ความดันเลือดสูง
ความดันเลือดสูงเป็นโรคหนึ่งที่พบบ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ชาวบ้านทั่วไปจะเรียกว่า โรคความดัน
ก็หมายถึงเป็นโรคความดันเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งในภาวะปกติระดับความดันเลือดจะน้อยกว่า 120/80 มม.ปรอท
ความดันเลือด
ความดันเลือด 120/80 มม.ปรอท มีความหมายอย่างไร
เหตุผลที่ความดันเลือดของเรามีตัวเลข 2 ค่า ซึ่งเราเรียกตัวเลขตัวแรกที่มากกว่านี้ว่า ความดันเลือดตัวบน และเรียกตัวเลขอีกตัวที่ต่ำกว่าว่า ความดันเลือดตัวล่าง ทั้งนี้เพราะในการทำงานของหัวใจเพื่อให้ส่งเลือดออกไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายนั้น หัวใจจะต้องบีบตัวขับเลือดออกไป และคลายตัวเพื่อรับเลือดเข้ามาในหัวใจ และบีบครั้งต่อไป จึงเกิดการบีบสลับกับการคลายตัวของหัวใจ จึงทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
จากการที่หัวใจทำการบีบสลับกับการคลายตัวนี้ ระดับของความดันเลือดจึงมีสองตัวเลข คือความดันเลือดตัวบน หรือแรงดันเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว และความดันเลือดตัวล่าง หรือในขณะที่หัวใจคลายตัว
โดยปกติแล้ว ตัวเลขตัวบนและตัวล่าง ไม่ควรเกิน 139/89 มม.ปรอท เพราะถ้ามากกว่านี้ จะถือว่าเป็นความดันเลือดสูง ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขตัวใดตัวหนึ่งก็ตาม
แต่ถ้าความดันเลือดตัวบนมีค่า 120/139 มม.ปรอท หรือตัวล่างมีค่า 80-89 มม.ปรอท เราถือว่าเป็นความดันเลือดก้ำกึ่ง และควรระวังเพราะมีแนวโน้มอาจพัฒนาต่อไปเป็นความดันเลือดสูงได้
ในแต่ละวันระดับความดันเลือดจะขึ้นๆ ลงๆ ไม่คงที่ ซึ่งพบว่าตอนนอนจะมีความดันเลือดต่ำกว่าตอนเดิน
เป็นความดันเลือดสูงหรือไม่
การที่แพทย์วินิจฉัยว่า จะเป็นความดันเลือดสูงหรือไม่ แพทย์จะต้องให้นั่งพักสัก 5 นาที จนหายเหนื่อยแล้วจึงวัดความดันเลือด และต้องพบระดับความดันเลือดสูงหลายๆ ครั้ง (มากกว่า 2 ครั้ง) จึงจะให้การวินิจฉัยว่า เป็นโรคความดันเลือดสูง
คนส่วนใหญ่ ไม่รู้ตัว ว่าเป็นโรคความดันเลือดสูง
ในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะคนไทยอายุยืนยาวมากขึ้น หรือใช้ชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น แต่จากรายงานพบว่า ผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูง ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว ว่าตนเองเป็นโรคนี้ มีผู้ที่รู้ตัวว่าตนเองเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมด ดังนั้น ผู้ที่อายุเกิน 35 ปี ควรมีการตรวจวัดระดับความดันเลือดอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อคัดกรองโรคนี้และจากการศึกษาเดียวกันยังพบอีกว่า ผู้ที่รู้ตัวและเข้ารับการรักษาโรคความดันเลือดสูงนี้ สามารถควบคุมระดับความดันเลือดให้กลับมาเป็นปกติได้เพียงครึ่งหนึ่งของผู้ที่รักษาทั้งหมด
ไม่มีอาการความดันเลือดสูง ต้องใช้ยาต่อไปหรือไม่
เมื่อร่างกายมีความดันเลือดสูงขึ้น จะทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้แย่ลง ดังนั้น ถ้าระดับความดันเลือดสูงอยู่เป็นระยะเวลานานๆ จะส่งผลให้เกิดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น สมอง หัวใจ ตา และไต เป็นต้น ทำให้เกิดโรคไตวายได้ หรืออาจทำให้เกิดการตีบตันหรือแตกของหลอดเลือด ทำให้เกิดเลือดออกในสมอง เป็นอัมพาต หรือเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอเป็นโรคหลอดเลือดของหัวใจตีบตัน
ดังนั้น เมื่อรู้ว่าตนเองเป็นโรคความดันเลือดสูง จึงควรดูแลรักษาควบคุมระดับความดันเลือดให้อยู่ในระดับปกติ (ต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท)
ดูแลรักษาโรคความดันเลือดอย่างไร
การดูแลรักษาโรคความดันเลือดแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ การใช้ยา และการไม่ใช้ยา
- การใช้ยารักษาโรคความดันเลือดสูง
- ยารักษาโรคความดันเลือดสูงมีมากมายหลายชนิด มีหลายกลุ่ม แนวทางการเลือกใช้ขึ้นอยู่กับสภาวะสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งในเรื่องนี้ควรได้รับการวินิจฉัยและให้การรักษาสั่งจ่ายยาจากแพทย์เท่านั้น ไม่ควรซื้อยากินเอง หรือตามแบบเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จัก ถึงแม้ว่าจะเป็นโรคเดียวกัน แต่สภาวะของโรคและระดับความรุนแรงก็แตกต่างกัน จึงไม่ควรใช้ยาตามอย่างผู้อื่นโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
- ควรกินยารักษาโรคความดันเลือดสูงติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง
