คุณคิดว่าอีก 74 ปี 11 เดือน ตลอดชีวิตของเด็กแรกเกิดคนหนึ่งจะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี !
หรือว่าต้องเผชิญกับโรคร้ายที่หนทางรักษาแทบจะตีบตัน !
- ไคลน์เฟลเตอร์ซินโดรม
จะทำให้ผู้ป่วยเป็นหมัน
- โรคมะเร็ง
คร่าชีวิตคนไทยปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 45,000 คน
- โรคความดันโลหิต
เป็นสาเหตุการตายและอัตราการตายที่สำคัญ พบผู้ป่วยโรคนี้ 16.1% ในประชากรหนึ่งแสนคน
- โรคฮีโมฟีเลีย
เด็กชายต้องเสียชีวิตเพราะเลือดออกง่ายผิดปกติจากโรคนี้ทั่วประเทศมีผู้ป่วยราว 4,000-5,000 คน
- ทาลัสซีเมีย
คนไทย 4 ใน 10 คนเป็นพาหะของโรคนี้ และทุกปีเด็กไทยเกิดใหม่จะเป็นโรคนี้ถึง 12,000 คน
- โรคสมองเสื่อม
ทำให้เกิดการเสื่อมของการทำงานของสมองทั้งหมด และโรคสมองเสื่อมบางชนิดรักษาได้ บางชนิดรักษายังไม่ได้
- ดาวน์ซินโดรม
โรคที่ทำให้ทารกป่วยตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ และต้องมีคนช่วยประคับประคองไปตลอดชีวิต
- อาการมาร์แฟน
ผู้ป่วยจะเผชิญกับกระดูกสันหลังคด ข้อมือเท้าบิดง่าย หลอดเลือดหัวใจโป่ง พอง และแตก ฯลฯ
- โรคกล้ามเนื้อฝ่อลีบชนิดดูเชนน์
เมื่อเป็นโรคนี้เด็กมักเสียชีวิตภายในอายุไม่เกิน 20 ปี
- โรคไตเป็นถุงน้ำ
เป็นสาเหตุให้หลายระบบอวัยวะของผู้ป่วยมีปัญหามากมาย
- เทอร์เนอร์ซินโดรม
ผู้ป่วยจะมีร่างกายผิดปกติ เตี้ย หน้าอกกว้าง พัฒนาการทางเพศไม่สมบูรณ์
- โรค G6PD
ผู้ป่วยต้องใช้ชีวิตอย่างระวัง เพราะเม็ดเลือดแดงอาจแตกอย่างเฉียบพลันได้
- โรคเอดส์
ปีหนึ่งๆ คนไทยต้องเสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 85,372 คน
- โรคกล้ามเนื้อฝ่อลีบชนิดแบคเคอร์
อาการกล้ามเนื้อฝ่อลีบจะแสดงตนเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่
รหัสยีน ไขรหัสชีวิต
ถึงวันนี้ มนุษย์เราไม่เพียงแต่พยายามคิดวิธีเอาชนะโรคร้ายต่างๆ เท่านั้น หากยังมุ่งมั่นกับการค้นหาหนทางที่ทำให้ตนเองมีความสมบูรณ์แบบที่สุดด้วย สวย หล่อ ฉลาด เก่ง ไม่มีโรคภัยและอายุยืน...
และแล้วการค้นพบในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2000 ก็ทำให้ความฝันและความหวังของมนุษย์เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ประกาศความสำเร็จ ว่าสามารถถอดรหัสยีน พันธุกรรมมนุษย์ได้ ทำไมการค้นพบดังกล่าวจึงดูเหมือนเป็นคำตอบทุกอย่าง ? รักลูกขอพาคุณผู้อ่านไปเจาะลึกเรื่องราวอันน่าพิศวงเหล่านี้ใน... รหัสยีน ไขรหัสชีวิต...
