เมื่อเอ่ยถึงคำว่า เบาหวาน หลายคนคิดว่า ชีวิตนี้คงแย่แล้ว
จะหาความสุขไม่ได้ ต้องยุ่งยากในเรื่องอาหารการกิน ไม่สามารถกินของอร่อยได้ ที่จริงแล้ว
คนเป็นเบาหวานยังคงมีความสุขได้เหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป ถ้ามีความเข้าใจในเรื่องโรค
รู้จักเลือกกินอาหารและมีวินัยในการดูแลตนเอง
กินอาหาร --> กลายเป็นน้ำตาล --> ไม่เข้าสู่เซลล์ --> น้ำตาลคั่งในเลือด --> เบาหวาน
เบาหวานคือการที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะจากการกินน้ำตาลมากเกินไป
ความจริงตัวน้ำตาลเองมิได้เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคเบาหวาน แต่การกินน้ำตาลมากเกินไป เป็นผลให้เกิดความอ้วน
และนำมาซึ่งโรคเบาหวานได้
ที่จริงแล้วโรคเบาหวาน เกิดจากการทำงานของต่อมไร้ท่อในตับอ่อนผลิตสารที่เรียกว่า อินซูลิน
ออกมาน้อยกว่าปกติ ไม่พอกับการเผาผลาญน้ำตาลในเลือดหรืออีกกรณีหนึ่งตับอ่อนยังทำงานดี
แต่อินซูลินลดความสามารถที่จะชักนำให้น้ำตาลผ่านเข้าไปในเซลล์ เมื่อเซลล์ได้รับน้ำตาลขาดๆ หายๆ
ก็จะเกิดอาการขาดพลังงาน ร่างกายจึงเสื่อมโทรม อ่อนเปลี้ยเพลียแรง
จะเห็นได้ว่าการเป็นเบาหวาน คือการบกพร่องของการควบคุมจากภายนอกโดยการกินอาหารให้ถูกสัดส่วน
และไม่มากเกินความต้องการของร่างกาย จึงมีความสำคัญในการควบคุมโรคเบาหวาน
ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นมักไม่มีอาการแสดงให้เห็น ดังนั้น การเจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด
เป็นประจำจึงเป็นสิ่งจำเป็น และการดูแลไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไปมีความสำคัญ
ในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้แก่ การเสื่อมของหลอดเลือดในร่างกาย
เช่น ในส่วนของตา ทำให้เบาหวานขึ้นตา การเสื่อมของหลอดเลือดที่ไต มีผลทำให้ไตเสื่อมสมรรถภาพจนถึงไตวายเรื้อรัง
การเป็นแผลไม่หายนำไปสู่การตัดขา นอกจากนี้ ยังมีผลต่อหลอดเลือดสมองทำให้ตีบตัน เกิดอาการอัมพาตหรืออัมพฤกษ์
หลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคความดันเลือดสูง ปลายประสาทเสื่อมทำให้มือและเท้าชา
เบาหวานมีหลายประเภท เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหนก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
แต่สามารถควบคุมได้ สูตรสำคัญในการที่จะควบคุมเบาหวานได้ คือการควบคุมอาหาร การออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ใช้ยาตามแพทย์กำหนด และตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ
การควบคุมโรคที่ดีหมายถึง การควบคุมระดับน้ำตาล ระดับไขมัน และความดันเลือดให้ได้ตลอดเวลา
ผู้ป่วยเบาหวานหลายคนเข้าใจว่า เมื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารครั้งใดแล้วอยู่ในระดับปกติ
แปลว่าหายจากเบาหวานแล้ว สามารถกินได้ตามใจปาก แท้ที่จริงระดับน้ำตาลในเลือดที่ตรวจได้เป็นระดับน้ำตาล
ขณะที่เจาะเลือดเท่านั้น หากคนใดพยายามคุมอาหารเฉพาะช่วงวันใกล้ๆ จะมาเจาะเลือดระดับน้ำตาลที่เจาะได้
ก็จะดีกว่าความเป็นจริง ถ้าจะให้ดีควรมีการเจาะเลือดด้วยตนเองที่บ้านเป็นประจำก่อนและหลังอาหาร
เพื่อช่วยทำให้เรียนรู้ถึงการตอบสนองของระดับน้ำตาลในเลือดต่ออาหารแต่ละชนิดที่กิน
และทำให้สามารถหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้น้ำตาลขึ้นสูงได้อย่างถูกต้อง
- รู้จักกิน ควบคุมเบาหวานได้
หัวใจสำคัญของการควบคุมเบาหวานคือ การกินอาหารให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย
ไม่มากหรือน้อยเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้น้ำตาลขึ้นสูงหรือขึ้นเร็วเกินไป
ในขณะเดียวกันถ้ากินน้อยเกินไปอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปจนเป็นอันตรายได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนเป็นเบาหวานที่มีการฉีดอินซูลิน
ที่จริงแล้ว หลักการกินอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ก็ไม่แตกต่างจากหลักการกินเพื่อให้สุขภาพที่ดีของคนทั่วไป
คือการกินอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่ ให้ถูกสัดส่วน ปริมาณพอเหมาะ และมีความหลากหลาย
ในหมวดข้าวแป้งซึ่งเป็นอาหารหลักที่ให้พลังงานกับร่างกาย คนเป็นเบาหวานควรเลือกกินข้าวกล้อง
ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท หรือแป้งที่ไม่ขัดสีมากกว่าข้าวขาว เพราะร่างกายย่อยและดูดซึมได้ช้ากว่า
ระดับน้ำตาลในเลือดจึงไม่ขึ้นสูงเร็ว ที่สำคัญต้องระวังปริมาณที่กินอย่าให้มากเกินไป
โดยทั่วไปไม่ควรเกินมื้อละ 2-3 ทัพพี ยกเว้นในคนที่ทำงานหนักต้องใช้แรงมาก
หรือเล่นกีฬาอาจต้องการมากขึ้น
คนเป็นเบาหวานควรเน้นการกินผักให้มากขึ้น ผักส่วนใหญ่มีใยอาหารสูง จึงช่วยให้กระบวนการย่อย
และการดูดซึมเกิดขึ้นช้าๆ ร่างกายดูดซึมน้ำตาลไปใช้ได้ดีขึ้น จึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
นอกจากนี้ อาหารที่มีใยอาหารสูงทำให้อิ่มท้อง กินอาหารได้น้อยลง จึงช่วยในการลดน้ำหนัก
ส่งผลให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น จึงช่วยลดความรุนแรงของโรคเบาหวานลงได้
โดยปกติควรกินผักต่างๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 5-6 ทัพพี ถ้าเป็นผักสด ลวก หรือต้ม
จะดีกว่าการนำผักไปผัดหรือทอด เพราะอาจทำให้ได้ไขมันมากเกินไป
คนเป็นเบาหวานกินผลไม้ได้ แต่ต้องระวังปริมาณไม่ให้มากเกินไป ไม่ควรกินผลไม้รสหวานจัด
และไม่ควรกินครั้งละมากกว่า 14 ส่วน สามารถกินได้วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหารหรือเป็นอาหารว่าง
ปริมาณผลไม้ 1 ส่วน จะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาด ความหวานหรือปริมาณคาร์โบไฮเดรต
ซึ่งพอจะกะประมาณได้ดังนี้
1 ผลไม้เล็ก 1 ส่วน = 5-8 ผล เช่น ลำไย ลองกอง องุ่น
1 ผลไม้ผลกลาง 1 ส่วน = 1-2 ผล เช่น ส้ม ชมพู่ กล้วย
1 ผลไม้ผลใหญ่ 1 ส่วน = 1/2 ผล เช่น มะม่วง ฝรั่ง
1 ผลไม้ผลใหญ่มาก 1 ส่วน = 6-8 ชิ้นพอคำ เช่น มะละกอ สับปะรด แตงโม
อาหารจำพวกเนื้อสัตว์คนเป็นเบาหวานต้องการไม่แตกต่างไปจากคนปกติ คือวันละประมาณ 6-9 ช้อนโต๊ะ
ยกเว้นคนที่มีปัญหาเรื่องไตร่วมด้วยควรลดปริมาณลง เนื้อสัตว์ที่กินควรเป็นชนิดที่มีไขมันน้อย
สำหรับนมถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการย่อยนม ควรดื่มนมจืดพร่องมันเนยหรือไม่มีไขมันวันละ 1 แก้ว
ควรหลีกเลี่ยงนมปรุงแต่งรสหรือนมเปรี้ยวทุกชนิด เพราะนมเหล่านี้มีการเติมน้ำตาลเพิ่มมากกว่าที่มีอยู่ในนมตามธรรมชาติ
ทำให้การควบคุมเบาหวานยากขึ้น
คนเป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง โยเฉพาะไขมันจากสัตว์
และระวังไม่ใช้น้ำมันในการประกอบอาหารมากเกินไป การลดอาหารไขมันจะช่วยควบคุมน้ำหนักตัว
ทำให้อินซูลินทำงานดีขึ้น จึงควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังควรลดอาหารเค็ม
เพื่อป้องกันความดันเลือดสูงและไตเสื่อม และหลีกเลี่ยงการกินขนมหวานหรือการใช้น้ำตาลในการปรุงอาหารโดยไม่จำเป็น
ถ้าอยากกินขนมหวานควรลดข้าวในมื้อนั้นลง และกินผักให้มาก หรืออาจใช้น้ำตาลเทียมแทนก็ได้
ปริมาณอาหารที่กินมีส่วนสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันอย่างมาก ฉะนั้น ควรกินแต่พออิ่ม
และหมั่นชั่งน้ำหนักตัวเป็นระยะ ระวังไม่ให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นแสดงว่ากินมากเกินหรือกินไม่ถูกสัดส่วน
ควรลดปริมาณอาหารที่กินลงอีก แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีน้ำหนักเกินอยู่แล้ว การที่น้ำหนักค่อยๆ ลดลง
และเรารู้สึกสบายดีก็ถือว่าปริมาณอาหารที่กินนั้นเหมาะสมถ้าไม่แน่ใจว่ากินได้ถูกต้องคนเป็นเบาหวาน
อาจปรึกษานักกำหนดอาหารหรือนักโภชนาการ เพื่อเรียนรู้ชนิดและปริมาณอาหารที่เหมาะสม
การกินอาหารเป็นเวลาเป็นเรื่องสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่
คนเป็นเบาหวานจึงควรกินอาหารวันละ 3 มื้อ (ยกเว้นผู้เป็นเบาหวานที่ฉีดอินซูลิน
อาจต้องกินอาหารว่างตอนบ่าย หรือก่อนนอนด้วย) หลีกเลี่ยงการกินจุบจิบ
หรือการงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง
(update 11 มกราคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 316 สิงหาคม 2548 ]
|