ปานแบบไหนอันตราย


เมื่อเจ้าตัวเล็กลืมตาดูโลก สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่มักจะสำรวจและคำนึงถึง คือ ลูกน้อยปกติดีหรือไม่ ครบ 32 หรือเปล่า จนอาจมองข้าม “ปาน” รอยที่ธรรมชาติมอบให้มาตั้งแต่เกิด หรือจะเกิดขึ้นภายหลังก็ตาม

ปัญหาอยู่ตรงที่ “ปาน” บางชนิดนั้นมีอันตรายค่ะ


ปาน...คืออะไร ?

โดยทั่วไปปานหมายถึง รอยปื้นหรือสีผิดปกติของผิวหนังที่อาจจะเป็นมาแต่กำเนิดหรือภายหลังก็ได้ค่ะ


ปานแดง ปานดำ และปานสีน้ำเงิน

  ปานแดง (นูน)     ปานแดง (ราบ)         ปานดำ             ปานน้ำเงิน


ในบ้านเราจะพบปานอยู่ 3 ประเภท คือ
1. ปานแดง เกิดจากความผิดปกติ ของเส้นเลือดบริเวณผิวหนัง พบทั้ง

- ชนิดนูน ลักษณะคล้ายผลสตรอว์เบอร์รี่ เรียกปานแดงชนิดนูนสตรอว์เบอร์รี่ สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าว่านูนออกมา
- ชนิดแบนราบ เป็นสีแดงจาง หรืออาจจะสีเข้ม แต่จะไม่นูนขึ้นมา เรียกว่า port-wine stain

2. ปานดำ เกิดจากความผิดปกติของเซลล์สร้างสี หรือเมลานิน เรียกว่า ปานโอต้า (Nevus of Ota) พบบ่อยบริเวณใบหน้า และมักเป็นซีกเดียว

3. ปานน้ำเงิน เรียกว่า ปานน้ำเงินมองโกล (Mongolian spot) มักพบในเด็กเอเชียตั้งแต่คลอด ที่บริเวณก้นหรือหลัง ลักษณะเป็นผื่นราบ มีสีน้ำเงิน สีเทา หรือน้ำเงินดำ รอยขอบไม่ชัดเจน เมื่อเด็กโตขึ้นจะหายไปเอง

ปาน... มีอันตรายหรือไม่

ส่วนมากจะไม่อันตราย แต่ควรหมั่นสังเกตลักษณะของปานว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะมีปานบางชนิด เช่น ปานแดงชนิดนูนสตรอว์เบอร์รี่ หากมีความผิดปกติ เช่น โตเร็ว หรืออยู่ในบริเวณใบหน้า ใกล้ตา จมูก หรือหู ถ้ามีขนาดใหญ่ขึ้นจะเบียดตา ทำให้สายตาผิดปกติได้ ต้องรีบรักษาเพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดอันตรายได้ นอกจากนี้ปานบางชนิดอาจมีความผิดปกติของอวัยวะภายในร่วมด้วยแต่พบได้น้อยมาก


การรักษา

1. การเฝ้าระวังและติดตามดูแล (observation) ปานบางชนิด เช่น ปานแดงนูนสตรอว์เบอร์รี่ ปานน้ำเงินมองโกล เวลาเด็กโตขึ้นก็จะจางหรือยุบลงได้เอง พ่อแม่อาจจะต้องพาเด็กไปพบแพทย์เป็นระยะๆ

2. การใช้ยา เช่น คอร์ติโคสตีรอยด์ หรือ อินเตอฟีรอล แพทย์จะพิจารณาใช้กับปานแดงบางชนิดที่มีอาการโตเร็ว หรือมีขนาดใหญ่ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจเกิดอันตรายกับเด็กได้ และการใช้ยาก็จะใช้ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น เพราะยาบางชนิด เช่น ยาคอร์ติโคสตีรอยด์ หากกินเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบกับเด็กได้ โดยเฉพาะเด็กที่กำลังเติบโต

3. การตัดออก ใช้กับปานชนิดนูนเป็นก้อนขนาดเล็ก ที่สามารถตัดออกได้ง่าย

4. การใช้เลเซอร์ ปัจจุบันมีการนำเลเซอร์มาใช้ในการรักษาปานกันมากขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นปานชนิดใด

เมื่อลูกมีปาน
1. พาไปพบแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยว่าเป็นปานชนิดใด และจะเป็นอันตรายหรือไม่

2. หากเกิดอาการผิดปกติ หรืออาการแทรกซ้อน เช่น เกิดอาการบวมแดง สีเปลี่ยนไป น้ำเหลืองซึม เลือดคั่ง เจ็บมีหนองแตก ควรไปพบแพทย์ทันที ห้ามรักษาเอง เพราะอาจทำให้เป็นปัญหามากขึ้น
ถ้าลูกน้อยมีปาน คุณหมอจะนัดตรวจเป็นระยะๆ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องหมั่นสังเกตด้วยว่าลูกมีอาการผิดปกติดังที่กล่าวมาหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องไปพบแพทย์ก่อนกำหนดค่ะ
เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่คงต้องสำรวจเจ้าตัวเล็กที่บ้านแล้วล่ะค่ะ ว่ามีปานเกิดขึ้นหรือไม่ มีลักษณะอย่างไรดูให้ละเอียดสักนิด เพื่อที่จะได้พาไปพบแพทย์และป้องกันหรือแก้ไขปัญหาได้เร็วค่ะ


(update 8 มิถุนายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 270 กรกฎาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600