สำหรับเด็กออทิสติก คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่จะเป็นกังวลเกี่ยวกับการรักษาภาวะออทิสซึม
จนบางครั้งละเลยเรื่องการดูแลสุขภาพปากและฟันของลูกไป หรือบางครั้งอาจจะนึกถึงแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร
เพราะคิดว่าลูกเป็นเด็กพิเศษคงจะไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาอย่างแน่นอน
จึงปล่อยไว้จนกระทุ่งลูกฟันผุถึงขั้นรุนแรงซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกได้โดยที่คุณไม่รู้ เช่น เมื่อมีอาการปวดฟันลูกไม่สามารถบอกให้คุณรู้ได้เหมือนเด็กปกติ การปวดฟันจะส่งผลให้ลูกอาจจะรับประทานอาหารไม่ได้ ทำให้การเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านอื่นๆ พลอยหยุดชะงักไปด้วย ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหันมาเอาใจใส่สุขภาพปากและฟันของลูกควบคู่ไปกับการรักษาภาวะออทิสซึมด้วย
ปัญหาที่พบในการรักษาสุขภาพปากและฟันของเด็ดออทิสซึม
1. เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสเป็นโรคฟันผุและเหงือกอักเสบรุนแรงกว่าเด็กทั่วไปเนื่องจากเด็กมีพฤติกรรมต่อต้าน ไม่ยอมให้ผู้ปกครองแปรงฟันให้ และการเลี้ยงลูกด้วยนมขวดที่ไม่ถูกวิธี ไม่ยอมเลิกดูดนมขวดเมื่อถึงวัยที่ควรเลิก
2. เด็กมีความบกพร่องเรื่องการสื่อสาร จึงมีความกลัวมากกว่าปกติ เพราะไม่สามารถบอกความกลัว ความกังวล หรือสิ่งที่ตนเองไม่ชอบให้ผู้อื่นรู้ได้ เด็กก็จะแสดงออกด้วยการกรีดร้อง ดิ้นขัดขืน ไม่ฟังสิ่งที่ทันตแพทย์พูด ปัดมือทันตแพทย์ ทำร้ายตนเอง บางคนอาจพูดประโยคซ้ำๆ หรือภาษาที่ไม่อาจเข้าใจได้ บางคนกลัวสิ่งที่ไม่ควรกลัว เช่น ด้ามกระจก เครื่องมือที่ใช้ในการทำฟัน ที่เป่าลม แสงไฟ เป็นต้น
3. เด็กกลุ่มนี้ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม ห้องทำฟันเป็นสถานที่ใหม่ที่เด็กไม่เคยพบมาก่อน เด็กอาจปฏิเสธการรักษา หรือเด็กบางคนเคยทำฟันมาแล้วก็ต้องกลับไปทำที่ห้องเดิม สิ่งแวดล้อมเดิม ถึงจะยอมให้ความร่วมมือ
4. เด็กออทิสติกมากกว่า 70% มีภาวะปัญญาอ่อนร่วมด้วย เด็กจึงไม่สามารถเรียนรู้ได้เหมือนเด็กทั่วไป
5. เด็กมีสมาธิสั้น ทำให้เด็กไม่ยอมรับการรักษาที่ต้องใช้เวลานานๆ
6. เด็กมีความบกพร่องในการเลียนแบบและขาดจิตนาการ ทำให้ไม่เข้าใจความหมายที่เป็นนามธรรม หรือสิ่งสมมติ ทำให้การสอน การฝึก ทำได้ยาก
เมื่อถึงเวลาต้องพาลูกออทิสติกมาทำฟัน
1. ก่อนการทำฟัน ควรพาเด็กมาให้คุ้นเคยกับสถานที่ เครื่องมือและทันตแพทย์ผู้ทำการรักษาก่อน โดยอาจตามพ่อ แม่ พี่ น้อง ไปทำฟัน เพื่อสร้างความคุ้นเคย เป็นการฝึกแบบซ้ำๆ หรืออาจฝึกเอากระจกส่องตรวจฟันให้ลูกที่บ้านสักระยะหนึ่งก่อน
2. การมาพบทันแพทย์ครั้งแรก ทันตแพทย์จะซักประวัติประเมินพฤติกรรมเพื่อวางแผนการรักษา ถ้าจำเป็นต้องให้การรักษาในครั้งแรก จะรักษาในกรณีฉุกเฉินเท่านั้นและให้ผู้ปกครองอยู่ด้วย เพื่อลดความวิตกกังวลของเด็กและช่วยสื่อสาร แต่ถ้าไม่เร่งด่วนก็เลื่อนเป็นครั้งต่อไป เพื่อให้ผู้ปกครองได้เตรียมเด็กก่อนมาพบทันตแพทย์
