ทำอย่างไร ครอบครัวไทยจะมีสุขได้ในยุคนี้


เขียนบทความและทำรายการทีวีของรักลูกถือเป็นภารกิจที่หมอต้องให้เวลาเสมอทั้งๆ ที่มีรายการและกิจกรรมอื่นเข้ามามาก ทั้งทางวิชาการการแพทย์ การพัฒนาเด็ก และระยะหลังเริ่มต้องเป็นเถ้าแก่ในงานมงคลสมรส ทั้งการปูที่นอนแก่คู่บ่าวสาว ซึ่งต้องศึกษาตำราล่วงหน้าเพื่อทำสิ่งที่เป็นมงคลแก่คู่สมรส คิดว่าบิดามารดาเขาให้เกียรติเราสูงเป็นผู้ปูที่นอน ต้องตั้งจิตอธิษฐานให้เขามีความสุขความเจริญ มีครอบครัวที่เป็นปึกแผ่นและอยู่เย็นเป็นสุข ระยะหลังต้องเป็นผู้สวมมงคลสมรส และเมื่ออายุมากขึ้น งานศพจะมากขึ้น สมัยก่อนนี้นานๆ จะไปสักงาน ส่วนมากผู้ล่วงลับเป็นรุ่นปู่ รุ่นพ่อ ต่อมาเป็นรุ่นพี่ ตอนนี้รุ่นตัวเองมากขึ้น ได้มรณานุสติดีเช่นกัน

งานสังคมก็ดำเนินไป แต่งานให้ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ดูแลเด็ก หมอยังไม่ปล่อยวางสักที ที่ปล่อยวางแล้วคือ งานที่ริเริ่มวิทยาการด้านต่อมไร้ท่อ เบาหวาน และฮอร์โมนในเด็กและวัยรุ่น ซึ่งมีอาจารย์รุ่นน้องๆ เก่งๆ ทำได้ดีกว่าสมัยหมออีก แต่งานด้านทีวีก็ปฏิเสธไปบ้าง เพราะอายุมากทำไม่ไหว เว้นไว้เจ้าเดียวคือรักลูก ทำมาด้วยกันนานแล้ว เจ้าอื่นก็ช่วยเป็นบางวาระและโอกาสจะอำนวย

งานที่รณรงค์ยังเลิกไม่ได้คือ “ครอบครัวอ่อนหวาน” กินหวานแต่น้อย อย่ากินมาก ในกลุ่ม NO SUGAR CAMPAIGNE ได้ผลพอควร เวลานี้พ่อแม่กลัวลูกอ้วน กลัวเบาหวาน กลัวฟันผุกันมากขึ้น งานต่อไปคือ “รณรงค์เพื่อวัยรุ่นดีมีจริยธรรม” กำลังทำอย่างเข้มข้น ทวนกระแสที่ว่า วัยรุ่นวัยวุ่น ทั้งยาเสพติด ผิดเพศ และค่านิยมที่ผันแปรไป คิดว่างานนี้คงต้องรณรงค์ยาวนาน อาจจะต้องเริ่มตั้งแต่อนุบาลด้วยซ้ำไป เพราะจะรอจนวัยรุ่นก็สายเสียแล้ว

ฝากเรื่องสำคัญ คือ ทำอย่างไรเด็กไทยจะไม่หยิบโหย่ง ชอบสบาย ไม่สู้งานหนัก ไม่มานะ อดทน หรือมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เหมือนเด็กสมัยที่บ้านเรายังลำบาก ต้องต่อสู้เพื่อก่อร่างสร้างตัว สร้างบ้านแปงเมืองดั่งคนไทยในอดีต ไม่ฟุ่มเฟือย พ่อแม่ลูกใกล้ชิดช่วยกัน อดออม และรู้จักค่าของเงิน ทำการงานก็ไม่มุ่งค้ากำไร เอาเปรียบคนอื่น เป็นพ่อค้าแม่ค้าก็มีเมตตาของความเป็นพ่อแม่ต่อลูกค้า ผู้มาซื้อเหมือนลูก จึงเรียกลูกค้า มีอะไรแบ่งปันกันกินกันใช้

