ความสุขใจอย่างหนึ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ก็คือ การเฝ้ามองการเจริญเติบโตของลูก ได้เห็นลูกมีพัฒนาการในด้านต่างๆ ดีขึ้นตามวัย ซึ่งพัฒนาการบางอย่างเราสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย เช่น จากที่ลูกเริ่มพลิกคว่ำพลิกหงายได้เอง ก็พัฒนามาสู้การนั่ง คลาน ยืน และเดินได้ในที่สุด แต่ก็มีพัฒนาการบางอย่างที่ต้องใช้เวลาในการสังเกตนานพอสมควรกว่าจะรู้ว่าลูกมีความผิดปกติหรือไม่ อย่างเช่นเรื่องของการพัฒนาการการพูดและการฟังซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กัน เมื่อถึงเวลาที่ลูกควรจะพูดได้บ้างแล้ว แต่ยังไม่ยอมพูดเลยหรือพูดได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น หรือออกเสียงไม่ชัด บางครั้งลูกอาจจะไม่มีปัญหาด้านพัฒนาการการพูด แต่อาจเป็นเพราะลูกมีปัญหามาตั้งแต่เกิด เพียงแต่ไม่มีใครรู้ จนกว่าลูกจะแสดงพฤติกรรมของลูก หากพบสิ่งผิดปกติจะได้หาทางรักษา
ในกรณีของการได้ยินนี้ สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (The National Institutes of Health) แนะนำว่า เด็กทารกทุกคนควรรับเข้ารับการทดสอบเกี่ยวกับการได้ยินภายใน 3 เดือนแรกหลังคลอด จะได้ทราบว่าทารกมีความผิดปกติหรือไม่ เพราะมีเด็กจำนวนมากที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินตั้งแต่แรกคลอด แต่ไม่ได้เข้ารับการทดสอบ กว่าคุณพ่อคุณแม่จะทราบก็ใช้เวลาเป็นปีซึ่งในช่วงขวบปีแรกเป็นช่วงที่สมองของลูกมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว หากลูกมีปัญหาด้านการฟัง ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการด้านสมองของลูกด้วย
สำหรับวิธีสังเกตว่าลูกมีปัญหาด้านการได้ยินหรือไม่ สามารถดูได้จาก
แรกเกิด-3 เดือน ลูกต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงรอบตัว, ลูกจะหยุดร้องไห้เมื่อได้ยินเสียงคุณหรือเสียงที่คุ้นเคย, ลูกจะยิ้มหรือหันไปหาคุณเวลาที่คุณคุยด้วย, ลูกจะสะดุ้งตื่นตกใจเวลาได้ยินเสียงดังๆ
3-6 เดือน ลูกจะต้องเดินไปหาเสียงใหม่ๆ ที่ได้ยิน, ลูกจะมีปฏิกิริยาตอบสนองเวลาที่คุณดุหรือพูดว่า อย่า, ลูกพยายามคุยโดยส่งเสียงอ้อแอ้, ลูกชอบของเล่นที่มีเสียง, ลูกเริ่มกลัวเสียงดังอย่างเช่น เสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า
1-2 ขวบ ลูกเริ่มสื่อสารเข้าใจมากขึ้นและควรจะพูดคำต่างๆ ได้ประมาณ 200 คำ เด็กคนไหนที่ถึงวัยนี้แล้วยังพูดได้เพียงไม่กี่คำ และมักจะชอบพูดตะโกนเสียงดัง แสดงว่าเขาอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินก็ได้ คุณจึงควรพาลูกไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและทำการรักษาต่อไปค่ะ
พัฒนาการในด้านต่างๆ ของลูก นับว่ามีความสำคัญมากสำหรับช่วงขวบปีแรก เพราะพัฒนาการทุกด้านมีผลต่อการเรียนรู้ของสมองทั้งสิ้น ฉะนั้นหากคุณพบสิ่งปกติเกี่ยวกับพัฒนาการของลูกอย่างนิ่งนอนใจ ควรรีบทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ อาจจะช่วยให้หนักกลายเป็นเบาได้ค่ะ
(update 28 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.159 October 2006]
|