"ฉานซื้อหมอนพะชันมาเก๊าสิบเก๊าบาท ถูกชิงๆ
ประโยคนี้...ไม่ได้เขียนผิดหรอกค่ะ แต่เป็นประโยคที่มักออกเสียงผิดๆ ต่างหาก เริ่มตั้งแต่
ฉัน เป็น ฉาน พระจันทร์ เป็น พะชัน เก้าสิบเก้า เป็น เก๊าสิบเก๊า และจริงๆ เป็น ชิงๆ
นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อย เท่านั้นค่ะ ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าการออกเสียงภาษาไทย
ในชีวิตประจำวันของเราเริ่มผิดเพี้ยนไปมากขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเป็นตัวเราเอง คนรอบตัว
หรือ คนในโทรทัศน์ สำหรับผู้ใหญ่ไม่น่ากังวลนักเพราะถ้าตั้งสติให้ดีจะทราบว่าการออกเสียงที่ไม่ถูกต้องเป็นอย่างไร
แต่สำหรับเด็กๆ แล้ว เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะเข้าใจได้ว่า คำที่ได้ยินและคำที่พูดนั้นถูกหรือผิดกันแน่
เพราะได้ยินผิดๆ และพูดผิดๆ ทุกวัน จนกลายเป็น โรคภูมิคุ้มกันภาษาไทยบกพร่อง และ
ถ้าคนไทยเป็นโรคนี้ทุกคน ภาษาไทยของเราคงจะอยู่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยไปได้อีกไม่นาน...
ก่อนจะถึงวันนั้น ในฐานะที่เราเป็นคนไทยคนหนึ่ง
เรามาเริ่มต้นเป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกๆ ไปพร้อมกับ
อัศวินพิทักษ์ภาษาไทย กันดีกว่าค่ะ
หมอภาษา...อัศวินพิทักษ์ภาษาไทย
อัศวินพิทักษ์ภาษาไทย หรือที่เรียกว่า หมอภาษา มีพันธกิจสำคัญในการห้องกัน
บำบัด รักษาผู้ที่ใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้อง หรือ เป็นโรคสมมติที่มีชื่อว่า โรคภูมิคุ้มกันภาษาไทยบกพร่อง
บันทึกคุณแม่จะพาคุณผู้อ่านไปพบกับ อาจารย์ศิริวรรณ์ ฉายะเกษตริน อัศวินผู้ริเริ่ม
โครงการหมอภาษาเพื่อพัฒนาเยาวชน และ ก่อตั้งร้านหมอภาษา อาจารย์ศิริวรรณ์
เล่าถึงการโครงการหมอภาษาว่า
โครงการหมอภาษาเพื่อพัฒนาเยาวชน ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ 29 กรกฎาคม 2542
เป็นปีที่รัฐบาลประกาศให้มีวันภาษาไทยแห่งชาติเป็นครั้งแรก และเป็นโครงการที่สนองพระราชดำรัส
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยเรื่องการใช้ภาษาไทยของพสกนิกรไทยอยู่เสมอ
จึงเกิดเป็นโครงการและเป็นร้านหมอภาษา เพื่อให้เด็กๆ คุณครู และบุคคลต่างๆ ตระหนักว่า
การออกเสียงภาษาไทยไม่ถูกต้อง ไม่ชัดเจนเปรียบเสมือนเป็นโรคชนิดหนึ่ง ถ้าไม่รักษาไม่ระมัดระวัง
จะลุกลามจนเรื้อรังได้ เช่น โรค ร ล ลักปิดลักเปิด โรควรรณยุกต์เคลื่อนเรื้อรัง แต่เป็นโรคสมมตินะคะ
ไม่ใช่โรคจริงๆ เมื่อคนไข้เข้ามาในร้านหมอภาษาแล้ว ก็จะเริ่มตั้งแต่การทำประวัติ วินิจฉัยโรค
บำบัด ไปจนถึงการรับยา คล้ายกับการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ถ้าใครสามารถออกเสียงภาษาไทยได้ถูกต้องแล้ว เราก็จะมีประกาศนียบัตรรับรองคุณภาพ
และรับรองการมีส่วนร่วนในการอนุรักษ์ภาษาไทยให้ ซึ่งเด็กๆ เขาจะภูมิใจมากค่ะ
โรคภูมิคุ้มกันภาษาไทยบกพร่อง
ร้านหมอภาษา เป็นร้านเล็กๆ ที่รับรักษาอาการป่วยทางภาษาให้กับผู้ใช้บริการ
