ยาปฏิชีวนะ… ต้องรู้จักและใช้ให้เป็น


ที่บอกไว้อย่างนี้ เพราะมีทั้งข้อมูลและคำยืนยันจาก พญ. วารุณี พรรณพานิช ค่ะว่าการกินยาปฏิชีวนะ (หรือที่เรามักเรียกกันจนติดปากว่ายาแก้อักเสบ) แบบไม่ระวัง ไม่รู้จักและใช้ไม่เป็นนั้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่เชื้อโรค “ดื้อยา” จนทำให้เกิดอันตรายได้


Q : ยาปฏิชีวนะคืออะไรคะ
A : ยาปฏิชีวนะมาจากคำว่า Antibiotic แปลตรงๆ ดังนี้ Anti คือการต้าน ส่วน biotic คือสิ่งมีชีวิตเล็กๆ รวมถึงจุลชีพ เช่น แบคทีเรีย หรือสรุปก็คือ เป็นยายับยั้งเชื้อแบคทีเรียนั่นเองค่ะ คือ เป็นยาที่ใช้สำหรับการรักษาการติดเชื้อโรคให้มีอาการน้อยลง หรืออยู่ในปริมาณที่กลไกในร่างกายหรือภูมิต้านทานสามารถกำจัดหรือยับยั้งมันได้

ยาปฏิชีวนะ คนส่วนใหญ่มักจะเรียกว่า ยาแก้อักเสบ เป็นการเรียกที่ไม่ถูกต้อง ยาแก้อักเสบเป็นการลดการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค เช่น อาการ ปวด บวม แดง ร้อน เป็นต้น ยาปฏิชีวนะไม่ใช่ยาแก้อักเสบ แต่พ่อแม่และคนจำนวนมากค่ะที่สับสนและเรียกผิดๆ ว่ายาปฏิชีวนะที่ใช้สำหรับฆ่าเชื้อคือยาแก้อักเสบ

Q : การใช้ยาปฏิชีวนะจะใช้ในกรณีใดคะ
A : เมื่อสงสัย หรือพิสูจน์ได้ว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ถ้ามีอาการไม่สบายหลายๆ วันติดต่อกันร่วมกับมีลักษณะเข้าได้กับเชื้อแบคทีเรียโดยทั่วไปเมื่อตรวจพบว่าเด็กมีอาการของคออักเสบ น้ำมูกไหล ไข้ขึ้นสูง อาจจะเกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียก็ได้ เด็กที่เริ่มมีอาการของระบบทางเดินหายใจ มักจะเริ่มจากการติดเชื้อเกือบทั้งหมด ซึ่งจะเริ่มด้วยการไม่สบาย มีน้ำมูก มีอาการไข้ขึ้นโดยปกติเชื้อไวรัสจะหายเองภายใน 7 วัน ถ้าไม่หายเอง หรือสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อแทรกซ้อน นั่นแหละจึงค่อยใช้ยาปฏิชีวนะ

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ คือพวกเราใจร้อน อยากจะรีบหาย แต่ไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งการใช้ยาปฏิชีวนะในช่วงที่เป็นเชื้อไวรัส ไม่ได้ช่วยลดความรุนแรง ไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้น มีการศึกษาวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นที่ออกมา ว่าผลเสียที่เกิดขึ้นคือการดื้อยา และอาจเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนเมื่อเชื้อดื้อยาภายหลัง

เพราะพ่อแม่หรือคนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าถ้าไม่ให้ยาปฏิชีวนะจะทำให้หายช้า ก็จะขอยาจากหมอ หากหมอที่มีจิตสำนึกที่ดีก็จะไม่ให้คนไข้ ซึ่งพ่อแม่ก็จะเปลี่ยนหมอไปตามระเบียบ ถ้าจะอธิบายให้คนไข้เข้าใจจริงๆ ก็ต้องอธิบายกระบวนการ หลักการผลดีที่จะเกิด ซึ่งต้อใช้เวลานาน หมออาจจะเลือกให้ไปเลย คนไข้ก็มีความสุข หมอไม่เสียเวลา แต่ผลพวงที่ต่อเนื่องตามมา คือ จะทำให้เกิดการดื้อยา แม้ไม่เกิดทันทีทันใดแต่ในระยะยาวทำให้มีการดื้อยาที่รุนแรงมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบันเราพบว่าเชื้อมันพัฒนาปรับตัวไปตามยาที่ใช้ ข้อมูลของโรงพยาบาลเด็กเมื่อปี 2005 ยกตัวอย่างเชื้อ Streptococcus peneumoniae ซึ่งทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ และกระแสเลือดได้บ่อยๆ ซึ่งสมัยก่อนไวมากกับยาเพนนิซิลลินเกือบ 100% แต่ในปัจจุบันนี้ตัวเดิมมีความไวต่อยาเพนนิซิลลินเพียงแค่ 19% (ความไว 19% หมายความว่า ถ้ามีคนติดเชื้อ 100 คน จะมีเพียง 19 คน เท่านั้นที่ใช้ยาเพนนิซิลลินรักษาได้ผล) ข้อมูลนี้อาจจะดูน่ากลัว แต่ก็เป็นการกลั่นกรองข้อมูลของการใช้ยาในชุมชนที่ดีค่ะ

