ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็เป็นทอนซิลอักเสบได้ทั้งนั้น แต่เด็กจะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าเพราะร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำกว่า มาทำความรู้จักต่อมเล็กๆ ในปากทั้งสองข้างที่ชื่อทอนซิลกันเถอะ
ทอนซิลเป็นต่อมน้ำเหลืองที่อยู่บริเวณด้านหลังและเหนือลิ้นในช่องปากทั้ง 2 ข้างมีหน้าที่ดักจับและต่อสู้กับเชื้อโรคที่จะผ่านเข้าสู่คอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในปาก คอและไซนัส แต่ถ้าต่อมทอนซิลติดเชื้อก็จะมีอาการอักเสบและบวมแดง อาการลักษณะนี้เรียกว่า ทอนซิลอักเสบ ซึ่งโรคนี้พบบ่อยมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กช่วงชั้นอนุบาลและวัยที่ไปโรงเรียนเพราะร่างกายยังมีภูมิต้านทานต่ำ
เมื่อมีเชื้อโรคที่แบคทีเรียและไวรัสเข้าไปในคอจำนวนมากจะให้ทอนซิลติดเชื้อมีอาการอักเสบและบวมแดง ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้ยังสามารถแพร่กระจายไปติดต่อคนที่มาคลุกคลีใกล้ชิดด้วยทางน้ำมูก น้ำลาย และการใช้ของบางอย่างร่วมกับคนที่เป็นทอนซิลอักเสบ ทางที่ดีจึงไม่ควรเข้าไปเล่นคลุกคลีกับคนที่เป็นทอนซิลอักเสบจะดีกว่า
เด็กที่เป็นทอนซิลอักเสบจะมีอาการไข้และเจ็บคอ แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการอักเสบ บางคนอาจมีเสียงเปลี่ยนหรือเสียงหายไปเลยก็มี
ช่วงที่ลูกป่วยเป็นต่อมทอนซิลอักเสบจะสังเกตเห็นว่า ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอหรือใต้คางอาจโตจนเอามือคลำได้ หรือบางทีโตมากจนมองเห็นเป็นก้อนนูนขึ้นมาชัดเจน เด็กบางคนอาจมีกลิ่นปากเหม็นหรือปวดศรีษะร่วมด้วย ถ้าให้ลองอ้าปากจะมองเห็นต่อมทอนซิลโตและมีสีแดงมากกว่าปกติและบางทีอาจมีหนองสีเหลือง ขาว หรือเทาคลุมอยู่บนทอนซิลด้วย
เมื่อสงสัยว่าลูกอาจเป็นทอนซิลอักเสบก็ควรพาลูกไปหาหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยและหาสาเหตุทำให้ทอนซิลอักเสบ ถ้าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หมอจะให้กินยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบที่เหมาะสมนาน 7-10 วัน ซึ่งจะต้องกินให้ครบตามที่หมอสั่ง เพื่อยาจะได้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุให้หมดสิ้นไม่เหลือไว้ให้กลายเป็นเชื้อดื้อยาภายหลัง
แต่หากสาเหตุของทอนซิลอักเสบเกิดจากเชื้อไวรัส ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบ แต่ต้องกินยาลดไข้ แก้ปวด เพื่อบรรเทาอาการ แล้วรอให้ร่างกายแข็งแรงจนกำจัดเชื้อไวรัสหมด อาการอักเสบบวมแดงก็จะหายไปเอง
สิ่งหนึ่งที่คนเป็นทอนซิลอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสต้องระมัดระวังมาก คือไม่ควรกินยาแอสไพรินลดไข้ เพราะอาจทำให้เกิดอาการ รายส์ ซินโดรม (REYE' SYNDROME) สมองและตับไม่ทำงาน ไม่รู้สึกตัว และมีอันตรายถึงชีวิตได้
คุณพ่อคุณแม่หลายคนที่ลูกป่วยเป็นโรคทอนซิลอักเสบบ่อยๆ จนมีความคิดว่าตัดต่อมทอนซิลไปเลยได้ไหม ขอบอกว่า สามารถทำได้ แต่หมอมักจะไม่ตัดทอนซิลให้เด็กอายุน้อยกว่า 9-11 ปี ยกเว้นรายที่มีอาการรุนแรงมาก หรือเป็นบ่อยมากๆ จนรบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ต้องหยุดเรียนบ่อยๆ หรือจนทำให้สุขภาพไม่ดีหรือทอนซิลมีขนาดโตมากจนทำให้หายใจลำบากเท่านั้นและแม้ว่าผู้ป่วยตัดทอนซิลออกไปแล้วก็ไม่ทำให้มีปัญหา และไม่ต้องกลัวว่าจะมีการติดเชื้อบ่อยหรือง่ายขึ้นกว่าเดิม เพราะร่างกายยังสามารถสร้างภูมิต้านทานเชื้อโรคจากแหล่งอื่น เช่น เม็ดเลือดขาว หรือต่อมน้ำเหลืองที่มีอยู่ทั่วไปมาต่อสู้กับเชื้อโรคได้ตามปกติ
เด็กวัยแบเบาะก็เป็นทอนซิลอักเสบได้เหมือนกัน แต่เขาไม่สามารถบอกคุณพ่อคุณแม่ได้ว่าเจ็บคอ คนเป็นพ่อแม่จึงต้องสังเกตจากอาการของลูก ถ้าเขามีไข้ กินอาหารน้อยลงหรือไม่ยอมกินอาหาร น้ำลายไหล ร้องเสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไปจากเดิม และบางทีก็มีน้ำเหลืองโตจนคลำหรือมองเห็นได้บริเวณลำคอหรือใต้คางหากสงสัยหรือไม่แน่ใจว่าลูกเป็นทอนซิลอักเสบหรือไม่ ก็ควรพาไปหาหมอเพื่อตรวจดูให้แน่ใจ
- 4 วิธีดูแล เมื่อลูกทอนซิลอักเสบ
- ควรให้ลูกพักผ่อนอย่างเพียงพอ
- ดื่มน้ำมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำอุ่น (ไม่ใช่น้ำร้อนหรือน้ำเย็นนะ) เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ
- ควรให้ลูกกินอาหารอ่อน นิ่ม หรือมีลักษณะผิวลื่น เช่น น้ำซุป โจ๊ก ข้าวต้ม เยลลี่ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีลักษณะแข็งกรอบ และอาหารที่มีรสเผ็ด
- ให้ลูกบ้วนปากด้วยน้ำเกลือ หรืออมยาอมที่มีส่วนผสมของยาชาหรือยาที่ช่วยลดอาการเจ็บคอ
- ระวังทอนซิลอักเสบอาจจะลุกลามจนทำให้คออักเสบและเป็นหนอง หรือทอนซิลอาจบวมและโตมากจนอุดตันทางเดินหายใจ
- คนที่มีอาการอักเสบและเจ็บคอมากจนกินไม่ได้ อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำซึ่งหากมีอาการขาดน้ำมากจะทำให้ความดันโลหิตต่ำ ช็อก และไตวายได้
- หากสาเหตุทอนซิลอักเสบเกิดจากเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอกคัสแล้วไม่ได้รับการรักษาโดยยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบให้ถูกต้องเหมาะสม อาจมีอาการแทรกซ้อนทำให้ริ้นหัวใจรั่วหรือที่เรียกว่าไข้รูห์มาติก หรือไตอักเสบได้
(update 7 กันยายน 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้าน Vol. 11 No.128 June 2006]
|