มนุษย์เรามีความรู้เรื่องยืนมาเนิ่นนาน เรารู้ว่ายีนคือโมเลกุลของดีเอ็นเอที่กำหนดรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ลักษณะการทำงานในระดับอวัยวะ หรือในระดับเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายของเรา รวมทั้งบรรดาโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเราด้วย
และเราก็รู้ว่ายีนแต่ละชนิดไม่ทำงานโดดๆ แต่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน จากจุดนี้ทำให้เกิดความคิดขึ้นว่าถ้ามนุษย์รู้ว่าในตัวเราเองนั้นมียีนอะไร ยีนแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร ก็จะทำให้เราเข้าใจสภาวะการดำรงชีวิตของมนุษย์เรามากขึ้น รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของมนุษย์ได้ดีขึ้น และเมื่อรู้แล้วก็จะได้นำความรู้ดังกล่าวมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์เราให้ดียิ่งขึ้น หรือให้ได้ผลการรักษาที่ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถช่วยให้เราคาดการณ์ได้ว่าหากร่างกายเราผิดไปจากปกติจะเนื่องจากอะไรก็ตาม เราก็อาจสามารถแก้ไขได้ที่ยีนนั้นๆ เลย
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ในปี ค.ศ. 1990 สหรัฐฯ จึงได้ทุ่มงบประมาณราว 3,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อศึกษายีนทั้งหมดของมนุษย์ว่าเป็นอย่างไร
และทำหน้าที่อะไรบ้าง โดยวางแผนการศึกษาไว้ทั้งหมด 15 ปี และเรียกโครงการนี้ว่า... จีโนมมนุษย์ (Human Genome Project)
โครงการจีโนมมนุษย์
อย่างไรก็ตามเพียงผ่านมาแค่ 10 ปี คำประกาศร่วมของประธานาธิบดี บิล คลินตัน ของอเมริกา และนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ แห่งอังกฤษ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ก็ได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ทั่วโลก ด้วยเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์สามารถอดรหัสยีนพันธุกรรมมนุษย์ได้แล้ว หรือาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่ามนุษย์สามารถทำพิมพ์เขียวพันธุกรรมชีวิตมนุษย์ได้เกือบสมบูรณ์แล้ว
พิมพ์เขียวที่ว่านี้มีชื่อว่า Book of Life หรือคัมภีร์ชีวิต ซึ่งพบว่ามนุษย์เราแต่ละคนมีรหัสพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) เหมือนกันมาก จะแตกต่างกันเพียง 0.2% แต่น้อยขนาดนี้ ก็ยังทำให้มนุษย์แตกต่างกันได้มากมาย
จากการค้นคว้าทำให้เรารู้ว่าเด็กแต่ละคนบนโลกใบนี้มีดีเอ็นเอที่ได้มาจากพ่อครึ่งหนึ่งและจากแม่ครึ่งหนึ่ง ดีเอ็นเอเป็นรหัสควบคุมลักษณะพันธุกรรม โดยมีโครงสร้างของสาร 4 ตัวคือ A, T, C และ G เรียงเป็นเกลียวคู่กัน 3,500 ล้านคู่ บนโครโมโซมทั้ง 23 คู่ของมนุษย์ ซึ่งเมื่อเราถอดรหัสก็จะพบโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เฉพาะ เจ้าโปรตีนตัวนี้ล่ะที่คอยควบคุมลักษณะของเซลล์ในร่างกายของมนุษย์
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถถอดรหัสการเรียงตัวของสาร 4 ชนิดได้เกือบหมดแล้ว ทั้งค้นพบสาเหตุของยีนที่บกพร่องจนทำให้เกิดโรคทางพันธุกรรมได้กว่า 4,000 โรคแล้ว อย่างไรก็ตามในจำนวนยีนนับหลายหมื่นยีนนั้น เมื่อนำมารื้อดูกลับพบว่ามีดีเอ็นเอเพียง 2-4% เท่านั้นที่ทำหน้าที่สั่งการให้สังเคราะห์โปรตีน
