ยาระบายหรือยาถ่าย คือกลุ่มยาที่มีฤทธิ์ช่วยระบาย หรือถ่ายท้อง หรือถ่ายอุจจาระ
หรือถ่ายหนัก ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้ในการบรรเทาอาการท้องผูก และมีบางคนใช้เพื่อลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน
ชนิดของยาระบาย
ยาระบายมีหลายชนิดตามกลไกการออกฤทธิ์ เช่น ยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ (stimulant laxatives)
ยาเพิ่มความเหลวของอุจจาระ (saline laxatives) ยาเพิ่มกากใยไฟเบอร์ของอุจจาระ (bulk forming laxatives)
ยาสวนทหวารหนัก (fleet enema) ยาเหน็บทวารหนัก (suppositories) เป็นต้น
ยาเหล่านี้ล้วนมีผลให้เกิดการระบายบรรเทาอาการท้องผูกได้ผลดี แต่แตกต่างกันที่กลไกการออกฤทธิ์
วิธีใช้ และระยะเวลาการออกฤทธิ์
ยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่
ในบรรดายาระบายที่ได้ยกตัวอย่างมานี้ ยาระบายชนิดที่ออกฤทธิ์ในการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่
เป็นชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ทั้งใช้เพื่อบรรเทาอาการท้องผูก และใช้เพื่อลดความอ้วน
ตัวอย่างยาระบายที่มีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ เช่น ยาเม็ดเคลือบสีเหลืองเล็กๆ
ที่มีชื่อสามัญทางยา บิสโคดิล (bisacodyl) ยาระบายที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรมะขามแขก
ที่มีทั้งชนิดเม็ดและชนิดชง เป็นต้น
ยาระบายช่วยลดความอ้วนได้จริงหรือไม่ ?
ปกติแล้วเราจะสามารถลดความอ้วนหรือลดน้ำหนักหรือลดไขมันหน้าท้องได้ ขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก คือ
การลดการกินอาหาร และการเพิ่มการใช้พลังงานของร่างกาย
เมื่อใดก็ตามถ้าการรับเข้าร่างกายมากกว่าการใช้ออกไป ร่างกายก็จะมีปริมาณสารอาหารหลงเหลือเกินการใช้
และถูกนำไปสร้างเป็นไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โยเฉพาะที่เอวหรือหน้าท้อง
ทำให้ท้องดูโป่งพองยื่นออกมาเป็นพุง
ในทางกลับกันถ้ามีการใช้พลังงานมากกว่าการกินอาหารเข้าไป ร่างกายก็จะไปนำไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ
ของร่างกายมาใช้เป็นพลังงานทดแทนการกิน ทำให้ความอ้วนลดลง ร่างกายก็จะดูผอมลง
นอกจากนี้ อาหารที่เรากินเข้าไปส่วนใหญ่จะถูกย่อยและดูดซึมจากลำไส้เล็กส่วนต้นแล้ว
เหลือแต่กากใยอาหารส่งต่อมาสะสมที่ลำไส้ใหญ่ รอการระบายหรือถ่ายออกจากร่างกายไป
ส่วนลำไส้ใหญ่นี้จะมีการดูดซึมน้ำออกจากกากอาหารจนเป็นก้อนอุจจาระ
ดังนั้น ยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นลำไส้ใหญ่บีบตัวไล่อุจจาระที่สะสมอยู่ออกทิ้งไป
จึงมีฤทธิ์ช่วยการระบายอุจจาระเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลต่อการลดการดูดซึมอาหาร
หรือลดความอ้วนหรือลดไขมันที่สะสมบริเวณท้องหรือพุงของเราเลย
แต่อาจจะส่งผลบ้างเล็กน้อยต่อน้ำหนักตัวที่ลดลงตามน้ำหนักของอุจจาระที่ถ่ายทิ้งออกไปจากร่างกายเราเท่านั้น
