คิดดูนะคะคุณขา ขนาดดิฉันน่ะเป็นแม่ทูนหัวนะคะ แต่ลูกก็หวงของชนิดไม่ยอมให้แตะ
หรือบางทีแค่ดิฉันแอบหม่ำขนมของเขาไปนิดๆ หน่อยๆ แค่นั้น ก็ร้องโวยวายบ้านแทบแตกเชียว
ฮึ...ขอเมาท์ลูกหน่อยนะคะ เมาท์เสร็จก็ต้องรีบหาคำตอบว่า ทำไม้ทำไมลูกสาวถึงเป็นอย่างนี้ไปได้ !
"เด็กวัยประมาณ 2 ขวบ จะมีพฤติกรรมหวงของ ซึ่งถือว่ามีพัฒนาการปกติ แต่ถ้าพ่อแม่รู้เท่าทัน
และสนับสนุนให้ลูกรู้จักแบ่งปันเสียแล้วเมื่อเขาอายุ 3 ขวบขึ้นไป เด็กจะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะให้
หรือแบ่งปันสิ่งที่เขามีกับคนอื่นๆ" ตำราต่างๆ เขาเกริ่นไว้อย่างนั้น
แต่เอ...ดิฉันสงสัยค่ะว่า แล้วลูกของดิฉันก็อายุปาเข้าไป 3 ขวบกว่าๆ จะ 4 ขวบอยู่เนี่ย
ทำไม้...ทำไมยังหวงของอยู่ล่ะ ?
"เด็กที่พ่อแม่ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้เขาแบ่งปัน หรือไม่เป็นตัวอย่างที่ดีกับเด็ก
พัฒนาการเรื่องการแบ่งปันจะเกิดขึ้นล่าช้ากว่าเด็กที่บ้านเต็มไปด้วยมิตรจิตมิตรใจและการแบ่งปันที่ดี"
อ้าว...ตกลงว่านี่ดิฉันไม่ค่อยเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกเลยล่ะสิเนี่ย
อือม์... แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ในเมื่อรู้อย่างนี่แล้วดิฉันจะได้เริ่มปรับปรุงตัวเอง โดยเริ่มต้นตามตัวอย่างตำราว่าไว้...
- แม่ปูสอนลูกปู
เดี๋ยวนี้ดิฉันพยายามบอกลูกอยู่บ่อยๆ
แล้วนะคะว่า ลูกจ๋า...ม่ามี้อนุญาตให้หนูกินขนมม่ามี้ได้น้า
น้องแก้มจ๋า...มามี้ซื้อยาสระผมมาใหม่ แต่มามี้ให้หนูใช้ก่อนดีกว่านะ ฯลฯ
ประโยคเอื้ออาทรแบบนี้ช่วยให้ลูกรู้ว่าการแบ่งของให้คนอื่นนอกจากจะทำให้ตัวเขามีความสุขแล้ว
คุณแม่อย่างดิฉันก็สุข...สุขขขข... สุขด้วยเหมือนกัน
- มีโอกาสเป็นต้องชม
ตั้งแต่ลูกอนุญาตให้ดิฉันและตุ๊กตาตัวโปรดของเขา
หรือแค่ยื่นของเล่นชิ้นที่เขากำลังเล่นอยู่ให้ แค่นี้ดิฉันจะรีบเอ่ยปากชมให้ลูกรู้ว่า ดิฉันปลื้มแสนปลื้มกลับความมีน้ำใจของเขา
และเมื่อได้ยินคำชมอยู่บ่อยๆ เจ้าหญิงน้อยของดิฉันจะแปลงร่างเป็นเด็กหญิงใจกว้างไปในบัดดลค่ะ
- ยืมหน่อยนะจ๊ะ
เดี๋ยวเดียวก็คืน เราต้องพูดอย่างนี้ค่ะ
แม้เจ้าตัวเล็กจะทำหน้างอ หรือกระฟัดกระเฟียดก็ตาม เพราะเรื่องหวงของในเด็กวัยนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาจริงๆ
ดังนั้นเมื่อคิดจะปลูกฝังเขาเรื่องแบ่งปัน ต้องใจเย็นๆ และเข้าใจเขาหน่อย ในเมื่อเขายังหวงของอยู่
เราก็ต้องเคารพสิทธิของเขาตรงนี้ คือบอกลูกว่า ขอยืมแปล๊บหนึ่งน้า แล้วจะคืนให้จ้ะ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
จนวันหนึ่งเขาจะเรียนรู้เองว่า ของใช้หรือของเล่นของเขาสามารถแบ่งให้คนอื่นเล่นได้เหมือนกัน
- เก็บของเล่นสุดหวงไว้
โดยเฉพาะเวลาเพื่อนเลิฟของลูกมาเยือนบ้าน
เพราะไม่อย่างนั้นลูกอาจเกิดอาการวีนหน้าเบ้ หน้างอ หรือกรี๊ดเสียงลั่น