ปัจจุบันยุคสมัยของการค้าแบบตะวันตก เลียนแบบตะวันตกทุกอย่าง คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน ช่องว่างกว้างถ่างเช่นนี้ คนรวยหยิบมือ แต่มีทรัพย์สินเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ คนจนมากมาย ปากท้องต้องหากิน แต่มีทรัพย์สินเพียงจิ๊บจ๊อย สมัยก่อนเศรษฐีต้องมีโรงทานแจกคนยากคนจน ช่วยเหลือคนจน เดี๋ยวนี้เศรษฐีบางคนแค่นั่งหายใจเข้าออกเงินก็ไหลมาเทมา ดังข้อมูลที่หมอได้อ่านมาจากหนังสือพิมพ์มติชนเป็นประกาศของ สปรส. โดยเขานำข้อมูลมาจากปาฐกถาของ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในการประชุมประจำปีของมูลนิธิสาธารณสุขประจำปี 2547


เผยสังคมไทยยุคแปลกแยก-แตกขั้ว

เบื้องหลังอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สังคมไทยกำลังอยู่ในยุคที่เรียกว่าเป็น “สังคมแตกขั้ว” เพราะเกิดความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาสและปรากฏช่องว่างทางเศรษฐกิจอย่างเด่นชัด

ขั้วที่ 1 “โคตรรวย กับ โคตรจน”
นับแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเริ่มใช้ในปี 2504 ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้คือ เกิดกลุ่ม “โคตรรวย” (Super rich) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 20 จากประชากรทั้งหมด ที่ได้ครอบครองทรัพย์สินของประเทศถึงร้อยละ 57 ในขณะเดียวกับที่เกิดกลุ่ม “โคตรจน” (Ultra poor) ที่อยู่ในกลุ่มร้อยละ 20 ของประชากรที่มีรายได้น้อยที่สุด ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทรัพย์สินที่ถือครองเพียงร้อยละ 3.4 ของทั้งหมดในประเทศ

เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือ ถ้าแทนค่าทรัพย์สินของประเทศไทยทั้งหมดเป็นเงิน 100 บาท คนรวยที่รวยที่สุดเป็นเจ้าของอยู่ 57 บาท ในขณะที่พวกคนจนที่สุด ซึ่งมีจำนวนประชากรเท่าๆ กัน คือร้อยละ 20 ของคนทั้งประเทศ เป็นเจ้าของเพียง 3 บาท 40 สตางค์ เท่านั้น

ขั้วที่ 2 ขั้วบ้านนอก กับ ขั้วในเมือง
คนในเมืองและคนชนบทมีภาวะเศรษฐกิจที่เหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน เครื่องสะท้อนอย่างหนึ่งคือ ข้อมูลเกี่ยวกับเงินฝากธนาคาร โดยในขณะนี้เงินฝากธนาคารพาณิชย์เป็นของคนกรุงเทพฯ ถึง 2 ใน 3 ของเงินฝากธนาคารทั้งหมด ซึ่งเท่ากับว่าเงินฝากธนาคารในอีก 75 จังหวัด มียอดรวมเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น


คนไทยเป็นหนี้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ว่าหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนของคนไทย ในปี 2545 เพิ่มขึ้นจากปี 2541 เฉลี่ยครัวเรือนละกว่าหนึ่งหมื่นบาท โดยเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 69,674 บาทต่อครัวเรือนในปี 2541 เป็น 83,314 บาท ในปี 2545 และในช่วงระหว่างปี 2545-2547 ก็ยังคงมีอัตราเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยครัวเรือนในทุกภาค มียอดหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.7 ต่อปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือมีอัตราเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ ร้อยละ 24.8 ต่อปี ตามด้วยภาคกลาง 22.3 ต่อปี

ความจริงไม่ว่ายากดีมีจน การเกิดเป็นมนุษย์ได้นั้นยากลำบากที่สุด มีอาจารย์แพทย์ 2 ท่าน สนใจธรรมมะมาก ได้มาบรรยายพิเศษในการประชุมวิชาการ เรื่อง “ธรรมะกับการแพทย์” ให้ได้ฟังเมื่อเร็วๆ นี้ คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านนำไปใช้กับตนเอง ครอบครัว และการอบรมเลี้ยงดูลูก

