การแข่งขันทางการค้าทำให้วิถีชีวิตการบริโภคของทุกคนเปลี่ยนไป พร้อมกับอุบัติการณ์ของเด็กอ้วนและฟันผุที่เพิ่มมากจากองค์การอนามัยโลกประกาศให้โรคอ้วนเป็นโรคระบาด นอกจากนี้โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ก็สูงขึ้นตามโรคอ้วนไปด้วย เพราะการบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูง (หวานมัน) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นนั่นเอง
ปัจจุบันจากการสำรวจของเครื่องข่ายเด็กไทยไม่กินหวานพบว่า เด็กไทยเริ่มกินขนมตั้งแต่อายุก่อนขวบ และสิ่งแรกที่ทำให้เด็กสัมผัสกับความหวาน คือนม และผลิตภัณฑ์ของนม รวมถึงอาหารเสริมที่เด็กได้รับตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
เมื่อเด็กโตขึ้นก็รับความหวานจากนมที่มีการเติมความหวานในรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำตาลทราย (ซูโครส) กลูโคส ฟรักโทส และน้ำผึ้ง นมเปรี้ยวรสต่างๆ ขนมหวาน ลูกอมช็อกโกแลต ขนมถุงรสเค็ม อาหารฟาสต์ฟู้ดทอดๆ มันๆ ค่าขนมเด็กไทยทุกวันนี้โดยเฉลี่ยคนละประมาณ 16 บาทต่อวัน ซึ่งเด็กมีอำนาจในการตัดสินใจซื้อได้ตั้งแต่อายุ 21 เดือน เรียกว่าเริ่มเดินได้ และชี้นิ้วได้ก็สามารถซื้อได้ทันที
หากปล่อยให้พฤติกรรมการบริโภคของเด็กไทยเป็นอย่างทุกวันนี้ อัตราการป่วยเป็นโรคอ้วนและผงจากโรคอ้วน โรคติดต่อไม่เรื้อรังก็จะเพิ้มขึ้นเป็นเกือบสองเท่าตัวภายในอีกไม่เกิน 20 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน และหมอเองคงไม่กล้าที่จะคาดคะเนสุขภาพของผู้ใหญ่ ณ เวลานั้นว่าสถิติคนที่มีปัญหาจะมากขนาดไหน ต้องใช้งบประมาณมากแค่ไหนในการดูแลรักษาโรคแทรกซ้อนเหล่านี้!!!
ติดหวาน
ได้อย่างไร
เด็กทุกคนมีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ทันทีที่แยกแยะตนเองจากมารดาได้ หลังอายุ 4 เดือน การทำงานของสมองส่วนอยาก (Limbic System) ก็จะทำงานได้เด่นขึ้น ในขณะที่สมองส่วนคิด (Frontal Lobe) ในการใช้เหตุผลยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ จะเริ่มมีพัฒนาการได้ดีต่อเมื่ออายุ 5 ปีขึ้นไป ดังนั้นเด็กแรกเกิดจนถึงอายุราว 4-5 ปี จึงตัดสินใจบริโภคตามความเคยชิน ความคุ้นเคย และความอยากเท่านั้นเอง
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในช่วงวัยแรกเกิดจนถึง 3 ปี เป็น ช่วงเวลาทอง (Golden Period) ของการเรียนรู้และตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัวเด็กซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการก่อร่างสร้างพฤติกรรมต่างๆ ในอนาคตเช่นเดียวกัน
มีการศึกษาที่เชื่อมโยงให้เห็นว่า เด็กแรกเกิดจนถึงวัย 3 ปี เป็นเวลาที่มีความสำคัญมากต่อการบ่มเพาะนิสัยการติดหวาน ดังนั้นหากทารกในระยะนี้ได้สัมผัสอาหาร เครื่องดื่ม หรือนมรสหวานที่มีการปรุงแต่งรสหวานเพิ่มเติม นอกเหนือจากความเป็นธรรมชาติของสารอาหารนั้นๆ แล้ว เด็กก็จะพัฒนาการเรียนรู้จนติดหวานขาดความเป็นธรรมชาติตามพัฒนาการของตุ่มรับรสด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้รสหวานยังสร้างความพึงพอใจ (Hedonic Response) บวกกับผู้เลี้ยงเองที่นิยมชมชอบการเติมหวานเพิ่มในอาหารให้เด็ก ในที่สุดเด็กก็จะเข้าวงจรการติดหวานทำให้เลิกยาก ทั้งยังเพิ่มความต้องการและความถี่ในการกินหวานมากขึ้น รสหวานมักจะสัมพันธ์กับความมัน (ไขมัน) ฉะนั้นเด็กที่รสหวานมีโอกาสที่จะกินอาหารที่เพิ่มความมันได้ด้วย อาหารเครื่องดื่มที่มีทั้งหวานและมันจัดเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง (High Palatability Food) เสี่ยงต่อโรคอ้วนในภายภาคหน้าได้
มันมากับความหวาน
เมื่อเด็กกินอาหารที่มีรสหวานเป็นประจำจนเกิดอาการติดหวานแล้ว จะเป็นเหตุให้มีปัญหาอื่นตามมาอีกมากมายทั้งเรื่องสุขภาพร่างกายและจิตใจ
- โรคอ้วน เด็กที่มีพื้นฐานและกินหวานเก่งมาก จะกินมากและกินหวานมันมากยิ่งขึ้น