3. ขั้นตอนการรักษาฟันสำหรับเด็กออทิสติก เมื่อทันตแพทย์วางแผนการรักษาแล้ว อาจจะให้คุณพ่อคุณแม่ยืมเครื่องมือบางชิ้น เช่น กระจก ท่อดูดน้ำลาย ฯลฯ ไปฝึกให้เด็กคุ้นเคยกับเครื่องมือก่อน และจะแนะนำคำพูดต่างๆ ที่จะใช้ เช่น อ้าปาก ตรวจฟันคุณหมอ ก่อนถึงวันนัดทำฟัน คุณพ่อคุณแม่ควรบอกให้เด็กทราบว่าจะพาเด็กมาพบทันตแพทย์โดยไม่บอกล่วงหน้า เขาจะตกใจและกลัวมากกว่าการบอกให้เขาทราบก่อน และในการรักษาแต่ละครั้งจะใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที เนื่องจากเด็กมีสมาธิสั้น เพราะฉะนั้นอาจต้องมาหลายครั้งกว่าจะเสร็จสิ้นการรักษา
- สำหรับเด็กออทิสติกที่สามารถสื่อสารได้ (มีภาษา) สามารถรับการรับการรักษาได้เหมือนเด็กทั่วไป เพียงแต่ต้องอาศัยเวลาผู้ปกครองอาจพาเด็กมาพบทันตแพทย์หลายครั้ง เพื่อเริ่มการทำฟันจากง่ายไปยาก เพื่อให้เด็กได้ปรับตัว ลดความกลัว และมีทัศนคติที่ดีต่อการทำฟัน
- การใช้เครื่องจับยึด จะใช้กรณีที่เด็กไม่ให้ความร่วมมืออย่างมากและต้องให้การรักษาเร่งด่วนเท่านั้น
- การใช้ยาลดความวิตกกังวล/ยาสลบ จะใช้กับเด็กที่มีภาวะปัญญาอ่อนร่วมด้วย หรือเด็กที่มีฟันผุรุนแรง จะสามารถทำได้ทั้งปากในครั้งเดียว เป็นการลดความเครียดต่อตัวเด็กและผู้ปกครอง
- การผ่าฟันคุด แพทย์ควรให้ดมยาสลบ เพราะมีขั้นตอนการรักษาที่ซับซ้อน จึงไม่อาจคาดเดา พฤติกรรมของเด็กได้ขณะทำการรักษา
- เด็กที่มีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง เช่น กัดริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม หยิกข่วนที่เหงือก ถอนฟันเอง ฯลฯ ทันตแพทย์จะตรวจรอยแผลเหล่านี้อย่างละเอียด เพราะส่วนมากมักจะมีอาการรุนแรงและเด็กไม่สามารถบอกให้ทราบได้ อาจต้องใช้เครื่องป้องกันการกัดปาก (mouth guard) ใส่ให้เด็กก่อนทำการรักษา
ทันตกรรมป้องกันสำหรับเด็กออทิสติก
จะเห็นได้ว่าการรักษาทางทันตกรรมในเด็กออทิสติกมีความยุ่งยากซับซ้อน ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เด็กฟันผุจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเด็กเล็กที่ฟันยังไม่ขึ้น ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดช่องปากหลังดูดนมพอฟันเริ่มขึ้นจึงใช้แปรงฟันขนอ่อนแปรงฟันให้ลูก ทำเป็นประจำสม่ำเสมอเพื่อให้เด็กเกิดความคุ้นเคย เมื่อโตขึ้นควรใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ แต่ถ้าเด็กไม่ชอบรสชาติยาสีฟัน อาจใช้แปรงสีฟันแตะน้ำยาบ้วนปากเพียงเล็กน้อยแล้วแปรงให้เด็กก็ได้ และทันตแพทย์จะแนะนำอาหารที่ควรจัดให้เด็กกลุ่มนี้รับประทานเพื่อดูแลสุขภาพฟันด้วย
เด็กออทิสติกควรได้รับการตรวจฟันบ่อยกว่าเด็กทั่วไปอาจจะตรวจทุกเดือนหรือทุก 3 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าเด็กอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคฟันผุมากหรือน้อย.
(update 26 สิงหาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.155 June 2006]
|