เป็นที่ทราบกันว่า ร่างกายของคนเราประกอบไปด้วยน้ำประมาณ 70% เด็กก่อนขวบปีที่ดื่มนมแม่
จะได้น้ำจากนมแม่ถึง 80% ทำให้ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำเพิ่มเติมอีกเนื่องจากจะทำให้ขาดสารอาหารที่ได้เนื้อนมแม่
ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของเขาได้ ตรงกันข้ามกับเด็กที่เลี้ยงดูด้วยนมขวด หรือเปลี่ยนจากดื่มนมแม่มาเป็นนมขวดในภายหลังจำต้องได้น้ำดื่มเพิ่มเติม
เนื่องจากสารอาหารในนมวัวจะให้โปรตีนเข้มข้นกว่านมแม่มาก ทั้งนี้เพราะเดิมใช้เลี้ยงลูกวัวเหตุนี้ทำให้อุจจาระของลูกมีสีเขียวจากโปรตีน
ที่เกินกว่าร่างกายของเด็กต้องการออกมาด้วย น้ำดื่มจึงเข้ามามีบทบาทต่อไปจนชั่วชีวิตของลูก ทั้งนี้ เพราะน้ำดื่มมีคุณสมบัติที่สำคัญกับร่างกายดังนี้
น้ำสำคัญต่อร่างกายของเราอย่างไร
น้ำเป็นส่วนประกอบของเซลล์และกระบวนการโปรโตปลาสซึมคือ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของสารภายในเซลล์ช่วยในการลำเลียงสารอาหารต่างๆ เช่น ก๊าซฮอร์โมนและของเสียต่างๆ ที่ลำเลียงตามหลอดเลือดของระบบไหลเวียน (circulatory system) น้ำเป็นตัวเริ่มและตัวกลางให้สารอาหารทำปฏิกิริยาและเคมี เช่น ปฏิกิริยาการย่อยสลาย (hydrolysis) ได้แก่การย่อยอาหารต่างๆ และการเผาผลาญอาหารในร่างกายให้เป็นไปตามปกติ น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย โดยน้ำจุความร้อนได้สูงเพื่อระเหยเหงื่อออกจากร่างกาย และนำความร้อนซึ่งเกินจากอุณหภูมิของร่างกายออกไป ทำให้อุณหภูมิของร่างกายคงที่อยู่ได้ น้ำยังช่วยในการสะสมอาหาร เช่น ไขมัน โปรตีน หรือคาร์โบรไฮเดรตไว้ในร่างกาย และช่วยในการขับถ่ายกากอาหาร และของเสีย เช่น ขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ ช่วยทำให้ผิวพรรณสดชื่นแจ่มใส เป็นต้น
จะเกิดอะไรถ้าลูกไม่ดื่มน้ำ
สรุปคือ น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของทุกเซลล์ในร่างกายที่เป็นของเหลว เช่น
ในสมองมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 80%
ผิวหนังมีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ = 70%
กล้ามเนื้อมีน้ำเป็นส่วนประกอบ = 90%
หมอนรองกระดูกมีน้ำเป็นส่วนประกอบ = 80%
กระดูกมีน้ำเป็นส่วนประกอบ = 13 - 25%
ฟันมีน้ำเป็นส่วนประกอบ = 10% เป็นต้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า หากร่างกายขาดน้ำมากกว่า 3 วัน เราอาจเสียชีวิตได้ เพราะน้ำเป็นตัวทำละลายที่ดี สำคัญที่สุดในจำนวนของสารอาหารทั้งหมดดังกล่าว และยังทำให้ปฏิกิริยาทางเคมีนับพันในร่างกายหยุดชะงักลงด้วย ซึ่งรวมถึง
- การไหลเวียนของเลือด เพราะน้ำช่วยนำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงทุกเซลล์ในร่างกาย
- การไหลเวียนของเม็ดเลือดขาวหรือน้ำเหลือง เพราะน้ำช่วยเอาอาหารและของเสียเข้าและออกจากทุกเซลล์
- การทำงานของไต เพราะน้ำช่วยขับของเสียและสารพิษออกจากไตและร่างกาย
- การทำงานของระบบการย่อย เพราะน้ำช่วยทำให้เกิดกระบวนการปฏิกิริยาทางเคมีในการย่อย
- การทำงานของต่อมหมวกไต เพราะน้ำช่วยการขนส่งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตไปควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย
- ดังนั้นถ้าหากลูกน้อยของคุณ ดื่มน้ำน้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเป็นเวลานาน ร่างกายก็อาจเป็นโรคขาดน้ำเรื้อรัง (Chronic Dehydration) อาจทำให้เกิดอาการดังตัวอย่างต่อไปนี้ขึ้นกับร่างกาย เช่น
- ท้องผูกจากร่างกายขาดน้ำ ลำไส้ใหญ่จึงพยายามดูดซึมน้ำจากกากอาหารในลำไส้ใหญ่ให้กลับคืนสู่ร่างกาย คนที่ขาดน้ำจึงมีอุจจาระที่แข็งและขับออกยาก
- มีระบบการย่อยอาหารที่ผิดปกติ เนื่องจากขาดน้ำที่ช่วยในการเร่งปฏิกิริยาในการย่อย
- มีปัญหาภูมิแพ้ เนื่องจากต่อมหมวกไตที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานไม่ทำงานเพราะขาดน้ำ
