เรื่องหวานๆ ตัวการ ทำลาย สุขภาพลูก


เมื่อลูกน้อยอายุ 1 ปีขึ้นไป เริ่มได้อาหาร 3 มื้อเหมือนผู้ใหญ่บางคนจะเริ่มแสดงอาการเบื่อนม เนื่องจากอาหารอื่นมีรสชาติที่หลากหลายกว่า แต่เพราะนมเป็นอาหารเสริมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับลูก คุณพ่อคุณแม่บางท่าน จึงหาเทคนิคต่างๆ เชิญชวนให้ลูกกลับมาดื่มนมอีกครั้ง วิธีการหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่เลือกใช้ คือการให้ลูกดื่มนมปรุงแต่งรสต่างๆ ตามชอบใจ เช่น นมปรุงแต่งรสหวาน น้ำผึ้ง ช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี่ ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นการเติมลงไปในนมผงด้วยตัวของคุณพ่อคุณแม่เองหรือแบบนมกล่อง UHT โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า อาจมีผลต่อสุขภาพของเขา

โครงการสื่อสารเพื่อสุขภาพ ร่วมกับเด็กไทยไม่กินหวานวิจัยพบว่า คุณพ่อคุณแม่ชงนมรสหวานน้ำผึ้งให้ดื่ม 39.1% เท่ากับให้เด็กกินน้ำตาลวันละเกือบ 9 ช้อนชา นอกจากนี้ผลจากการวิจัยจากกองทันตสาธารณสุข กรมอนามัยพบว่า นมหวานมีผลเสียต่อเด็กเล็กอย่างมากมายดังนี้
1. ฟันผุ เด็กไทยฟันผุกันมากถึงร้อยละ 80 และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ มีการสำรวจพบโรคฟันผุในเด็กอายุ 6 เดือน ซึ่งเป็นอายุของเด็กที่ฟันน้ำนมเพิ่งเริ่มขึ้น แสดงว่าเด็กกลุ่มนี้ฟันน้ำนมขึ้นมาได้ไม่กี่วันก็ฟันผุเสียแล้ว นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอื่นๆ พบว่า เด็กนักเรียนทั่วประเทศที่ดื่มนมรสหวาน มีเปอร์เซ็นต์เป็นโรคฟันผุกันมากกว่าเด็กที่ดื่มนมจืด

2. โรคอ้วน กุมารแพทย์หลายท่านชี้ว่า เด็กที่ดื่มนมหวาน มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วน ซึ่งจะเป็นประตูนำไปสู่โรคร้ายหลายโรค อาทิ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคข้อเข่า โรคหายใจลำบาก เป็นต้น

3. ภาวะทุขโภชนาการ ทำให้เด็กขาดสารอาหาร เด็กที่อมลูกอมทั้งวัน มักจะไม่หิวทำให้หม่ำอาหารได้น้อย ได้สารอาหารไม่ครบหมู่ เพราะพอเด็กอมลูกอม จะได้พลังงานจากน้ำตาล ทำให้มีแรงวิ่ง แต่พอลูกอมหมด ก็วิ่งกลับมาอมลูกอมเม็ดใหม่ จึงมีน้ำตาลลอยอยู่ในกระแสเลือดตลอดเวลา ทำให้เด็กวิ่งได้ทั้งวัน ไม่มีเหนื่อยหรือหิว

ดังนั้นการซื้อนมหวานให้ลูกดื่ม อาจทำให้เขาติดรสหวานและมีแนวโน้มไม่ชอบกินผักผลไม้ รวมทั้งอาหารที่เป็นประโยชน์ เนื่องจากอาหารดังกล่าวรสไม่หวานเท่า เด็กบางคนติดรสมัน คล้ายที่ได้จากไขมันนมที่เขาชื่นชอบด้วย

สิ่งที่เด็กกลุ่มนี้เลือกกินคือเค้ก ไอศกรีม ขนมหวาน น้ำอัดลม ฯลฯ มีการประมาณว่า เด็กไทยจำนวนราว 15 ล้านคน เสียค่าขนมที่ไร้ประโยชน์เป็นมูลค่ามากถึงปีละ 1 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ดี เมื่อกลางปี 2548 ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณะสุขได้ออกประกาศฉบับที่ 286 ห้ามเติมน้ำตาลลงในนมผงสูตรต่อเนื่อง (follow-on formula) สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี ซึ่งในเมืองไทยจะมีเด็กเล็กช่วงวัยดังกล่าวอยู่จำนวนมากกว่า 2 ล้านคน โดยมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2548 ที่ผ่านมา

ถึงกระนั้นเชื่อว่ามีเด็กจำนวนหนึ่งได้ติดรสหวาน และเริ่มมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วน จึงขอแนะนำผู้ปกครองถึงวิธีการจัดการ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่จะเกิดขึ้นกับลูกน้อยดังนี้ค่ะ

