรื่องดี แต่การจะเลือกตรวจอย่างไรมากน้อยแค่ไหน ควรขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่แตกต่างกัน การตรวจเช็กสุขภาพหลายวิธีสิ้นเปลืองและอาจไม่ได้ประโยชน์คุ้มค่าการจะตรวจเช็กสุขภาพอย่างไรจึงควรจะได้รับปรึกษาหารือกับคุณหมอที่ดูแลให้เข้าใจดีเสียก่อนนะครับ
(update 22 กรกฎาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.11 No.126 April 2006 ]
|