Q : การใช้ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องควรทำอย่างไรคะ
A : ถ้าลูกมีอาการไม่สบาย มีอาการตัวร้อน เป็นไข้ พ่อแม่ดูแลเองได้ก็ไม่ต้องซื้อยาปฏิชีวนะมากินไม่ใช่เอะอะก็จะรีบไปซื้อยา เพราะไข้หวัดส่วนใหญ่นั้นเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจะมีประโยชน์เฉพาะการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเท่านั้น แต่ไม่ได้ช่วยให้หวัดหายเร็วขึ้น

การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นจะทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อยู่บริเวณทางเดินหายใจมีการปรับตัวดื้อยา และถ้ามีการติดเชื้อแทรกซ้อนในภายหลัง ทำให้รักษายากและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น หลอดลมอักเสบ หรือปอดบวม และมีโอกาสแพร่เชื้อให้คนอื่นๆ ในครอบครัวอีกด้วย

หากเป็นหวัดธรรมดา ถ้าเด็กได้รับการดูแลเอาใจใส่ด้วยการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เช่น ถ้ามีไข้ก็ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล เช็ดตัว จัดอาหารอ่อนๆ ให้ดื่มน้ำอุ่น หลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กอยู่ในอากาศที่เย็นจัด และสวมเสื้อผ้าที่อบอุ่นอยู่เสมอ

Q : อาการแบบไหนคะที่สามารถกินยาปฏิชีวนะได้
A : หากลูกมีน้ำมูกสีเขียวข้นมากๆ ปริมาณเยอะ และมีไข้สูงกว่าเดิม จากที่เล่นได้ก็ไม่เล่น ซึมลง เจ็บคอมากขึ้น เสมหะเริ่มเขียว อาการต่างๆ แย่ลงก็อาจต้องปรึกษาหมอ เพื่อตรวจร่างกายดูว่ามีจุดหนองที่คอไหม

อาการคออักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียให้สังเกตดังนี้
  • ถ้ามีอาการใน 3 วันแรก ส่วนใหญ่จะไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หรือถ้าเป็นก็จะมีโอกาสน้อยมาก
  • แต่ถ้ามีอาการนาน 5-7 วัน ความเสี่ยงจะสูงมากขึ้นค่ะ ถ้าหมอตรวจดูแล้วพบว่าคอแดงมาก อาจจะมีจุดหนอง อย่างนี้ใช้ยาปฏิชีวนะได้ค่ะ
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ยาปฏิชีวนะถ้ากินให้ครบตามที่หมอให้ เพราะถ้ากินยาแล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้น เชื้ออาจหลงเหลืออยู่ พอหยุดยาปุ๊บ เชื้อจะปรับตัวและเจริญขึ้นมาใหม่ กลายเป็นเชื้อตัวใหม่ที่อาจจะดื้อยาตัวเดิม คือใช้ยาตัวเดิมรักษาไม่หายแล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญก็คือกินแล้วต้องกินให้ครบตามที่หมอให้มา

ในต่างประเทศไม่ให้สิทธิ์คนไข้ซื้อยาปฏิชีวนะกินเองเลยนะ แต่บ้านเราสามารถซื้อกินเองได้โดยไม่มีข้อห้าม เราเอาง่ายเข้าว่ากันมานาน ทำให้พัฒนาให้มีการดื้อยามากขึ้นเรื่อยๆ.


(update 11 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 284 กันยายน 2549 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600