ทั้ง 2 ท่านได้ศึกษาและปฏิบัติเป็นเวลายาวนาน กล่าวเตือนเพื่อนแพทย์ว่า แพทย์นั้นมีเทวทูตให้เห็นเสมอในอาชีพของเราคือ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ในอาชีพพวกเราเห็นอยู่ตลอดเวลา คงจะระลึกถึงสัจธรรมและความไม่เที่ยง และได้ช่วยแนะนำคนไข้ของเราด้วยในเวลาป่วยไข้

ท่านได้ค้นคว้าพระไตรปิฎก คำพุทธพจน์ กล่าวไว้ว่า การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากเย็น มีโอกาสน้อยมาก ส่วนมากจะไปเกิดในภพภูมิอื่นที่ต่ำกว่าหรือเป็นเดรัจฉาน เปรียบประดุจในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มีแอกลอยอยู่ (คงคล้ายวงแหวน) โอกาสที่เต่าตาบอดจะลอยตัวขึ้นมาทุก 100 ปี และมาลอดตัวเข้าใต้แอกนี้มีน้อยมาก

การเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเกิดมาแล้วโอกาสมีชีวิตโดยเฉลี่ยเพียง 75 ปีที่จะทำความดี นับว่ามีเวลาน้อย ดุจจุดเทียนเล่มเดียวเปรียบกับอายุขัยของภพภูมิที่อื่นทั้งสวรรค์และนรก ดังนั้นควรเร่งทำความดีเพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่น ซ้ำยังเพื่อโลกหน้า เหมือนส่งเบี้ยประกันของบริษัทซึ่งได้เพียงชาตินี้ แต่การสะสมทำความดีประกันถึงภพหน้าได้ด้วย

ลูกมนุษย์กว่าจะเกิดได้นั้นยากนัก เราเลี้ยงดูให้เขาเป็นคนดี มีจริยธรรม เท่ากับว่าพ่อแม่คุ้มครองป้องกันส่งเบี้ยประกันให้เขาอยู่ในภพภูมิที่มีสุข มีโอกาสทำความดีถึงชาติหน้าให้เกิดเป็นมนุษย์อีก ทั้งนี้เพราะจิตมนุษย์ก่อนตายนั้นสับสน ด้วยความทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บ ความกลัวตาย และความทรมานก่อนตาย ถ้าไม่ได้ฝึกจิตมาเพียงพอ มักมีอวิชชาและอกุศลจิต จิตมักไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ดี โอกาสจะมาเป็นมนุษย์มีน้อยมาก

การเลี้ยงลูกให้เขาเป็นคนดีมีจิตเป็นกุศล คิดดี ทำดีเสมอ ทำได้ไม่ง่ายเลย เพราะจิตคนเราจะไหลเหมือนน้ำจากเบื้องบนสู่เบื้องต่ำ กิเลสจะดึงไปเพื่อความเพลิดเพลิน โดย โลภะ โทสะ โมหะ และเสพติดกับสิ่งที่ตนพอใจ ทั้งหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นวิสัยของมนุษย์ปุถุชน จิตของเราจึงถูกห่อหุ้มไว้เช่นนี้ด้วยกิเลส

การเลี้ยงลูกตามคติโบราณคือ อบรมบ่มนิสัย ปลูกฝังให้เป็นคนดี ซึ่งยุคปัจจุบันพ่อแม่อยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ ยุคข่าวสารข้อมูล และบ้านเมืองเราเปิดประเทศมุ่งค้าขาย ดูอัตราการเจริญทางเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น ตลาดทุน แข่งกันค้าขาย ใครเป็นคู่แข่งก็ต้องเบียดให้ตกกระดานไปเลย ทำทุกวิถีทางให้รวยที่สุด ฯลฯ เป็นวัฒนธรรมทางตะวันตกที่เข้ามารวดเร็ว