- ขาดสารอาหาร เด็กในกลุ่มนี้มักผอม กินน้อย เลือกกิน กินจุบจิบ และมักจะกินขนมถุง ลูกอม น้ำอัดลม เพื่อให้หายหิวไม่ค่อยกินอาหารครบ 5 หมู่
- ฟันผุ เด็กไทยฟันผุร้อยละ 80-90 และ ฟันผุประมาณ 4 ซี่ต่อคนในกลุ่มวัยอนุบาล
- ท้องผูก เด็กที่ติดหวานพบกินผัก อาหารที่มีกากใยน้อยมาก จึงถ่ายแข็งและท้องผูก
- โรคแทรกซ้อนอื่นๆ ซึ่งเป็นผลมาจากโรคอ้วน เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง
- ผลกระทบทางใจ เมื่อติดหวานจนทำให้อ้วนแล้ว จะส่งผลให้เสียสุขภาพจิตและขาดความมั่นใจในตนเอง
- ขาดวินัย วินัยในการกินนับได้ว่าเป็นปฐมบทในการฝึกอีคิวของเด็กๆ
- เสียเวลาในการเรียนและเสียค่าใช้จ่าย ทั้งจากการบริโภคอาหารขยะโดยตรงและเมื่อเจ็บป่วย เด็กที่บริโภคอาหารและเครื่องดื่มประเภทนี้บ่อยๆ และนานๆ มีโอกาสเจ็บป่วยมากกว่าเด็กที่บริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณค่า
เทคนิคไม่ติดหวาน
- ในการฝึกพฤติกรรมใหม่ๆ ไม่ให้เด็กติดหวาน ต้องใช้ความอดทน ขึ้นอยู่กับพื้นฐานอารมณ์ของเด็ก บางราย 8-10 ครั้ง จึงจะสำเร็จ 1 ครั้ง เพราะฉะนั้นพ่อแม่ญาติพี่น้องควรช่วยกัน
- ต้องให้คำชมในสิ่งที่เด็กทำได้ดี บ่อยครั้งที่พ่อแม่เอาแต่ดุด่าบังคับเด็กๆ ให้ปฏิบัติทำให้เด็กเกิดปฏิกิริยาต่อต้านได้
- ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างและทำเป็นตัวอย่างให้ด้วย จะให้เด็กกินผักแต่ผู้ใหญ่ไม่กินก็ฝึกยาก
- สร้างเงื่อนไขในการกินหวานให้ยากขึ้นโดยเฉพาะขวดนมที่เด็กกินสะดวกและยิ่งเป็นนมหวานหรือนมเปรี้ยว น้ำหวาน เด็กก็จะเลิกได้ยาก เอาแต่ใจตัวเอง ซึ่งจุดนี้นับเป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งในการฝึกวินัยการกินให้ลูก ฉะนั้นเมื่อถึงวัย 1 ขวบครึ่งควรให้เลิกขวดนมควรให้กินนมจืดจากแก้ว ก็จะทำให้เปิดโอกาสให้เด็กกินข้าวได้ด้วย
องค์การอนามัยโลกแนะนำวิธีการบริโภคเพื่อการมีสุขภาพที่ดี ดดยให้เพิ่มการบริโภคอาหารจำพวกผักผลไม้และธัญพืชที่เป็นกากใยสูงมากขึ้น และควรจำกัดการบริโภคน้ำตาล โดยกำหนดค่านิยมของน้ำตาลที่เพิ่มนอกเหนือจากความเป็นธรรมชาติของสารอาหาร ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทราย กลูโคส สารฟลักโทสในระดับความเข้มข้นต่างๆ เช่น คอร์นไซรัปและน้ำผึ้ง ควรบริโภคให้น้อยที่สุดหรือไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน
คำกล่าวที่ว่า คุณจะเป็นอย่างที่คุณกิน (You are what you eat) หากเราอยากมีร่างกายที่แข็งแรงทั้งกายและใจคงต้องร่วมแรงร่วมใจสร้างขึ้นมาด้วยตัวเราเองสำหรับเด็กเล็กๆ คงหนีไม่พ้นบทบาทของพ่อแม่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นพลังให้ทุกๆ คนโดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ในการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่แข็งแรงแทนที่จะป่วยสารพัดโรคครับ
รู้หรือเปล่าว่า
- ชาวอเมริกันบริโภคน้ำตาลที่เพิ่มจากความหวานธรรมชาติของอาหารประมาณ 30 ช้อนชาต่อคนต่อวันในขณะที่คนไทยบริโภคน้ำตาลที่เติมเพิ่ม ราว 20 ช้อนชาต่อคนต่อวัน
- เด็กไทยร้อยละ 20 กำลังประสบปัญหาโรคอ้วน โดยที่ผู้ใหญ่ในปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาโรคอ้วนร้อยละ 50
- สถิติของเด็กไทยที่ป่วยเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะเบาหวานจากความอ้วน (เบาหวานชนิดที่ 2) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าพบได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 6-8 ปี
- เด็กไทยเริ่มฟันผุตั้งแต่อายุก่อนขวบและอัตราเด็กไทยฟันผุร้อยละ 80 เฉลี่ย 4 ซี่ต่อคน
- น้ำตาลที่เติมเพิ่มทั้งในอาหารและเครื่องดื่มทุกประเภท รวมทั้งนมในเด็กเล็กไม่ควรเกิน 4 ช้อนชาต่อคนต่อวัน ถ้าเป็นเด็กโตและผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อคนต่อวัน
(update 15 สิงหาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol. 11 No. 127 May 2006]
|