ทุกวันนี้ผู้คนหันมาให้ความใส่ใจเรื่องของอาหารกันมากขึ้นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นอาหารออแกนิกส์อาหารมังสวิรัติและอื่นๆ
แต่บ้านดิฉันน่ะยึดทางสายกลางค่ะ รับประทานให้หลากหลายเข้าไว้ แต่ก็อดที่จะพิถีพิถันในการเลือกสรรไม่ได้
ก็ดิฉันเป็นคนรักสุขภาพและสนุกกับเรื่องอาหารการกินม้าก...มาก และถ้ามีอะไรดีๆ ก็อยากแบ่งปันให้คุณแม่ๆ
ที่เป็นบ้านเหมือนดิฉันได้รู้ด้วยค่ะ เหมือนอย่างอาหารที่ควรรับประทานคู่กัน ที่ดิฉันนำมาเสนอในครั้งนี้นี่ไงคะ
ที่บอกว่าต้องกินเป็นคู่ก็เพราะอาหารที่ร่างกายเรากินเข้าไปน่ะ ต้องผ่านกระบวนการย่อย
หรือที่ภาษาคุณหมอเขาเรียกว่ากระบวนการเผาผลาญอาหารก่อน และเมื่อผ่านการย่อยแล้วสารอาหารต่างๆ
ก็จะถูกดูดซึมได้ดีก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขบางอย่าง เช่น ต้องมีสารอาหารอีกตัวเป็นตัวช่วย
เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ต้องรู้จักเลือกรับประทานอาหาร เพื่อให้อาหารทีเรารับประทานเข้าไปเสริมส่งซึ่งกันและกัน
และร่างกายเราสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และครั้งนี้พิเศษสุดสำหรับคุณแม่คุณลูก เพราะแม่ลออกับคุณเปรี้ยวใจเธอเห็นถึงประโยชน์กับการกินเป็นคู่ของดิฉัน
ก็เลยขอจับตะหลิวหิ้วกระทะเข้าครัวกับเมนูกินเป็นคู่นี่แหละค่ะ แม่ลออทำอาหารเด็ก
คุณเปรี้ยวใจทำอาหารผู้ใหญ่โดยตั้งกติกาว่าต้องใช้วัตถุดิบแบบเดียวกันด้วย
เธอจะดวลกันทั้งหมด 3 ยกค่ะ ก็ 6 เมนูพอดิบพอดี ...ส่วนดิฉันขอพิสูจน์ด้วยการลองลิ้มชิมรสก็แล้วกันนะคะ
แต่ก่อนที่จะเข้าสู่การดวลเป็นคู่ของเธอทั้งสอง
ดิฉันว่าเราไปรู้ซึ้งถึงประโยชน์ของสารอาหารแต่ละคู่กันก่อนค่ะ
- เบต้าแคโรทีน และ น้ำมัน
- เบต้าแคโรทีนเมื่อเรารับประทานจะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอที่ผนังลำไส้เล็ก
ซึ่งถ้าพอจะจำสิ่งที่เราท่องสมัยเรียน (วิตามิน A - D - E - K อะ-เดค) กันได้ ก็จะรู้ค่ะว่า
วิตามินเอเป็นหนึ่งในวิตามินที่ละลายในไขมัน เบต้าแคโรทีนก็ละลายในไขมัน
เพราะฉะนั้นก็ควรรับประทานคู่กับอาหารที่มีไขมันและน้ำมัน เพราะจะช่วยให้ลำไส้เล็กดูดซึมเบต้าแคโรทีนได้มากและง่ายขึ้น
แต่ก็อย่าหนักมือไปนักนะคะ สำหรับอาหารประเภทไขมันน่ะ เดี๋ยวจะได้ไขมันรอบพุงเป็นของแถม
มื้อเช้าที่ผ่านมาดิฉันจึงเลือกซุบข้าวโพดใส่เต้าหู้ทอดให้สมาชิกในครอบครัวค่ะ
- ตัวอย่างอาหารที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน ได้แก่ ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองแดง เช่น แครอต ฟักทอง
แคนตาลูป มะละกอสุก ข้าวโพด ลูกพลับ มะม่วงสุก ผักคะน้า ผักโขม แอพพริคอท เป็นต้น
- คาร์โบไฮเดรต และ วิตามินบี 1
- เมื่อเรารับประทานอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ร่างกายจะย่อยเป็นกลูโคสและเปลี่ยนเป็นพลังงานโดยใช้วิตามินบี 1 ค่ะ