ข้อควรระวังในการใช้ยาระบาย
1. ควรใช้ในขนาดที่เหมาะสม
ในการใช้ยาระบายประเภทนี้ควรใช้ในขนาดที่เหมาะสม ซึ่งแต่ละคนมีความต้องการขนาดของยาที่แตกต่างกัน
ตามความรุนแรงของอาการท้องผูกและความคุ้นเคยหรือความเคยชินที่ผู้ใช้ยา ที่ชาวบ้านเรียกว่า
ธาตุแข็ง ธาตุหนัก หรือธาตุเบา
เพราะถ้าธาตุเบาก็ควรเริ่มต้น ด้วยขนาดต่ำ หรือครั้งละ 1 เม็ด ก่อนนอนก็เพียงพอ
แต่ถ้าธาตุหนักอาจต้องใช้วันละ 2-5 เม็ด จึงจะออกฤทธิ์ได้ดี
ในบางรายที่มีการใช้ยาในขนาดที่น้อยเกินไป ยาก็จะไม่แสดงฤทธิ์หรือถ่ายไม่ออก
แต่ถ้ามีการใช้ยานี้มากเกินไปหรือเกินขนาด ก็จะไปกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่มากเกินไป
จนทำให้เกิดปวดมวนท้อง และอ่อนเพลีย เนื่องจากเสียน้ำและเกลือแร่ออกมากับอุจจาระมากเกินไปได้
ขนาดปกติสำหรับยาบิสโคดิล คือ ครั้งละ 1-2 เม็ด ก่อนนอน
ยานี้จะมีระยะเวลาการออกฤทธิ์หลังจากกินไปแล้ว 8 ชั่วโมง ถ้ากินก่อนนอน
ก็พอดีกับเวลาที่เราพักผ่อนตอนกลางคืน พอตื่นนอนขึ้นมา ยาก็เริ่มแสดงฤทธิ์
เริ่มปวดท้องถ่ายอุจจาระพอดี
นอกจากนี้ ในการใช้ยานี้ ห้ามเคี้ยว ทั้งนี้เพราะยาบิสโคดิลเป็นยาเม็ดที่ถูกออกแบบให้ภายนอก
เคลือบน้ำตาลเป็นเกราะป้องกันกรดของกระเพาะอาหาร ยาชนิดนี้จึงไม่แตกตัวและออกฤทธิ์ในลำไส้ส่วนต้น
และจะเริ่มแตกตัวไปออกฤทธิ์ต่อลำไส้ส่วนปลายเท่านั้น
2. ควรใช้ยานี้เท่าที่จำเป็น
เมื่อใช้ยากลุ่มนี้ติดต่อกันนานๆ ร่างกายของเราจะเริ่มทนต่อยา
และจะทนต่อยามากขึ้นเรื่อยๆ ตามความถี่และปริมาณการใช้ยา
การทนต่อยา คือการใช้ยาในขนาดเท่าเดิมแต่จะให้ผลในการรักษาลดน้อยลงกว่าเดิม
ถ้าต้องการให้ยาออกฤทธิ์ให้ผลเช่นเดิม ต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้น
จากประสบการณ์ของผู้เขียนเคยพบผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาระบายบิสโคดิลนี้ถึงครั้งละ 25 เม็ด
จึงจะระบายได้ครั้งหนึ่ง ซึ่งถ้ารายนี้ยังใช้ยาอย่างต่อเนื่องต่อไป ผู้เขียนยังสงสัยว่า
จะต้องใช้ยานี้มากถึงเพียงใดจึงจะเพียงพอให้ระบายสักครั้งหนึ่ง
ดังนั้นจึงไม่ควรกินยาระบายติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ
เพราะจะทำให้ร่างกายเราทนต่อยา ต้องเพิ่มขนาดของยาจึงจะได้ผลดีเท่าเดิม
3. ไม่ควรใช้ในการลดความอ้วน
อีกประเด็นที่ควรคำนึงถึงในการใช้ยาระบาย คือควรใช้ยานี้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น
ใช้เมื่อมีข้อบ่งใช้หรือเมื่อท้องผูกและต้องการระบายอุจจาระจริงๆ ไม่ควรใช้ในการลดความอ้วน
เพราะไม่มีผลต่อการลดความอ้วน หรือลดน้ำหนักเลย และถ้าใช้พร่ำเพรื่ออาจทนต่อยา
เพิ่มขนาดของยา เกิดผลเสียทั้งต่อสุขภาพและทรัพย์สินเงินทอง
การลดความอ้วนอย่างง่ายๆ
เป็นความจริงที่ในปัจจุบัน ความอ้วนจัดเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เป็นปัญหาของสังคมโลกโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว
มีประชากรจำนวนมากที่เป็นคนอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวเกิน ความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด
เช่น โรคความดันเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคข้อเสื่อม เป็นต้น ดังนั้นจึงควรช่วยกันรณรงค์ลดความอ้วน
ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังที่สำคัญ ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
- ลดปริมาณอาหารและการเลือกชนิดอาหาร
- การลดปริมาณอาหารที่เหลือใช้ คือการลดปริมาณอาหารลง ให้ใกล้เคียงกับความต้องการในการใช้พลังงานของร่างกาย
โดยเฉพาะขนมหวาน ของขบเคี้ยว น้ำหวาน ของทอด ควรกินเฉพาะอาหารมื้อหลักเท่านั้น
และลดอาหารหรือของขบเคี้ยวระหว่างมื้อลง
- การเลือกชนิดของอาหาร ควรเลือกอาหารที่มีกากเส้นใย เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ เป็นต้น
และลดอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด และแป้ง เพราะเป็นสารที่มีปริมาณพลังงานสูง และสะสมได้ง่าย
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- การออกกำลังกายเป็นวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่งในการลดความอ้วน พร้อมกับการสร้างเสริมคุณภาพของสุขภาพกายและใจ
เพราะการออกกำลังกายนอกจากจะช่วยลดความอ้วนแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย
กระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉง ทั้งช่วยลดความตึงเครียด เป็นการผ่อนคลายที่ดีอย่างหนึ่ง
หลายคนออกกำลังกายแล้วมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ร่างกายก็แข็งแรงขึ้นส่งผลต่อการดำรงชีวิต
และการทำงานให้ผลงานดียิ่งขึ้น
- ใช้ยาลดความอ้วน
- การใช้ยาลดความอ้วน ส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ได้ผลระยะสั้น
แต่ในระยะยาวแล้วมักไม่ได้ผล ทั้งยาบางชนิดที่นำมาใช้ในการลดความอ้วนอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง
อาการอันไม่พึงประสงค์มากมายทั้งชนิดรุนแรง เฉียบพลัน และเรื้อรัง
บางคนอาจเกิดอาการผิดปกติจากการใช้ยาลดความอ้วนที่ออกฤทธิ์ต่อศูนย์หิวในสมอง เป็นต้น
สุดท้ายนี้คงได้คำตอบแล้วว่า ยาระบายไม่มีผลต่อการลดความอ้วนโดยตรง
จึงไม่ควรใช้เพื่อการนี้ จึงควรใช้ยาระบายเพื่อบรรเทาอาการท้องผูกเท่านั้น
และควรใช้ให้ถูกขนาดและเมื่อจำเป็นเท่านั้น ส่วนวิธีการในการลดความอ้วนที่ได้ผลดีปลอดภัยและประหยัด
คือลดปริมาณการกินอาหารและเลือกชนิดของอาหารที่เหมาะสม และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งให้ผลดีต่อสุขภาพโดยรวมของพวกเรา
หากมีข้อสงสัยในเรื่องเหล่านี้ อาจปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร
โดยเฉพาะเภสัชกรชุมชนหรือเภสัชกรร้านยาที่พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องยาและสุขภาพ
เพื่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีของคุณครับ
(update 11 มกราคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 316 สิงหาคม 2548 ]
|