นอกนั้นไม่มีส่วนในการกำหนดลักษณะพันธุกรรมแต่อย่างใด
ประโยชน์อันมหาศาล
จากการค้นพบดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการแพทย์และชีววิทยา ทำให้เกิดวิชาใหม่ที่เรียกว่าโปรตีโอมิกส์ เพื่อใช้เป็นแนวทางการศึกษาการกำเนิดของโรคต่างๆ การค้นหายารักษาโรคชนิดใหม่ วัคซีนใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคยิ่งขึ้น ทั้งใช้เป็นตัวบ่งชี้หรือพยากรณ์โรคเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย โดยเฉพาะในโรคทางพันธุกรรมและโรคร้ายแรงต่างๆ อาทิ โรคเอดส์ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคแรงดันโลหิตสูง โรคทาลัสซีเมีย โรคมะเร็ง โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในด้านการวางแผนครอบครัว คือนอกจากจะรู้ว่ายีนตัวไหนทำให้เกิดโรค เรายังสามารถตรวจสอบยีนหรือดีเอ็นเอของพ่อแม่ได้ว่าคนไหนมียีนเด่นยีนด้อยที่เป็นพาหะทำให้เกิดโรคอะไรกับลูกหลานที่จะเกิดมาหรือไม่ด้วย เมื่อรู้แล้วก็คาดหวังว่าจะสามารถเข้าไปเปลี่ยนยีนด้อยเหล่านั้นเพื่อทำให้ไม่เกิดโรคทางพันธุกรรม
โรคกับอนาคตแห่งการรักษา
ปัจจุบันมนุษย์เราต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บมากมายที่หลายต่อหลายโรคแทบจะหาทางออกไม่เจอ จนกระทั่งมนุษย์สามารถถอดรหัสยีนพันธุกรรมของชีวิตมนุษย์ได้ ความหวังในการรักษาเยียวยาก็จะดูเรืองรองขึ้น อาทิ
โรคเอดส์
เชื่อว่าวิธีการรักษาจะเปลี่ยนไปในอนาคต เพราะเมื่อเรารู้ว่ายีนแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร ยีนตัวไหนที่ไปสร้างโปรตีนที่ผิดปกติ ยีนตัวไหนที่ควบคุมการสร้างภูมิต้านทานที่เกี่ยวข้องกับโรคเอดส์ เราก็ไปแก้ยีนตัวนั้น โดยอาจจะใช้ยาไปกระตุ้นให้ยีนที่ควบคุมการสร้างภูมิต้านทานให้สร้างภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น หรือสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงโปรตีนของเซลล์ให้กลับยมาเป็นปกติได้
โรคมะเร็ง
มะเร็งเกี่ยวข้องกับยีน 2 ชนิด คือ ยีนเร่ง (Oncogene) และ ยีนเบรก (Suppressor Gene) ปกติยีนทั้งสองจะทำงานสมดุลกัน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ยีนเร่งปรากฏออกมาจะเกิดเป็นมะเร็งขึ้นกับอวัยวะนั้น หรือที่อวัยวะที่ยีนเบรกไม่ทำงาน เมื่อเรารู้อย่างนี้เราก็สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงที่ยีนดังกล่าวให้มีความสมดุล ก็จะทำให้ไม่เกิดโรคมะเร็งขึ้น หรือเกิดแต่สามารถดูแลรักษาได้
ปัจจุบันกับผลสำเร็จล่าสุด
นักวิทยาศาสตร์จากบริษัท ซานกาโม ไบโอไซอันซ์ จำกัด สหรัฐฯ ได้ประกาศว่าสามารถแก้ไขความผิดปกติของยีนเดี่ยวที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรง ที่เกี่ยวข้องกับโครโมโซมเอ็กซ์ (X-SCID) หรือโรคบับเบิลบอยได้สำเร็จแล้วในห้องปฏิบัติการ โดยใช้เทคนิคตัดยีนผิดปกติในโครโมโซมทิ้ง แล้วนำเอาสารพันธุกรรมภายนอกที่เป็นปกติมาใส่คืน