อาการป่วยทางภาษาซึ่งเป็นโรคสมมติมีมากมายหลายโรค เราไปทำความรู้จักแต่ละโรคกันเลยนะคะ
- โรค ร ล ลักปิดลักเปิด เป็นโรคที่ออกเสียงตัว ร ตัว ล ไม่ได้ ตัว ร. เรือ
ต้องรัวลิ้น ตัว ล.ลิง ต้องกระดกลิ้น แต่ไม่ได้ถือเป็นโรคร้ายแรงนักเพราะบางทีเราพูดกันเร็วๆ
อาจจะตกหล่นบ้าง คุณหมอภาษาแนะนำว่า หากให้ความสำคัญและฝึกบ่อยๆ การตกหล่นก็จะน้อยลง
สามารถออกเสียงได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งในการออกเสียงที่ถูกต้องต้องไม่ออกเสียงเหมือนตัว R ในภาษาอังกฤษค่ะ
- โรค ส ซ อักเสบ มักเกิดจากการพ่นลมหน้าคำออกมามากเกินไปเหมือนตัว S
ในภาษาอังกฤษ ต้องฝึกฝนโดยการบังคับการปล่อยลมไม่ให้มีมากเกินไป เพราะปกติเสียง ส ซ
เป็นเสียงเสียดแทรกจะมีลมออกมาอยู่แล้ว จึงต้องจำกัดลมให้พอดี ทำปากให้ถูกลักษณะก็จะหายค่ะ
- โรค ตัวสะกดอ่อนแอ เกิดจากการออกเสียงไม่ครบ ไม่มีตัวสะกด เช่น พูดไทยไม่ชัด
ออกเสียงเป็น ผู้ไทยไม่ชะ ควรฝึกออกเสียงให้ชัดเจนเต็มคำ โรคนี้ก็จะทุเลาลงค่ะ
- โรค จ จานเจือจาง เกิดจากการออกเสียงตัว จ.จาน เพี้ยนไป ช.ช้าง เช่น รักคุณจริงๆ เป็น
รักคุณชิงๆ ขอบใจ เป็น ขอบไช โรคนี้เกิดจากการออกเสียงเลียนแบบภาษาอังกฤษค่ะ
- โรค ถ ท ทรพิษ เกิดจากการออกเสียง ถ ท เป็น ซ เหมือนตัว SH ในภาษาอังกฤษ
เช่น ที่ เป็นชี่
- โรค ฝ ฟ ตีบตัน เสียง ฝ ฟ เป็นเสียงเสียดแทรก เช่นเดียวกับ ส ซ
ถ้าพ่นลมออกมามากเกินไปก็จะทำให้เกิดเสียงที่ไม่ถูกต้อง
- โรคมะเร็งในหลอดเสียง ฉ ซ เกิดจากการออกเสียงเหมือนเสียง SH หรือ CH ในภาษาอังกฤษ
เพราะมีเสียงลมข้างหน้ายาวเกินไป วิธีแก้ไขก็คือพยายามออกเสียงให้ชัดเจน ไม่เลียนแบบเสียงในภาษาอังกฤษ
- โรควรรณยุกต์เคลื่อนเรื้อรัง เป็นการออกเสียงวรรณยุกต์เคลื่อนที่ไปจากระดับเสียงหนึ่ง
เช่น แม่ เป็น แม้ แน่นอน เป็น แน่นอน
จากสถิติของโครงการหมอภาษาพัฒนาเยาวชนพบว่า โรคที่พบมากที่สุดในเด็กไทย
คือ โรค ร ล ลักปิดลักเปิด โรค ส ซ อักเสบ และ โรควรรณยุกต์เคลื่อนเรื้อรัง
หนูคือหมอภาษา
ไม่เพียงแต่ที่ร้านหมอภาษา ของอาจารย์ศิริวรรณ์ ฉายะเกษตรริน เท่านั้น
ที่ให้บริการรักษาโรคภูมิคุ้มกันภาษาไทยบกพร่อง โครงการหมอภาษาพัฒนาเยาวชนพยายามสร้างเด็ก
และเยาวชนให้เป็นผู้นำในการแก้ปัญหา มอบความไว้วางใจให้เขาเป็นผู้พิทักษ์ภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาของเขาเอง
ในสถานศึกษาต่างๆ ตั้งแต่อนุบาลถึงอุดมศึกษาประมาณ 2,000 แห่ง ที่อยู่ในเครือข่ายโครงการหมอภาษาพัฒนาเยาวชน
ก็มีหมอภาษาตัวน้อยๆ เป็นอาสาสมัครที่ผ่านการประเมินและได้รับการอบรมจำนวนมาก
จนสามารถตั้งร้านหมอภาษาในสถานศึกษาของตนเองได้ เราไปแอบดูหมอภาษาตัวน้อยๆ ใน
โรงเรียนปราโมชวิทยา กันดีกว่าค่ะ ว่าเขาทำอะไรกันบ้าง
คุณหมอภาษาตัวน้อยๆ รอต้อนรับทีมงานบันทึกคุณแม่อยู่แล้ว เมื่อเราไปถึง คุณหมอภาษาก็แนะนำว่า
ก่อนที่จะเข้ารับการรักษา ต้องลงทะเบียน กรอกประวัติให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วรับบัตรนัดเพื่อเข้ารับการตรวจ
