ประสาทสัมผัสทั้งห้า เป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพของมนุษย์ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปนั้น ย่อมทำให้คุณภาพชีวิตด้อยลงไปทันที การได้ยิน เป็นประสาทหนึ่งในห้า ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิต การเรียนรู้ในหลายๆ อย่าง รวมทั้งการเรียนรู้ทางด้านการพูดต้องเริ่มต้นด้วยการใช้หูฟัง ได้ยินเสียงพูดเสียก่อน จึงจะถึงการเรียนรู้การพูดในขั้นต่อไป
เด็กๆ หลายๆคนที่มีอายุควรจะพูดออกมาเป็นสำเนียงได้แล้ว แต่ก็ยังพูดไม่ได้ เช่น เด็กอายุหนึ่งขวบก็ควรจะเปล่งเสียงออกมาได้แล้ว แต่ก็ไม่เป็นคำ ไม่เป็นภาษา เมื่อตรวจหาสาเหตุว่าทำไมเด็กจึงพูดไม่เป็นภาษาทั้งๆ ที่อายุก็สองขวบเข้าไปแล้วแต่เด็กก็ยังเฉยอย่างดีก็เพียงเปล่งเสียงออกมาได้แล้ว แต่ก็ไม่เป็นคำ ไม่เป็นภาษา เมื่อตรวจหาสาเหตุว่าทำไมเด็กจึงพูดไม่เป็นภาษาทั้งๆ ที่อายุก็สองขวบเข้าไปแล้ว จึงพบว่าแท้ที่จริงก็เพราะเด็กหูหนวกนั่นเอง เมื่อเด็กหูหนวกเด็กไม่เคยได้เรียนรู้หรือได้ยินคำพูดที่พ่อแม่สั่งสอนเด็กก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า จะเปล่งคำพูดอะไรออกมา และหมายถึงอะไร เมื่อเป็นไปในลักษณะนี้ คือพูดออกมาก็ไม่เป็นภาษา นั้นก็เท่ากับเป็นใบ้นั่นเอง การเกิดเป็นคนใบ้ จึงมักควบคู่ไปกับโรคหูหนวกที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด
จึงมีคำถามตามมาว่า จะมีหนทางไหมที่จะตรวจกันให้ทราบกันตั้งแต่แรกเกิดเลยว่าเด็กเกิดมาพร้อมกับการเป็นเด็กหูหนวก คำตอบก็คือ ตรวจได้ ครับ และผมเข้าใจว่ามีโรงพยาบาลจำนวนไม่น้อยที่สามารถทำการตรวจการได้ยินของทารกตั้งแต่แรกเกิดได้เพราะตามความจริงแล้ว ทารกจะได้ยินเสียงมาตั้งแต่อายุครรภ์ได้ 6 เดือนหรือ 24 สัปดาห์เป็นต้นไป
นั่นหมายความว่า หู อวัยวะสำหรับการได้ยิน จะมีการพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์คือ มีทั้งระบบหูชั้นใน ระบบหูชั้นกลาง และใบหูคือส่วนดักฟังอยู่ภายนอก สมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยเมื่อเด็กอายุได้ประมาณ 6 เดือนในครรภ์ของแม่หลายๆ คน เมื่อครั้งหนึ่งหรืออาจจะเป็นทุกวันนี้ใช้การได้ยินของทารกขณะที่นอนอยู่ในครรภ์ของแม่เป็นการกระตุ้นสมอง เพื่อว่าลูกจะได้ฉลาด เกิดมาเป็นเด็กอัจฉริยะ คุณคิดดูแล้วหรือ
แน่นอนล่ะการกระตุ้นผ่านทางรูหูของทารกนั้น ผมไม่คัดค้านหละครับว่ามันไม่ได้ผลแต่มันมีผลแน่นอนต่อสมอง เพียงแต่ว่าผลที่ได้มานั้น มันเป็นผลดีหรือผลเสียกันแน่ ลองพิจารณากันดู การพัฒนาสมองของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนกระทั่งคลอดออกมาแล้วใน 3 ปีแรก
เสียงเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสมอง คือ การเจริญเติบโตของสมอง ความฉลาดของเด็กในทุกๆ วันนี้เขาแบ่งเป็น IQ และ EQ คือฉลาดทางด้านสติปัญญา ความคิด กับฉลาดทางด้านอารมณ์ ทั้งสองฉลาดควรจะไปพร้อมๆ กัน คือมีการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน เด็กจะเจริญเติบโตมาอย่างมีความสุข