โดยเริ่มจากนำเซลล์ภูมิคุ้มกันที-เซลล์ (T-cell) ของผู้ป่วยมาทดลองกับโรปตีนซีเอฟเอ็น (ZFNs) ในหลอดทดลอง โปรตีนตัวนี้มีความสามารถในการเลือกตำแหน่งเพื่อซ่อมแซมดีเอ็นเอได้อย่างถูกต้อง เมื่อนักวิทยาศาสตร์ตัดยีนผิดปกติทิ้ง และนำยีนปกติมาใส่แทน โปรตีนก็จะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดกระบวนการซ่อมแซมตัวเองตามธรรมชาติ
และเชื่อว่าเทคนิคนี้มีความเสี่ยงน้องกว่าการรักษาด้วยยีนบำบัด ที่อาจทำให้ผู้ป่วยพัฒนากลายเป็นโรคลูคิเมียในภายหลัง อย่างไรก็ตามขณะยังไม่สามารถระบุผลข้างเคียงของเทคนิคนี้ได้ ซึ่งยังคงต้องพัฒนาและวิจัยกันต่อไป
ประเทศไทย : Human Genome
จีโนมมนุษย์เป็นเรื่องที่วงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ทั่วโลกให้ความสำคัญกันมาก แล้วในประเทศไทยเองล่ะ ความรู้เรื่องนี้เป็นอย่างไร เราจะไปคุยกับ รศ.พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล จากคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี หนึ่งในนักวิชาการที่นำความรู้เรื่องการถอดรหัสยีนพันธุกรรมมาศึกษาวิจัยค่ะ
Q : นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ หรือในวงการแพทย์ในเมืองไทยมีการศึกษาหรือให้ความสนใจเรื่องจีโนมมนุษย์อย่างไรคะ
แม้ประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมในโครงการจีโนมมนุษย์ แต่การศึกษาเรื่องดีเอ็นเอหรือเรื่องยีนก็มีมาหลายปีแล้วค่ะ ตอนนี้ก็มีการศึกษาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่ดีขึ้นด้วย ในประเทศไทยมี 2 ส่วนใหญ่ที่ศึกษากัน คือด้านการแพทย์และการเกษตร
ด้านการแพทย์ก็เช่นการวิจัยที่นำไปสู่ความเข้าใจโรคที่พบบ่อยในบ้านเรา เช่น กลุ่มอาการดาวน์ โรคทาลัสซีเมีย รวมถึงหนทางที่นำไปสู่การรักษา นอกจากนั้นก็เป็นการวิจัยที่นำไปสู่การพิจารณาการตรวจโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคทางพันธุกรรม โรคมะเร็งบางอย่าง ซึ่งให้ผลที่แม่นยำ แต่เรายังไม่ได้ลงเรื่องยีนบำบัด และยังไม่ได้ทำเรื่องการตัดแต่งยีนในการรักษาโรค ซึ่งต่างจากทางเกษตรกรที่มีการตัดแต่งยีนพืชและสัตว์หลายชนิด
Q : การศึกษาเรื่องนี้จะช่วยเราในเรื่องอะไรบ้างค่ะ
การรู้ว่ายีนไหนมีหน้าที่อะไร หรือมีความผิดปกติซึ่งก่อให้เกิดโรค ก็จะนำไปสู่การป้องกัน หรือถ้าเกิดแล้วจะทำให้อาการรุนแรงน้อยลงอย่างไร หรือถ้ารู้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคโรคหนึ่งจากการสร้างสารบางอย่างไม่ได้ แล้วทำให้เกิดอาการอะไรก็ตาม โดยรู้ยีนที่ทำหน้าที่สร้างสารนั้น เราอาจจะให้สารทดแทน โดยการกินหรือฉีด เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคขึ้น หรือจะได้วางแผนในการรับมือได้ถูกต้อง
เช่น ทาลัสซีเมีย หากเป็นชนิดรุนแรงทารกมักเสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิด ชนิดรุนแรงรองลงมา ทารกอาจดูปกติเมื่อแรกเกิด แต่พอผ่านไป 5-6 เดือน อาการจะเริ่มรุนแรงขึ้น เรื่องเหล่านี้พ่อแม่ต้องทราบตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ จะได้รับมือในการเลี้ยงดูแลรักษา หรือถ้าดีที่สุดคนไทยที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ทุกคนควรรู้เรื่องโรคทาลัสซีเมีย และรู้ว่าแม้ในครอบครัวของเราจะไม่เคยมีใครเป็นโรคนี้มาก่อน