1. เลือกอาหารที่มีพลังงานต่ำแต่ให้ประโยชน์สูง และอิ่มท้อง เด็กอ้วนหรือมีแนวโน้มอ้วน คุณอาจทำใจลำบากที่ลูกอาจเข้ามาเซ้าซี้ของกินอาหารเดิมๆ ที่เขาชอบ แต่ขอให้เข้าใจว่า ทางการแพทย์เรียกเด็กอ้วนว่า “กำลังเป็นโรค” ถ้าไม่ควบคุมอาหาร จะเป็นการสนับสนุนให้โรคร้ายแรงขึ้น อาหารที่ควรให้เด็กกิน เช่น อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและไขมันต่ำ โปรตีนสูง (เพราะปกติโปรตีนให้พลังงานต่ำ) วิตามินและเกลิแร่สูง เช่น เปลี่ยนจากกินข้าวสวยมากินข้าวต้มโดยข้าวสวยเพียง 1 ทัพพี จะเท่ากับข้าวต้มหรือโจ๊ก 1 ชามใหญ่ เนื้อสัตว์ ผัก ที่ไม่มีมันจัด และกินผลไม้เป็นอาหารว่างแทนของขบเคี้ยว เน้นผักและผลไม้ให้มาก เด็กอ้วนจะเปิดปากกินง่าย ไม่เกี่ยงเรื่องอาหาร จึงทำให้เขาปรับตัวได้ในไม่ช้า

คุณไม่ควรซื้อขนมจุบจิบเก็บไว้ในบ้าน เด็กเล็กจะยังไม่สนใจรูปร่างของตนเองว่า ถ้าอ้วนมากๆ จะทำให้เขาป่วยนอกจากความหิวเป็นแรงผลักดันให้เขากิน เด็กที่อาศัยอยู่ในครอบครัวขยายปลูกบ้านหลายหลังในพื้นที่เดียวกัน ทำให้เด็กมีช่องทางหาของกินได้เรื่อยๆ บ้านนี้ทำอาหารไม่อร่อยก็วิ่งไปบ้านนู้น ดังนั้นจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากญาติพี่น้องทุกคนด้วย

2. เลิกดูดขวดนม เด็กบางคนอ้วนเพราะติดขวดนม เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไปนั้นเลยวัยทารกแล้วแต่ยังดูดนมขวดวันละ 7-8 ขวด ขวดละ 7-8 ออนซ์ ซึ่งมากเกินความจำเป็น อาหารยังไม่มีน้ำตาลมากเท่ากับน้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติในนมจืด แต่ก็ไม่รุนแรงเท่ากับนมรสหวาน ซึ่งนมผสมบางยี่ห้อเติมน้ำตาลลงไปโดยไม่แจ้งไว้ก็มี เด็กจึงมีน้ำหนักเกินได้และส่วนใหญ่เวลาเด็กดื่มนมมักดูดจากขวด น้ำนมจะเต็มฟันอยู่ตลอดเวลา เป็นเหตุให้เด็กอ้วนที่ติดดูดขวดมักฟันผุด้วย และถ้าเด็กอายุ 1 ปี มีน้ำหนัก 20 กก.ขึ้นไปแต่ยังต้องการดื่มนม ควรให้เด็กดื่มนมพร่องมันเนย ให้สังเกตข้างกระป๋อง ซึ่งจะเขียนว่า “นมผงแปลงไขมันละลายทันที” แทนข้างกระป๋องที่เขียนคำว่า “นมผงธรรมดาชนิดละลายทันที” คุณก็จะได้ซื้อนมผงที่ผลิตจากนมพร่องมันเนย

3. ออกกำลังกาย หรือพาออกไปทำกิจกรรม เพื่อไม่ให้เด็กว่างนึกถึงการกินและนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ ที่ไม่เกิดการเผาผลาญพลังงาน
การควบคุมอาหารจะใช้เวลานานเท่าไร ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของเด็ก หากกินอาหารไขมันต่ำร่วมกับการออกกำลังกาย เช่น ว่ายน้ำ วิ่ง ฯลฯ จนสามารถควบคุมน้ำหนักของลูกให้คงที่ติดต่อกันได้ และแสดงว่าคุณเริ่มชนะ และหมายถึงเด็กเริ่มเคยชินกับอาหารที่ควบคุมความหวานมันแล้วสุดท้ายลูกจะผอมลงเมื่อเฉลี่ยกับความสูงของลูกที่เพิ่มขึ้นทุกวัน หากเด็กน้ำหนักเกินเกณฑ์ อาจต้องอาศัยระยะเวลา 2-3 ปี ก็สำเร็จเหมือนกัน เช่น สูงเพิ่มขึ้น 10 ซม.เทียบกับน้ำหนักที่เคยเกินไป ก็จะไม่อ้วนแล้วสำหรับความสูงใหม่นี้


(update 10 เมษายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.150 January 2006 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600