ในบรรดาโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเจ้าหนูจะเป็นโรคทางกายเสียเป็นส่วนใหญ่
แต่ใช่ว่าโรคทางกายจะนำมาซึ่งความเจ็บป่วยอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่
โรคทางจิตที่ผสมกับโรคทางกายก็สร้างความเจ็บไข้ให้กับเด็กเหมือนกัน
เช่นเดียวกับชื่อโรคที่ดูไม่ค่อยคุ้นอย่าง โรคติกส์ หรือ Tices Disorders
โรคติกส์ (อ่านออกเสียงว่า ติ๊ก) เป็นโรคหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้จัก เพราะเป็นโรคที่พบบ่อย
ซึ่งการที่คุณพ่อคุณแม่ที่รู้จักลักษณะอาการของโรคนี้จะสามารถสังเกตเห็นและพอจะวินิจฉัยในเบื้องต้นได้
ซึ่งหากพบอาการแล้วก็สามารถที่จะพาลูกไปพบแพทย์เพื่อการตรวจรักษาได้รวดเร็วขึ้น
และป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับอารมณ์ จิตใจของเด็กที่อาจเกิดตามมาได้ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือได้รับการวินิจฉัยช้า
ลักษณะสำคัญของโรคติกส์ คือมีอาการกระตุกเร็วๆ ของกล้ามเนื้อมัดย่อยๆ (Motor Tics) ที่บริเวณใบหน้า คอ
ไหล่ เช่น เด็กอาจจะขยิบตา กระตุกมุมปาก ยักไหล่ สะบัดคอหรือมีอาการเปล่งเสียงแปลกๆ (Vocal Tics) ทำเสียงกระแอม
เสียงฟุดฟิดทางจมูก เสียงคล้ายสะอึก
สำหรับอาการจะเป็นแบบซ้ำๆ รูปแบบเดิมต่อเนื่องเป็นอาทิตย์ เดือน หรือปี ทำให้ดูเหมือนเด็กทำกิริยาแปลกๆ ซึ่งโดยอาการที่เกิดขึ้นแล้วจะเป็นบ่อยมากชั่วโมงละหลายครั้ง หรือเด็กบางคนเป็นทุกนาที
โรคติกส์มีลักษณะที่แปลกอย่างหนึ่ง คือคนที่เป็นจะสามารถบังคับหักห้ามอาการได้ช่วงระยะหนึ่ง (partial inhibition)
แต่ก็ช่วงไม่กี่นาที พอเผลอก็จะกลับมากระตุกอีก ทำให้คุณพ่อคุณแม่ยิ่งไม่เข้าใจว่าเด็กคุมอาการได้แต่ไม่ยอมคุม
ขณะที่ตัวเด็กเองก็จะงงตัวเองเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าฉันตั้งใจทำหรือเปล่า ฉันสมควรถูกดุหรือไม่
ตามระดับความรุนแรงคือ
โรคติกส์ชั่วคราว (Transient Tics) ระดับความรุนแรงน้อยที่สุด
ส่วนใหญ่จะพบตั้งแต่วัยอนุบาลหรือประถมต้น ซึ่งจะพบบ่อยที่สุดในช่วงอายุ 7-11 ปี จะมีอาการเป็นระยะเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน แล้วจะหายได้เอง แต่อาจจะกลับมาเป็นอีกได้อาการเมื่อกลับเป็นซ้ำอาจจะเปลี่ยนรูปแบบไป เช่น ครั้งแรกมีการขยิบตา พอเป็นครั้งที่สองเปลี่ยนเป็นกระตุกมุมปาก เป็นต้น
โรคติกส์เรื้อรัง (Chronic Tics) ระดับความรุนแรงมากขึ้น
อาการจะเป็นเหมือนชนิดชั่วคราวแต่จะเป็นติดต่อกันนานเกิน 1 ปี ไม่หายไปง่ายๆ บางคนเป็นจนโตหรือเป็นตลอดชีวิต
โรคทูเรทท์ (Tourett's Syndrome) เป็นติกส์ระดับรุนแรงที่สุด
เด็กที่เป็นโรคทูเรทท์นอกจากจะมีการกระตุกของกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ แล้ว
จะมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ ด้วย เช่น ที่แขน หลัง ท้อง จนดูเหมือนเคลื่อนไหวแปลกๆ
เช่น สะดุ้งทั้งตัว สะบัดแขน ตีปีก ขว้างของ บริเวณที่กระตุกจะย้ายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
เช่น เริ่มเป็นที่ไหล่ ย้ายไปแขนขวา แล้วย้ายไปที่หลัง เป็นต้น นอกจากอาการกระตุกของกล้ามเนื้อแล้ว
โรคทูเรทท์จะยังมีอาการเปล่งเสียง (Vocol Tics) ร่วมด้วย อาการทั้งหมดจะเป็นนานเหมือนกับติกส์ชนิดเรื้อรัง ( เกิน 1 ปี)
ถึงตรงนี้คุณพ่อคุณแม่คงสงสัยว่า แล้วเจ้าโรคติกส์นี้มันเกิดจากอะไรกันนะ เดิมทีเคยเชื่อว่าโรคติกส์เกิดจากปัญหาทางอารมณ์ จิตใจ จึงจัดโรคนี้อยู่ในกลุ่มโรคทางจิตเวช แต่จริงๆ แล้วโรคเกิดจาก
- ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมองบางตัว คือ โดปามีน (Dopamine) จึงน่าจะจัดอยู่ในโรคทางระบบประสาทเสียมากกว่า
- ความเครียด เป็นส่วนเสริมให้เกิดอาการมากขึ้น
- พันธุกรรม เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคติกส์ พบว่า 60% ของเด็กที่เป็นจะพบประวัติโรคนี้ในสมาชิกครอบครัว
นอกจากนั้นเด็กที่เป็นโรคติกส์จะมีโอกาสเป็นโรคบางชนิดสูงขึ้นกว่าเด็กทั่วไป เช่น โรคสมาธิสั้น
โรคย้ำคิย้ำทำ โรคกังวล พฤติกรรมหุนหัน (impulsive) เป็นต้น
- พาไปพบกุมารแพทย์หรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อตรวจให้การวินิจฉัยที่แน่นอนและเช็กว่ามีปัญหาอื่นเกิดร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งเด็กบางคนเป็นภูมิแพ้ที่ตา (Allergic conjunctivitis) หรือเป็นโรคแพ้อากาศ (Allergic rhinitis) อาจทำให้มีอาการคันและขยิบตาหรือย่นจมูกคล้ายๆ ติกส์ได้
- หากเด็กเพึ่งเริ่มมีอาการแพทย์จะยังไม่ให้ยารักษา แต่จะให้ความเข้าใจกับคุณพ่อคุณแม่และรอดูอาการไปก่อน (อาจใช้เวลาเป็นเดือน) เพราะอาจเป็นติกส์ชั่วคราวและหายเองได้
- คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจและเห็นใจ ไม่ดุว่า ไม่เพ่งเล็ง เมื่อเด็กมีอาการติกส์ให้วางเฉยไม่สนใจอาการนั้นเพื่อเด็กจะได้ไม่เครียด ไม่อาย และต้องคอยปกป้องเด็กจากการถูกล้อเลียนจากเด็กคนอื่นหรือผู้ที่ไม่เข้าใจ อธิบายให้ตัวเด็กเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นเองและปลอบใจว่า รออีกสักพักมันอาจจะหายไปเองได้
- หากเป็นติกส์เรื้อรัง (นานกว่า 1 ปี) หรือเป็นทูเรทท์ แพทย์อาจจะพิจารณาให้รักษา
ขึ้นกับความรุนแรงและความถี่ของอาการว่ารบกวนการดำเนินชีวิต การเรียน หรือการเข้าสังคมมากน้อยเพียงใด
โดยจะพยายามให้ยาน้อยที่สุดเพราะยาที่ใช้รักษาติกส์หลายชนิดมีผลข้างเคียงสูงและต้องใช้ยาเป็นเวลานาน
ถึงแม้ว่าลูกเกิดอาการติกส์ คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจมากนัก เพราะนอกจากอาการดังกล่าวแล้ว โรคติกส์ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายต่อสมองหรือร่างกายอย่างอื่นใด เด็กสามารถเติบโตเรียนหนังสือ พัฒนาไปตามศักยภาพ ดำเนินชีวิตได้ตามปกติทุกประการ ยิ่งกว่านั้นโรคติกส์ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดชั่วคราวคือ หายไปเอง พบน้อยที่เป็นชนิดเรื้อรังที่จะเป็นหลายๆ ปี ยิ่งชนิดทูเรทท์ยิ่งพบน้อยมากประมาณ 0.05-0.1% เท่านั้น อีกทั้งปัจจุบันยังมียาใหม่ๆ ที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาแต่ก่อนมาก เด็กที่เป็นติกส์จึงไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรเลยครับ
เมื่อคุณพ่อคุณแม่เห็นอาการที่เด็กเป็นมักจะเข้าใจผิดคิดว่าเกิดจากการที่เด็กตั้งใจทำและกลัวติดเป็นนิสัยความเเคยชินจึงคอยห้ามปรามดุว่าไม่ให้ทำกิริยาที่ไม่น่าดูนั้น แต่เนื่องจากการกระตุกที่เป็นอาการของติกส์นั้นเกิดขึ้นเองโดยที่เด็กไม่ได้ตั้งใจทำและควบคุมไม่ได้เด็กจึงถูกดุว่าจนบางครั้งถูกลงโทษ เกิดความคับข้องใจ เสียใจ อับอาย เกิดเป็นปมด้อยขึ้น ซึ่งนอกจากจะไม่ทำให้อาการติกส์ลดลงแล้วกลับยิ่งทำให้เด็กเครียดและมีอาการรุนแรงมากขึ้นด้วย
(update 5 เมษายน 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ vol.11 No.125 March 2006]
|