สำหรับคู่นี้ดิฉันขอแนะนำให้คุณรับประทานแซนด์วิชทูน่ากับสลัดผักราดน้ำสลัดใส ผสมจมูกข้าวสาลีค่ะ
รับรองอร่อยอย่าบอกใครเชียว แต่ดิฉันก็อดที่จะบอกคุณไม่ได้ ของอร่อยแถมมีประโยชน์จะอุบไว้คนเดียวได้อย่างไรล่ะค่ะ
- อาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตได้แก่ ขนมปัง ข้าว แป้ง น้ำตาล เมล็ดธัญพืช พืชหัวที่ให้แป้งสูง
เช่น มันสำปะหลัง เป็นต้น
- แหล่งอาหารที่มีวิตามินบี 1 ได้แก่ เนื้อหมู ตับ ปลาตระกูลปลาทู ไข่แดง นม เครื่องในสัตว์ ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต
ข้าวสาลี จมูกข้าวสาลี ถั่วเมล็ดแห้ง ผักใบเขียว งา กระเทียม ยีสต์ (บริวเวอร์ยีสต์) เป็นต้น
- ธาตุเหล็ก และ วิตามินซี
- ธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบของทุกเซลล์ในร่างกาย โดยจะรวมอยู่กับโปรตีน
และไม่ถูกทำลายหรือใช้จนหมดไปแต่จะมีการใช้แบบหมุนเวียนค่ะ โดยจะเก็บสะสมไว้ที่ตับ ม้าม
เลือดและไขกระดูก ร่างกายจะดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีเมื่อมีวิตามินซี หรือเมื่อมีภาวะกรดในกระเพาะค่ะ
โดยวิตามินซีจะทำหน้าที่เปลี่ยนธาตุเหล็กที่มีอยู่ในอาหารที่เรารับประทาน ให้อยู่ในรูปของอณูเล็กๆ
ที่ถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้ดีค่ะ
- สำหรับคู่นี้ดิฉันเตรียมเปรี้ยวหวานตับไว้ค่ะ เพราะอาหารสุดโปรดของเจ้าตัวเล็กของดิฉันคือตับ
นอกจากนี้ดิฉันก็เสริมด้วยมะละกอสุกหรือส้มเขียวหวานเป็นของหวานปิดท้ายให้อีกด้วยค่ะ
- แหล่งอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงได้แก่ ตับ เครื่องในสัตว์ เนื้อแดงไม่ติดมัน เลือด ไข่แดง หอยนางรม
นอกจากนี้ธาตุเหล็กยังอยู่ในผักและผลไม้หลายชนิด เช่น ผักใบเขียว ข้าวกล้อง กะหล่ำปลี ผักกาดหอม
หัวหอม มะเขือเทศ ผักบุ้ง ผักตำลึง ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโอ๊ต ถั่วต่างๆ เป็นต้น
แต่การดูดซึมธาตุเหล็กจากผักและผลไม้ ไม่ดีเท่ากับที่ได้จากเนื้อสัตว์ค่ะ
- ส่วนวิตามินซีมากในมะขามป้อม มะเขือเทศ ฝรั่ง สับปะรด มะนาว สตรอว์เบอรี่ ส้ม
ผักใบเขียว พริกหยวก พริกเขียว พริกแดง ผักบุ้ง มะเขือยาว คะน้า บรอคโคลี่ กะหล่ำ
มันฝรั่ง มะละกอ แตงไทย เป็นต้น
- วิตามินเอ และ โปรตีน
- เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีวิตามินเอ และถูกดูดซึมในลำไส้เล็กโดยอาศัยน้ำมันแล้ว
จะมีโปรตีนสองกลุ่มทำหน้าที่เป็นไกต์ค่ะ กลุ่มแรกคือ ไลโปโปรตีน พาไขมันไปที่ตับ
อีกกลุ่มหนึ่งคือ Retinol-binding protein พาวิตมินเอจากตับเข้าสู่กระแสเลือด
และส่งไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายค่ะ เมนูแนะนำสำหรับคู่นี้คือ เนื้อผัดใส่ใบโหระพา
ตบท้ายด้วยมะละกอสุกหรือมะม่วงสุกค่ะ
- ตัวอย่างอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง เนย แครอต มะละกอ คะน้า
ใบยอ ใบแมงลัก โหระพา ตำลึง ผักโขม ยอดแค ใบบัวบก ชะอม กระถิน พริกขี้หนูชี้ฟ้า มะม่วงสุก เป็นต้น