- ในการใช้ยารักษาโรคนี้ ควรกินติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะอาจทำให้อาการของโรคกลับมาลุกลามและอันตรายได้
- นอกจากนี้ ถ้าท่านใช้ยารักษาโรคอื่นๆ อยู่ด้วย หรือใช้สมุนไพร แพทย์ทางเลือก ฯลฯ ควรแจ้งให้แพทย์ที่ดูแลโรคนี้ทราบด้วย เพราะยาเหล่านี้อาจต้านฤทธิ์หรือเสริมฤทธิ์กัน ทำให้ไม่ได้ผลในการรักษา หรืออาจทำให้ระดับยาในร่างกายสูงขึ้นจนเกิดพิษได้
- การรักษาโรคความดันเลือดสูงโดยไม่ใช้ยา
- การดูแลปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูงมีความสำคัญมากไม่ยิ่งหย่อนกว่าการใช้ยา รวมทั้งยังช่วยเสริมฤทธิ์ของยาในการควบคุมความดันเลือดอย่างได้ผลดีอีกด้วย ซึ่งมีวิธีการง่ายๆ ดังนี้
- 1. การลดน้ำหนัก
- ในขั้นต้นอย่าให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพราะถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ความดันเลือดจะเพิ่มสูงขึ้นตาม ในทางตรงกันข้ามถ้าน้ำหนักตัวลดลง จะส่งผลดีช่วยลดระดับความดันเลือดได้ด้วย
- 2. การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
- ถ้าได้ออกกำลังกายชนิดแอโรบิกอย่างเหมาะสมนานประมาณ 30 นาทีต่อวัน โดยค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย อย่าหักโหมหรือเร่งให้เห็นผลในระยะสั้น เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญไขมัน ลดน้ำหนัก ช่วยลดความดันเลือด ช่วยผ่อนคลาย และลดความเครียดได้อย่างดี
- 3. ควรลดปริมาณเกลือในอาหารลง
- ในกรณีนี้แนะนำให้กินอาหารปกติ ไม่เค็มจัด หรือเติมเกลือ หรือน้ำปลา หรือซอสเพิ่มเติมในการปรุงรส และไม่แนะนำให้งด แต่ให้ลดความเค็มลงบ้าง
- 4. ควรงดบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
- เพราะบุหรี่เป็นอันตรายในระยะยาวทั้งต่อปอด หัวใจ และหลอดเลือด ซึ่งรวมถึงบุหรี่มือสอง หรือการสูบบุหรี่ของคนใกล้ชิดข้างเคียงด้วย
- ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ เป็นต้น ถ้าดื่มเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจมีประโยชน์บ้าง แต่ถ้าหยุดได้เลยเป็นดีที่สุด
- 5. ทำจิตใจให้แจ่มใส อย่าเครียดหรืออดนอน
- เรื่องจิตใจและอารมณ์ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญต่อทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต
- "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว
- เพราะอารมณ์ โดยเฉพาะความเครียดจะส่งผลต่อเกือบทุกระบบของร่างกาย จึงควรรักษาใจให้ตั้งมั่น มีสมาธิ ไม่หมองหม่น เศร้า หงอยเหงา เครียด กังวล รู้จักผ่อนคลาย พักผ่อนในยามเริ่มตึงเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเติมความสดชื่นในจิตใจและชีวิตอยู่เสมอ
- ผู้ป่วยที่มีระดับความดันเลือดสูงไม่มาก แพทย์จะแนะนำให้ปฏิบัติตัวทั้ง 5 ข้อข้างต้นประมาณอย่างน้อย 6 เดือน แล้วมาวัดความดันเลือดซ้ำ ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ระดับความดันเลือดลดลงมาสู่ในระดับปกติ ในกรณีนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา แต่ถ้าไม่สามารถควบคุมได้ ก็อาจเริ่มต้นใช้ยารักษาความดันเลือดสูง
- ในการปฏิบัติตัวเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสภาวะของการมีระดับความดันเลือดสูงขั้นต้น ถึงจะต้องปฏิบัติเพื่อดูแลสุขภาพตนเอง โดยทั่วๆ ไปทุกคนควรปฏิบัติในลักษณะนี้เช่นกัน เพราะเป็นการรักษา สุขภาวะ ของร่างกายให้สดใสแข็งแรง ปราศจากโรคภัยอยู่ตลอดเวลา
- มาถึงตอนนี้คงพอกระจ่างแล้วว่า ถ้าสงสัยว่า ตนเองจะเป็นโรคความดันเลือดสูงหรือไม่ ควรทำอย่างไร
เมื่อได้รับวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นความดันเลือดสูงแล้วควรปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อเริ่มใช้ยาลดความดันเลือดสูงควรใช้อย่างไร
แล้วทำไมจึงต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
สรุป โรคความดันเลือดสูงนี้ บางท่านให้ฉายาว่า มัจจุราชเงียบ คือ มักไม่มีอาการอะไรมา ยกเว้นในบางคนจะมี ปวดมึนท้ายทอยตอนเช้าๆ ถ้าไม่ดูแลรักษา จะทำให้เกิดการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย จนหลอดเลือดในสมองหรือหัวใจแตกหรือตีบตันได้ จึงควรดูแลรักษาตนเองรวมถึงการปฏิบัติตนทั้ง 5 ข้อข้างต้น และการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอเมื่อต้องเริ่มใช้ยา
ในกรณีที่มีปัญหาสงสัย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรชุมชน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการรักษา
(update 28 มีนาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 319 พฤศจิกายน 2548]
|