เมื่อถึงวันและเวลานัด คุณหมอจะวินิจฉัยโรคให้หลังจากที่คนไข้ประเมินตนเองแล้วว่าป่วยเป็นอะไร
แล้วเข้ารับการบำบัดรักษา ก็คือการฝึกออกเสียงตามแบบฝึกหัดของแต่ละโรค พร้อมทั้งรับยาคือ
รับแบบฝึกอ่านกลับไปอ่านที่บ้าน คุณหมอจะนัดคนไข้ใหม่ หากต้องเข้ารับการรักษาอีก
แต่ถ้าตรวจแล้วพบว่าอาการหายขาดก็จะได้รับวุฒิบัตรของร้านหมอภาษารับรองคุณภาพ
อาจารย์ลักษณา สังฆมาศ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
เล่าถึงโครงการหมอภาษาพัฒนาเยาวชนของโรงเรียนปราโมชวิทยาว่า
ร้านหมอภาษาของโรงเรียนปราโมชวิทยาจัดกิจกรรมให้กับเด็กๆ ทั้งนอกเวลาเรียนและในชั่วโมงเรียนค่ะ
ซึ่งเด็กๆ ก็จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือเด็กที่สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมร้านหมอภาษาเองก็จะเข้ามาใช้บริการในเวลาพัก
กลุ่มที่ 2 คือ เด็กที่ได้รับการสำรวจพบว่าต้องการการฝึกฝนเป็นพิเศษจะใช้บริการในคาบเรียนภาษาไทยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
เราก็จะฝึกไปเรื่อยๆ เมื่อดูจากสถิติแล้วพบว่าเด็กๆ สามารถอ่านได้ดีขึ้น ออกเสียงถูกต้องขึ้น
ร้านหมอภาษาจึงไม่ได้ทำน้าที่แก้ปัญหาอย่างเดียวแต่จะทำหน้าที่ซ่อมเสริมด้วย
และร้านหมอภาษาก็เป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ให้ความสนใจมากเลยนะคะ
เพราะนอกจากจะรู้จักการใช้ภาษาที่ถูกต้องแล้ว เขายังได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายด้วย
เช่น จัดรายการเสียงตามสาย ฝึกเป็นพิธีกร และผู้ประกาศข่าวค่ะ
ถ้าลูก...เป็นโรคภูมิคุ้มกันภาษาไทยบกพร่อง
เด็กๆ ยุคใหม่ ได้รับอิทธิพลทางภาษาจากสื่อต่างๆ ง่ายมาก จึงทำให้การใช้ภาษาไทยอาจบกพร่องไปบ้าง
โดยเฉพาะโรควรรณยุกต์เคลื่อนที่ และการออกเสียงภาษาไทยเลียนแบบภาษาอังกฤษ
แต่โรคเหล่านั้นก็ป้องกันได้ค่ะ
อาจารย์ศิริวรรณ์ ฉายเกษตริน แนะนำว่า หากคุณพ่อคุณแม่ทราบว่าลูกมีความบกพร่องในการพูด
และการออกเสียงภาษาไทยที่ถูกต้อง ก็ควรรีบแนะนำการพูดที่ถูกต้องให้ ถึงแม้ว่าเด็กๆ จะอยู่กับครูมากก็ตาม
คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องหมั่นสังเกตและแนะนำการออกเสียงให้ เหนือสิ่งอื่นใด
คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกด้วย เช่น คุณแม่พูดตัว ส แล้ว
เอาลิ้นออกมาเหมือนออกเสียง TH ในภาษาอังกฤษ หรือ คุณแม่ไม่ออกเสียง ร ล เลย
เด็กก็จะติดไปอย่างนั้นค่ะ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงเป็นบุคคลสำคัญมากที่ช่วยให้ลูกๆ
ออกเสียงได้ถูกต้องชัดเจน
แม้ว่า หมอภาษา ทั่วประเทศไทย จะอาสาเป็นผู้พิทักษ์ภาษาไทยแล้ว
แนวร่วมอุดมการณ์อย่างเราๆ ก็ยังคงต้องช่วยกันอย่างขัดแข็ง เริ่มง่ายๆ จากการเป็นตัวอย่างที่ดี
แนะนำการออกเสียงที่ถูกต้องให้กับลูกๆ เพื่อที่วันข้างหน้าเขาจะเติบโตขึ้นเป็นเยาวชนไทย
ที่ใช้ภาษาไทยถูกต้อง มีบุคลิกภาพดี และสามารถอวดเอกลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ
(update 17 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ มีนาคม 2005]
|