เด็กได้ยินเสียงอะไรมันก็กระตุ้นสมองได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลงอันไพเราะหรือเสียงรถไฟอึกทึกครึกโครมที่ชนกัน ทั้งสองประเภทเสียงต่างก็กระตุ้นเซลล์สมองได้ทั้งสิ้น แต่คุณตอบได้ไหมครับว่า เสียงประเภทไหนที่เด็กได้ยินแล้วมีความสุข เสียงเพลงใช่ไหมครับ
เอาล่ะ
เสียงเพลงแน่นอนไม่ใช่เสียงอึกทึกครึกโครมแต่เสียงเพลงประเภทไหนล่ะที่เด็กๆ ชอบ หากเป็นฝรั่งก็บอกว่า เด็กๆ วัยทารกถึงวัยเด็กไม่เกินสามขวบ เด็กต่างก็ชอบเพลงคลาสสิคเสียเป็นส่วนใหญ่ และถ้าเป็นเด็กทารกไทยๆ ของเราล่ะ เด็กๆ จะชอบเพลงประเภทไหน จะเป็นเพลงไทยเดิม เขมรไทรโยค หรือเพลงสุนทราภรณ์หรือเพลงฮาร์ดร็อคหรือลูกทุ่ง หรือเพลงประเภทคลาสสิคเหมือนเด็กฝรั่ง เสียดายที่ของไทยเรายังไม่มีการศึกษาและผมยังไม่เคยได้เห็นรายงานทางการแพทย์ว่าเด็กทารกไทยของเราชอบเพลงประเภทไหนเป็นพิเศษ แต่ถ้าเด็กไม่ชอบและเป็นการยัดเยียดให้เด็กฟังอยู่บ่อยๆ เพื่อสนองความต้องการของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ที่จ้องการให้ลูกออกมาเป็นอัจฉริยะ จะได้เก่งกว่าเด็กอื่นๆ ในวัยเดียวกันผลก็คือ IQ ของเด็กอาจจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยจริงแต่ EQ ของเด็กกลับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย คุณจะเอาแบบนี้ไหมล่ะ
จะไม่ดีกว่าหรือที่คุณจะมาร่วมหาทางกระตุ้นสมองของลูกกันตั้งแต่เมื่อเขาคลอดออกมาแล้วและคุณสามารถสื่อสารกับลูกได้แล้วว่าเขาชอบหรือไม่ชอบสิ่งที่เขาได้ยิน คุณๆ คงรู้จักเด็กออทิสติกกันบ้างแล้วเพราะเจอได้บ่อยขึ้นในสังคมปัจจุบัน ทางการแพทย์ทำการศึกษาถึงสาเหตุของการเป็นเด็กออทิสติกพบว่าน่าจะเกิดมาจากการพัฒนาของสมอง มีมากกว่าพัฒนาทางร่างกาย เด็กอายุสองขวบที่มีสมองมากกว่าเด็กสี่ขวบ อาจเกิดความสับสนทำอะไรไม่ถูก เขาเปรียบเสมือนสนามบินที่มีแต่เครื่องบินขึ้นลงวันละหลายเที่ยว แต่สมองควบคุมการบินมีความสับสนจากต้นชนปลายไม่ถูก จะเป็นไปได้ไหมครับว่า เด็กออทิสติกครั้งหนึ่งได้รับการกระตุ้นทางสมองมากเกินไปคือ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่ เมื่อเกิดออกมาแล้วยังคงได้รับการกระตุ้นต่อไปอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่เป็นระบบ และไม่สมดุลต่อการเติบโตทางร่างกายจนกระทั่งเด็กสับสนทำอะไรไม่ถูกและไม่รู้ว่าจะทำอะไร เลยอยู่เฉยๆ เสียดีกว่า เด็กออทิสติกมักเป็นเด็กฉลาด แต่เด็กไม่มีระบบและสื่อสารกับเด็กวัยเดียวกันไม่ค่อยได้ เอ๊ะ...เขียนเรื่อยเปื่อยจนมาออทิสติกได้อย่างไร
ขอวกลับมาเรื่องของการได้ยินต่ออีกสักเล็กน้อยก่อนจะจบ นั่นก็คือเรื่องของการตรวจการได้ยินของทารกแรกคลอดว่าสามารถทำได้ และผมมีความเห็นว่า ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทราบมาว่าไม่กี่ตังค์ และที่สำคัญก็คือ คุณจะได้รู้กันตั้งแต่ต้นว่า การได้ยินของลูกคุณเป็นปกติหรือไม่ และถ้าไม่ปกติจะแก้อย่างไร ทำได้หรือไม่ เช่น การใช้เครื่องช่วยฟัง EAR AIDS เป็นต้น ผมเชื่อว่าอย่างน้อย แม้ว่าจะไม่ช่วยให้การได้ยินของเด็กกลับมาเป็นปกติ แต่ก็น่าช่วยให้เด็กสามารถพูดได้ ไม่เป็นใบ้ว่างั้นเถอะ
(update 28 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.159 October 2006]
|