- แต่ถ้าบังเอิญเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้น เราก็อย่าเพิ่งลมบ่จอยไปนะคะเพราะอาการแบบนี้
เป็นธรรมชาติของเด็กวัยนี้ที่ยังคงตัดอกตัดใจไม่ได้กับของรักของหวง ฉะนั้นเราต้องเห็นใจและเข้าใจเขา
โดยบอกเขาไปว่า ไม่เป็นไรหรอกลูกจ๋า ถ้าของเล่นชิ้นนี้หนูไม่อยากแบ่งให้เพื่อนเล่น
ก็ยังไม่ต้องแบ่งก็ได้ แต่เอ... แล้วมีของเล่นชิ้นไหนที่หนูพอจะแบ่งให้เพื่อนเล่นได้บ้างล่ะจ๊ะ
- ประโยคแค่นี้ ช่วยให้ลูกอบอุ่นใจและไว้ใจเรามากขึ้นว่า อย่างน้อยเราเคารพสิทธิเขา
และแคร์ความรู้สึกเขามากพอที่จะไม่ทำร้ายจิตใจเขา ด้วยการให้คนอื่นเล่นในของเล่นที่เขาไม่อยากให้เล่น
เอาไว้รอให้เขาพร้อมกว่านี้ โตกว่านี้เขาจะค่อยๆ แบ่งของเล่นแสนรักให้คนอื่นได้อย่างสบายๆ ค่ะ
- เล่นด้วยกันดีกว่านะ
เมื่อเชื้อเชิญเพื่อนมาเยี่ยมบ้านบ่อยๆ
ต่อไปลูกจะเริ่มพัฒนาเล่นกับคนอื่นเป็น และถ้าลูกเกิดไม่อยากแบ่งของเล่นขึ้นมา เขาจะถูกปฏิกิริยาต่อว่าจากเพื่อนๆ เองล่ะค่ะ
หรือไม่เขาทั้งคู่อาจทะเลาะตามประสาเด็กๆ แต่เราอย่าเพิ่งเข้าไปห้ามนะคะ เพราะการมีปากมีเสียงกันอย่างนี้จะสอนลูกเองว่า
ถ้าเขามีอาการหวงของแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เขาจะได้รับการตอบสนองจากเพื่อนในรูปแบบใด และจะค่อยๆ
เรียนรู้ปรับพฤติกรรมด้านนี้ของตัวเองในที่สุด เพราะลูกเองก็อยากได้การยอมรับจากเพื่อนเช่นกัน
- พี่น้องรักกันๆ
ส่วนใหญ่บ้านไหนมีพี่น้องมักจะทะเลาะกัน
และแค้นเคืองกันเรื่องจะแบ่งของเล่นให้กันเล่นนี้ยากอยู่สักหน่อย เพราะเด็กๆ มักจะจดจำว่า
คราวที่แล้วพี่ยังไม่แบ่งหนูเล่นเลย หรือ มีน้องยังไม่ให้หนูกอดตุ๊กตาเขาเลย
แล้วตอนนี้ทำไมหนูต้องแบ่งของเล่นของหนูให้น้องด้วย ฯลฯ ถ้าประโยคเหล่านี้หลุดออกมา
ดิฉันพอมีไอเดียแล้วว่า ก็แค่แนะๆ ลูกไปว่า เอ...คราวก่อนเห็นพี่เขาแบ่งหนูเล่นแล้วนี่จ๊ะ
หนูจำไม่ได้เหรอ หรือ แม่ดีใจนะที่ลูกๆ รักกัน และแบ่งของเล่นกันเล่น
ประโยคแค่นี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องขึ้นมาได้มากโขเชียวนะคะ
- กฎทองของครอบครัว
แม้ของในบ้านจะมีเยอะแยะไปหมด
แต่ถ้าลูกบอกว่า นี่ของเล่นของเขา เราก็ต้องเคารพความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเขานะคะ ส่วนของชิ้นอื่นๆ
เราสามารถสอนลูกด้วยว่า สิ่งนี้เป็นของคุณแม่ สิ่งนั้นเป็นของคุณพ่อ สิ่งโน้นเป็นของพี่
เรียกว่าแยกแยะของของใครของมันให้ชัดเจนไปเลย เพื่อให้ลูกรู้ขอบเขตสิ่งของของเขา
และเคารพสิ่งของของคนอื่นไปในตัวค่ะ
หลังจากอ่านตำราเล่มนี้จบ พร้อมกับปฏิบัติตามเป็นระยะๆ ดิฉันก็พบว่าลูกสุดสนขี้หวง
เริ่มกลายเป็นเจ้าหญิงน้อยผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีขึ้นมาค่ะ... อื้อ...น่ารักซะไม่มีเลย
(update 16 มกราคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 271 สิงหาคม 2548 ]
|