- มีปัญหาทางด้านอารมณ์ เนื่องจากระดับฮอร์โมนไม่ปกติจากการขาดน้ำ ระดับฮอร์โมนของร่างกายลดน้อยลง เพราะไม่มีน้ำทำหน้าที่ขนส่งฮอร์โมนไปยังอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทำให้ทุกอวัยวะในร่างกายทำงานผิดปกติ เช่น หัวใจ ตับ ไต ปอด และระบบประสาท
- รู้สึกหนาวและร้อนง่าย เนื่องจากขาดน้ำที่ช่วยในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่
- อ่อนเพลียและเหนื่อยเมื่อล้าง่าย เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดและเม็ดเลือดขาว (น้ำเหลือง) ติดขัด
- เจ็บปวดและอักเสบทั่วร่างกาย เช่น ปวดหัว ปวดคอ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดไหล่ ไขข้ออักเสบ ฯลฯ เนื่องจากร่างกายมีน้ำไม่เพียงพอสารพิษจึงไม่อาจถูกขับได้หมด แต่ยังคงสะสมในร่างกาย ก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นกับอวัยวะต่างๆ ตามมา
- อาจมีปัญหาอื่นๆ อีกมาก เช่น โรคหืดหอบ โรคความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะ ฯลฯ
วัยวนบางคนไม่ชอบดื่มน้ำ เนื่องจากมักทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยจนน่ารำคาญ จึงเลี่ยงไม่ดื่มน้ำเพื่อจะได้ไม่ต้องเข้าห้องน้ำ การปัสสาวะถี่กว่าปกติหลังการดื่มน้ำนั่นแสดงว่า ร่างกายของเด็กชินกับการขาดน้ำมานาน เซลล์ในร่างกายจึงไม่ชินกับน้ำ แต่ชินกับน้ำอัดลม น้ำหวาน ฯลฯ ที่เด็กชอบดื่ม แต่พอเขาเริ่มดื่มน้ำมากๆ ร่างกายก็รับน้ำไม่ได้ จึงทำให้เด็กต้องปัสสาวะบ่อยในตอนแรก แต่พอดื่มน้ำนานได้สัก 1 - 2 เดือนเซลล์ในร่างกายจะเริ่มยอมรับน้ำ และร่างกายเริ่มสามารถนำเอาน้ำไปเผาผลาญใช้ได้ และรู้สึกเข้าห้องน้ำน้อยลง ถึงแม้จะดื่มมากก็ตาม
ควรให้ลูกดื่มน้ำเท่าไรจึงจะเพียงพอต่อร่างกาย?
ปกติลูกน้อยสูญเสียน้ำไปทางผิวหนัง มีทั้งที่มองเห็นคือเหงื่อ และโดยการระเหยของน้ำทางผิวหนังที่มองไม่เห็น มีประมาณวันละ 0.5 - 1 ลิตร ทางปัสสาวะหรือทางไตประมาณวันละ 1 - 1.5 ลิตร ทางปอด โดยออกมากับลมหายใจประมาณวันละ 250 - 300 ลบ.ซม และทางอื่นๆ เช่น น้ำตา น้ำมูก ฯลฯ
ดังนั้นร่างกายควรได้รับน้ำวันละประมาณ 3 ลิตร หรือเด็กควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6 แก้วต่อวัน (แก้วสำหรับเด็ก) แต่ขนาดร่างกายของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน ทำให้ร่างกายของแต่ละคนก็ต้องการน้ำไม่เท่ากันด้วย บางคนควรได้น้ำ 8 แก้ว ในชีวิตประจำวันร่างกายของเรามักได้น้ำในรูปของน้ำดื่ม น้ำในผักผลไม้ และอาหารอื่นๆ ที่กินเข้าไปมีจำนวนมากอยู่ถึง 60% ร่างกายจึงดื่มน้ำจริงๆ เพียงวันละ 1 ลิตร ทั้งที่ยังดื่มน้ำมากเท่าไรก็ยิ่งดีต่อร่างกาย และถ้าหากเราดื่มน้ำมากเกินไปร่างกายจะขับน้ำที่เกินออกจากร่างกายอย่างรวดเร้ว ผู้ใหญ่บางคนคิดว่าการดื่มน้ำมากๆ ทำให้อ้วน ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดเพราะว่าน้ำไม่มีคอเลสเตอรอล ที่ไปสร้างไขมันทำให้อ้วนได้ นอกเสียจากว่าจะชอบกินอาหารรสเค็มหรือหวานจัด เด็กบางคนชอบกินอาหารกรุบกรอบ ซึงจะมีปริมาณเกลือมาก เกลือที่เกินในร่างกายจะทำให้ไตทำงานหนัก และอาจทำให้ไตทำงานผิดปกติได้ นอกจากนี้เกลือส่วนในร่างกายจะอมน้ำไว้จนตัวบวมจนอาจดูเหมือนเด็กอ้วนได้
ส่วนเด็กบางคนที่ชอบกินอาหารหวานจัด ทำให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญน้ำได้ เนื่องจากจะทำให้ต่อมหมวกไตทำงานหนักจนอาจทำงานผิดปกติ ดังนั้นถ้าเด็กกินอาหารหวานจัด จะทำให้รู้สึกหิวน้ำตลอดเวลา เนื่องจากน้ำที่ดื่มไปร่างกายไม่สามารถนำไปใช้เผาผลาญความหวานและเค็มได้การเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด หวานจัดจึงจะสามารถช่วยให้ไตและต่อมหมวกไต ทำงานได้ปกติ ร่างกายจึงจะสามารถใช้และเผาผลาญน้ำที่ดื่ม
ดังนั้นน้ำดื่มจึงเป็นสิ่งจำเป็นของร่างกายเพราะช่วยให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายสดชื่น และช่วยขับเหงื่อ และของเสียออกจากร่างกาย เด็กๆ จึงควรดื่มน้ำบริสุทธิ์ให้เพียงพอถ้าไม่มีน้ำในร่างกายเซลล์ต่างๆ ของลูกก็จะไม่แข็งแรงเป็นอันตรายถึงช็อกได้.
(update 9 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.152 March 2006 ]
|