- ส่วนโปรตีนพบในเนื้อสัตว์ทุกประเภทค่ะ รวมทั้งนม ไข่ ถั่ว เต้าหู้ เต้าฮวยก็มีค่ะ
- แคลซียมและฟอสฟอรัส และ วิตามินดี
- เกลือแร่หลักที่พบมากที่สุดในร่างกายของเราก็คือแคลเซียมค่ะ ทั้งในกระดูก ฟัน เล็บและผม
แคลเซียมทำหน้าที่สร้างความเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้อวัยวะดังกล่าว
โดยจะทำงานร่วมกับฟอสฟอรัสเพื่อนรักค่ะ
- ฟอสฟอรัสนั้นพบในร่างกายเป็นอันดับสองรองจากแคลเซียม แหล่งเก็บฟอสฟอรัสในร่างกายคือ
กระดูกและฟันควบคู่กับแคลเซียม เรียกได้ว่าคู่นี้มักอยู่ด้วยกันเสมอ และความสมดุลระหว่าง
ฟอสฟอรัสกับแคลเซียมในร่างกายจะทำให้เกลือแร่อื่นๆ ทำหน้าที่ได้ดีค่ะ
- ส่วนวิตามินดีไม่ได้มาเป็นส่วนเกินระหว่างแคลเซียมและฟอสฟอรัสนะคะ
แต่มาเป็นแม่สื่อช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมเกลือแร่ทั้งสองชนิดให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ
ร่างกายเราสามารถรับวิตามินดีได้จากสองทาง คือจากการสร้างที่ผิวหนังโดยอาศัยรังสีอัลตราไวโอเลต (ยูวี)
จากแสงแดดอ่อนๆ และจากอาหารที่เรารับประทาน สำหรับคู่นี้ดิฉันเลือกแกงส้มกะหล่ำดอก
กับปลาไส้ตันทอดกรอบ เสริฟคู่กับข้าวกล้องร้อนๆ เป็นมื้อเย็นของเมื่อวานนี้เองค่ะ
- และโชคดีค่ะที่ครอบครัวดิฉันเป็นครอบครัวรักการออกกำลังกาย
เรามักจะออกมาเดินเล่นที่สนามหญ้าหน้าบ้านเพื่อรับแสงแดดอ่อนๆ ตอนเช้าเป็นประจำ
นอกจากจะได้รับวิตามินดีแล้วยังได้รับอากาศบริสุทธิ์ ลูกก็ได้วิ่งออกกำลังกายด้วยค่ะ
- แหล่งอาหารที่ดีสำหรับแคลเซียมได้แก่ นม เนย ปลาตากแห้ง ปลาตัวเล็กที่รับประทานทั้งตัว
เช่น ปลากะตัก ปลาไส้ตัน กะปิ เป็นต้น เพราะแคลเซียมในอาหารเหล่านี้มีปริมาณสูงและถูกดูดซึมได้ดี
ส่วนผักหลายชนิดเป็นแหล่งอาหารที่ให้แคลเซียมได้ เช่น ผักโขม คะน้า ผักกระเฉด กะหล่ำปลี
กะหล่ำดอก ใบยอ ใบขี้เหล็ก ยอดแค ลูกพรุน ถั่วต่างๆ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง งา เป็นต้น
แต่การดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายไม่ดีเท่าอาหารที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ค่ะ
- แหล่งอาหารที่ให้ฟอสฟอรัส เช่น นม เนื้อ ปลา เป็ด ไก่ ไข่ เนยแข็ง ตับ ข้าวกล้อง ถั่ว ยีสต์ เป็นต้น
- แหล่งอาหารที่ให้วิตามินดีคือ น้ำมันตับปลา ปลาที่มีไขมัน เช่น ปลาโอ ปลาซาร์ดีน ปลาซาบะ เป็นต้น
นม เนย ตับ ไข่แดง เป็นต้น
เมื่อทราบแล้วว่าสารอาหารประเภทใดควรรับประทานคู่กัน
ก็คงพอได้แนวทางสำหรับเมนูของสมาชิกในครอบครัวกันแล้วใช่ไหมคะ
แต่ถ้ายังนึกไม่ออกลองแวะไปถามแม่ลออกับป้าเปรี้ยวใจดูนะคะ ว่าทั้งสองจะมีเมนูใดมาแนะนำ
ได้ข่าวมาว่าคุณเธอทั้งคู่เตรียมเมนูชุดใหญ่ทั้งเมนูลูกเบบี๋
ลูกวัยเตาะแตะและอาหารสำหรับผู้ใหญ่อย่างเราๆ ด้วยล่ะค่ะ เห็นทีว่าดิฉันจะต้องขอไปแจมบ้านเธอบ้างแล้วล่ะ
(update 14 มกราคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 271 สิงหาคม 2548 ]
|