เวลานี้ผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนล้วนแล้วแต่เรียนมาจากประเทศตะวันตก ใช้ยุทธวิธีทุกรูปแบบเพื่อให้ประสบความสำเร็จสูงสุด และนำมาผลักดันบุคลากรในองค์กรให้หัวปั่น ประเมินโดยผลงาน ใครทำเม็ดเงินได้มากก็ได้รางวัล ใครปรับตัวไม่ได้ก็ออกไป ฯลฯ

บางแห่งทำเหมือนไม่มีความเมตตาปรานีต่อกันดังธรรมเนียมไทยในอดีต จึงไม่แปลกใจที่มีคนรวยสุดๆ และคนจนสุดๆ เช่นกัน

ฝรั่งที่เขาประสบความสำเร็จสูงสุดทางการเงิน แต่ขาดความสุขในชีวิต จิตมีทุกข์ทั้งที่รวยมากๆ เพราะคำว่า “ไม่พอ” กำลังสนใจเคล็ดลับคนเอเชียว่า ทำไมทั้งจนก็มีสุขได้ ดังนิตยสารไทม์แมกกาซีนวิเคราะห์การมีความสุขในชีวิตให้หันกลับมามองตนเอง

ปรัชญาทางตะวันออกเน้นให้มี “ฉันทะ” ความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ นั่นคือคำตอบ เราสอนเด็กให้อยู่กับความเป็นจริง มีความขยันหมั่นเพียร ไม่ฟุ้งเฟ้อ มีความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ แต่ไม่ปล่อยชีวิตให้ล่องลอยหรือเกียจคร้าน ซึ่งบางคนเข้าใจผิดคิดว่า ถ้าไม่ส่งเสริมให้แข่งขันกันกับประเทศอื่นๆ คืองอมืองอเท้าไม่ทำอะไร นั่นคือความเข้าใจผิด

เพื่ออนาคตลูกต้องศึกษาให้เต็มที่ เป็นคนดีที่ขยันขันแข็ง ประพฤติดีมีจริยธรรม ไม่ให้ร้ายผู้อื่น ไม่ฉ้อโกง มีจิตเป็นกุศล และพัฒนาตนตลอดเวลา มีพรหมวิหาร 4 ครบถ้วนนี้จะช่วยได้มากเพราะผู้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เปรียบเสมือนคนตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ โบราณว่ามีเทวดารักษา คือผลจากกรรมดีนี้จะตอบสนองทำงานที่ไหนก็มักประสบความสำเร็จดี ครอบครัวดีมีสุข

ดังนั้นการเลี้ยงลูกซึ่งเขาคงทำบุญ ทำความดีมาพอควรจึงเกิดเป็นลูกมนุษย์ ลูกของเราได้ต้องผูกพันกันมาแต่อดีต ถ้าท่านเชื่อบุญเชื่อกรรมว่าอดีตชาติมีจริง ตายแล้วไม่ดับสูญ เป็นเช่นนี้มาเป็นกัลป์แล้ว เราจะปลูกฝังอย่างไรให้ลูกเราได้ทำความดี เพิ่มบุญบารมีต่อไป เพราะความดีไม่หนีสูญไปไหน พ่อแม่ทำความดี กุศลจะตอบแทนแก่ลูกและครอบครัว จะดำรงวงศ์สกุลได้ ลูกต้องทำความดีต่อไป

ที่หมอเขียนมานี้ยาวหน่อยเพราะวิเคราะห์ดูสภาวะปัจจุบันนี้ เราเพ่งเล็งแต่เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน มุ่งแต่รวยๆๆๆ อย่างเดียว ไม่ค่อยเน้นการทำความดี การสอนลูกให้เสียสละ ช่วยเหลือผู้ด้อยกว่า อุ้มชูประคับประคองผู้ด้อยโอกาส คนพิการ ฯลฯ เพื่อคนไทยจะได้ก้าวเดินไปด้วยกันทั้งคนรวยคนจน ไม่ใช่คนรวยก้าวกระโดด คนจนจมน้ำไม่มีคนช่วย ถ้าคนไทยทุกคนช่วยกัน สอนลูกไทยของเราให้มีจิตเพื่อส่วนรวม คนมีคนจน ยากดีมีจน ก็มีสุขได้แบบไทยๆ ในอดีตกาล


(update 20 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 275 ธันวาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600