แต่เราก็อาจจะเป็นพาหะหรือมียีนแฝงของโรคนี้ได้ คนไทย 4 ใน 10 คนเป็นพาหะของโรคนี้ ดังนั้นคู่หญิงชายที่จะแต่งงานหรือเตรียมการจะมีบุตร ควรได้รับคำแนะนำและตรวจเลือดดูว่า มียีนแฝงของโรคหรือไม่ ซึ่งการตรวจเลือดจะต้องละเอียดมากกว่าการตรวจทั่วไป การตรวจความเข้มข้นของเลือดหรือตรวจว่าซีดหรือไม่ ไม่เพียงพอที่จะบอกว่ามียีนแฝงหรือเปล่า หากทั้งแพทย์และประชาชนร่วมกันรณรงค์เพื่อการป้องกันโรคนี้อย่างแท้จริง ก็จะเป็นประโยชน์อย่างสูงแก่ทุกคนและประเทศ
หรือเด็กที่หูหนวกตั้งแต่เกิด มีจำนวนมากทีเดียวที่มีสาเหตุจากพันธุกรรม เราไม่สามารถไปแก้ไขยีนได้ แต่ถ้าเขาเกิดมาแล้วและเราวินิจฉัยเขาได้เร็ว การใส่เครื่องช่วยฟังฟื้นฟูสภาพการได้ยินตั้งแต่อายุยังน้อย จะช่วยให้เขามีพัฒนาการทางภาษา สามารถพูด สื่อสาร ใช้ภาษาปกติได้ดีกว่า รอจนเขาอายุ 3-4 ขวบ ค่อยใส่เครื่องช่วยฟัง เพราะฉะนั้นการตรวจการได้ยินเพื่อวินิจฉัยได้เร็วและในบงกรณีอาศัยการตรวจดีเอ็นเอประกอบ จะช่วยการวินิจฉัยได้เร็วขึ้นค่ะ
Q : ถ้าอยากรู้ว่าลูกจะเป็นโรคทางพันธุกรรมหรือไม่ จะทำได้อย่างไรค่ะ
สามารถตรวจได้ตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์ค่ะ หรือเกิดมาแล้วค่อยตรวจก็ได้ค่ะ ขึ้นอยู่ว่าจะตรวจเพื่ออะไร เช่น ตรวจเพื่อดูว่าลูกทารกจะเป็นโรคที่รุนแรงอย่างที่คนในครอบครัวเคยมีประวัติหรือไม่ ซึ่งอาจพิจารณาตรวจตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์โดยเจาะน้ำคร่ำหรือน้ำชิ้นรกออกมาตรวจ
ถ้าตอนอายุครรภ์ 3-4 เดือน ตรวจแล้วพบว่าเป็นโรคที่รุนแรง ก็ต้องพิจารณาค่ะว่าพ่อแม่คิดอย่างไร และจะทำอย่างไร ที่หมออยากเห็นที่สุดคือ หากมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคทางพันธุกรรม ก็ไม่ต้องรอจนตั้งครรภ์แล้วค่อยมาตรวจ อยากให้มาปรึกษาวางแผนก่อนตั้งครรภ์กันเลยค่ะ
จริงๆ แล้วแม้เทคโนโลยีมาถึงขั้นที่ตรวจจีโนมได้หมด แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าในประเทศไทยหรือต่างประเทศก็ตาม เรื่องนี้หลายอย่างยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการวิจัยค่ะ
Q : ความรู้นี้สามารถนำไปใช้กับโรคที่ไม่ใช่โรคทางพันธุกรรมได้ไหมคะ
ความเข้าใจเรื่องการทำงานของยีนมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคอื่นเหมือนกัน ยกตัวอย่างนะคะ เช่น โรคภูมิแพ้ เรารู้ว่าภูมิแพ้ส่วนใหญ่มีปัจจัยมาจากสิ่งแวดล้อม เช่น สารกระตุ้นภูมิแพ้ต่างๆ อากาศ มลพิษต่างๆ แต่ก็มีปัจจัยทางพันธุกรรมด้วยส่วนหนึ่ง คือสมาชิกในครอบครัวเป็นภูมิแพ้กันไหม
ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของยีนทำให้เราเข้าใจว่า ถ้ามีสารชนิดหนึ่งที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ เข้าสู่ร่างกายของคนที่เป็นภูมิแพ้ มันจะไปกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาของร่างกายอะไรบ้าง พอเรารู้เราก็ผลิตยาชนิดที่จะไปบล็อกปฏิกิริยาหรือไปขัดขวางปฏิกิริยานั้นไม่ให้เกิดต่อเนื่อง
นอกจากนั้นยังมีการนำความรู้ในเชิงการทำงานของยีนมาใช้กับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เช่น รู้ว่ามีสารที่สามารถไปหยุดยั้งหรือยับยั้งไม่ให้เส้นหลอดเลือดตีบตัน หรือไม่ให้พวกไขมันมาสะสม เราก็อาจจะผลิตยาที่มีสารเหล่านั้นได้
หรือโรคมะเร็ง มะเร็งส่วนใหญ่ไม่ใช่ความผิดปกติของสารพันธุกรรมที่มีมาแต่กำเนิด แต่เกิดจากกลุ่มเซลล์มีการแบ่งตัวผิดปกติ สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทั้งเป็นการเติบโตของเซลล์ที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เมื่อเซลล์มีอายุครบวาระแล้วต้องตายไป โดยมีเซลล์ใหม่เกิดมาแทน แต่กลไกที่ควบคุมการตายของเซลล์หรือสารพันธุกรรมตรงนี้เสียไป ทำให้เซลล์เหล่านี้ไม่ยอมตาย มีแต่เพิ่มแล้วกลายเป็นกลุ่มเซลล์มะเร็งในที่สุด
หากสามารถรักษาด้วยยาได้ก็ดีไป แต่มีมะเร็งบางชนิดที่ดื้อยาและรักษาไม่หาย ก็เลยคิดว่าถ้าแก้ไขยีนเฉพาะกลุ่มจะเป็นไปได้หรือไม่ ด้วยการนำบางเซลล์ของผู้ป่วยออกมาแก้ไขปรับแต่งยีนแล้วนำกลับเข้าไปใหม่ โดยหวังว่าเซลล์ใหม่นี้จะสามารถทำงานได้ตามปกติ เซลล์มะเร็งจะหมดไปจากร่างกาย ก็เป็นแนวคิดที่กำลังศึกษาวิจัยกันอยู่ค่ะ
Q : คุณหมอคิดว่าถ้ามีการรักษาด้วยการตัดแต่งยีนแล้ว คนคนนั้นจะใช้ชีวิตได้ตามปกติไหมคะ
คิดว่าแล้วแต่เป็นโรคอะไรนะคะ เช่น คนที่เป็นโรคมะเร็งแล้วรักษาด้วยการทำยีนบำบัด ก็ขึ้นอยู่ว่ามะเร็งเขาหายหรือไม่ ถ้าไม่หายก็อาจต้องใช้ยามะเร็งต่อเนื่องไป หรือบางคนที่เส้นเลือดหัวใจตีบ ได้รับยีนบำบัดที่ช่วยเพิ่มการกระตุ้นการเพิ่มเส้นเลือดใหม่ แต่เส้นเลือดใหม่ที่ได้เพิ่มจะใช้การได้ถึง 100% หรือเปล่าไม่มีใครคาดเดาได้ค่ะ อาจจะทำให้ดีขึ้น 60% ก็ยังดีใช่ไหมคะ แต่จะให้เหมือนเป็นปกติเลยคงไม่ใช่ ฉะนั้นเขาก็ต้องดูแลรักษาตัวเองเพื่อลดโอกาสที่จะมีเส้นเลือดตีบเพิ่มขึ้นอีก
Q : หากในอนาคตเราสามารถตัดแต่งยีนได้สำเร็จ เด็กในรุ่นต่อๆ ไปจะหายจากการเป็นโรคทางพันธุกรรมเลยหรือไม่ค่ะ
ในกรณีที่เด็กเกิดมาแล้ว และเป็นโรคพันธุกรรมหากเราตัดแต่งยีนให้เขาสำเร็จ เราจะแก้ไขได้เฉพาะเซลล์ของอวัยวะที่เขาเป็นโรคอยู่นะคะ จะไม่เกี่ยวข้องกับเซลล์สืบพันธุ์และเซลล์ส่วนอื่นของเขา เพราะฉะนั้นเซลล์ในอัณฑะหรือในรังไข่ก็ยังเป็นเซลล์ซึ่งยีนนั้นกลายพันธุ์อยู่ ถ้าเขาเติบโตและมีลูกหลาน เขาก็ยังส่งยีนที่เป็นโรคนั้นไปยังลูกอยู่ค่ะ ในบ้านเรายังไม่ถึงขั้นเอามารักษาคนไข้จริงค่ะ
และการแก้ไขในเชิงของยีนบำบัดในปัจจุบัน ในต่างประเทศจะทำเฉพาะกับเซลล์บางอวัยวะ ยังไม่ทำกับเซลล์ของตัวอ่อน เพราะกลัวผลที่คาดเดาไม่ได้ เช่น ในบ้านเรายังไม่ถึงขั้นเอามารักษาคนไข้จริงค่ะ
Q : ถ้าอนาคตการทำยีนบำบัดก้าวหน้ามากขึ้น คุณหมอคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับความคิดเรื่องสุขภาพไหมคะ
ที่หมอกังวลคือ เรื่องการเข้าใจผิด เช่น บางคนอาจคิดว่ามีลูกไปเถอะ เดี๋ยวค่อยมาทำยีนบำบัดหรือค่อยมาแก้ที่ยีน หรืออาจจะถึงขั้นเลือก และไม่แค่เลือกว่าลูกต้องไม่เป็นโรคนะคะ แต่จะไปตัดแต่งยีนตั้งแต่เป็นตัวอ่อนเลย ทั้งๆ ที่ลูกก็ไม่ได้เป็นอะไร แต่อยากจะปรับแต่งเพื่อจะได้ลูกที่สมบูรณ์แบบ เพอร์เฟค เช่น ต้องไอคิวจีเนียส หล่อ สูง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นค่ะ
(update 8 มิถุนายน 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 269 มิถุนายน 2548 ]
|