ปัญหาเรื่องของลูก


มีผู้เป็นทุกข์มาปรึกษาเรื่องปัญหาของลูกกันมาก บางรายมาจากต่างประเทศ บางคนก็สามารถนำลูกมาพบได้ บางคนไม่สามารถนำมาได้ ขอเล่าให้ฟังเป็นตัวอย่างบางรายครับ


รายที่ 1 เป็นพ่อแม่ที่รักลูกมาก ลูกอายุ 12 ปี สนใจลูกมากทุกอิริยาบถจนลูกรำคาญ ไม่มั่นใจในกิจกรรมที่ทำอยู่ทุกวัน ขาดความมั่นใจในตัวเอง ลังเล โลเล พ่อแม่มาปรึกษาด้วยความรู้สึกว่าลูกมีลักษณะ “แหย” เมื่ออยู่ในที่สาธารณะในกลุ่มเพื่อนหรือคนแปลกหน้า ไม่สมาร์ทในการคบเพื่อน

ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะพ่อแม่มักสนใจและปกป้องลูกมากเกินไป


รายที่ 2 พ่อแม่เป็นเจ้าของร้านขายยา แต่ลูกติดยา พ่อแม่ทำงานมาก ใช้เวลามาก ไม่มีวันหยุดแม้ในวันเสาร์-อาทิตย์ พยายามจะให้ลูกอยู่เป็นเพื่อนด้วยจนลูกรู้สึกรำคาญ พ่อแม่เองก็คอยดูซึ่งกันและกัน และไม่อยากให้ใครออกจากบ้านไปไหน เลยอยากให้ลูกอยู่บ้านด้วยเพื่อช่วยกัน ลูกเรียนชั้นมัธยมปลายเป็นเด็กผู้ชาย เขาต้องอดทนต่อคำเรียกร้องทวงบุญคุณของพ่อแม่ตลอดมา เขาไม่กล้าออกไปไหนเหมือนกัน ต้องอยู่เฝ้าร้านไปด้วย แรกๆ เขาแอบหยิบยานอนหลับในร้านไปกิน ต่อๆ ไปก็หาซื้อยาม้า กัญชา จากเพื่อนในโรงเรียนมาเสพย์จนติด...พ่อแม่รู้เข้าก็กลุ้มใจ

ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะพ่อแม่เข้มงวดมากไป


รายที่ 3 หอบหิ้วกันมาจากต่างประเทศ เพื่อมาพบผม แม่เลี้ยงลูกตามลำพัง เพราะหย่ากับพ่อไปแล้ว เธออ้างว่าเพราะสามีไม่รับผิดชอบ รายนี้เป็นลูกผู้ชายวัยรุ่น แม่ตามใจมาก อยากได้อะไรก็หาให้ ขอให้ลูกเรียนหนังสืออย่างเดียว แม่ทำงานหนักเพื่อหาเงินส่งเสียลูก ขอร้องให้เรียนเพื่ออนาคตของลูก เธอแทบจะกราบไหว้อ้อนวอนให้ลูกเรียน แรกๆ ลูกก็เรียน ต่อๆ ไปก็ไม่เรียน เอาแต่เที่ยวเตร่ แต่งตัว คบเพื่อนเสเพล ชอบหนีโรงเรียนและทำผิดกฎเกณฑ์ของโรงเรียน แม่ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงพามาหา

รายนี้เกิดปัญหาเพราะเด็กขาดวินัยในตัวเอง และแม่รู้สึกว่าตัวเองผิด (Guilty) เพราะหย่ากับสามี เลยทุ่มเทความรักและความตามใจให้ลูกมากเกินไป เพราะคิดว่าจะเป็นการลดความรู้สึกผิดเหล่านั้นได้... ลูกจึงขาดวินัยในตัวเอง


รายที่ 4 พ่อแม่ของลูกคนอื่นมาเลี้ยงยังไม่บอกให้เด็กรู้ตัว แต่เด็กเริ่มรู้ระแคะระคายจากญาติๆ พ่อแม่ยังไม่บอกเพราะคิดว่าจะรักให้เหมือนลูกแท้ๆ ทั้งที่ตัวเองก็มีลูกแท้ๆ อยู่แล้ว และกำลังตั้งท่าอิจฉาริษยากันอยู่ ลูกเลี้ยงเริ่มต่อต้านและแยกตัว ไม่อยากอยู่ในบ้าน ไม่เข้าบ้าน ไม่เข้าหาพ่อแม่ พ่อแม่ก็ทุกข์ใจเพราะคิดว่าเด็กไม่รัก

รายนี้ทุกข์ใจเพราะวางจังหวะของความสัตย์จริงไม่พอเหมาะ


รายที่ 5 รายนี้พ่อพามาหา เป็นลูกสาววัย 12 ปี พ่อรักลูกมาก ภรรยาเสียชีวิตไปแล้ว ตัวเองกำลังจะมีภรรยาใหม่ เป็นคนดี ถามลูก ลูกก็บอกว่า รักแฟนของพ่อและอนุญาตให้พ่อมีภรรยาใหม่ได้ แต่วันดีคืนดีลูกก็จะเกิดอาการคล้ายๆ ผีอำหรือผีเข้า พูดถึงแต่ความหลังที่พ่อเคยรักแม่ และแม่เคยรักพ่อ ลูกร้องไห้ฟูมฟายจนหลับไปแล้วก็เป็นปกติ สลับกับอาการผีอำผีเข้าเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

พ่อไม่รู้จะอย่างไรจึงนำมาปรึกษาผม เพราะกลุ้มใจเรื่องลูกผีเข้าหรือผีอำ


ปัญหาเรื่องลูกๆ นี้เป็นปัญหาหนักอกของพ่อแม่ ที่นำปรึกษาผมที่คลินิกนั้น นับว่าเป็นพ่อแม่ที่ยังคงความรักลูกได้ยาวนานจนถึงวัยรุ่น

มีพ่อแม่อีกเป็นจำนวนมากที่เลิกรักลูกไปเลยหลังจากลูกพ้นวัยเด็กและวัยน่ารักแล้ว แถมตั้งตนเป็นศัตรูกับลูกก็มีอีกมากมาย

ความไม่เข้าใจระหว่างพ่อแม่ลูกนั้นมีได้มากและบ่อย พ่อแม่คิดว่าลุกน่าจะคิดอย่างพ่อแม่ ลูกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ไม่รู้ใจและไม่เข้าใจเขาบ้าง

ปัญหาส่วนใหญ่ของลูกที่พ่อแม่กลุ้มใจและนำมาปรึกษานั้น ส่วนใหญ่เกิดจาก
  • พ่อแม่ไม่รู้ว่าอะไรคือความ “ปกติ” ของลูกตามวัย จึงไม่อนุญาตหรือไม่ส่งเสริมให้เด็กได้ทำสิ่งนั้น
    วัยเด็ก ต้องการเล่น พ่อแม่ต้องให้เด็กเล่น แทนที่จะจับเด็กเรียนมากๆ จนเครียด

    วัยรุ่น เขาต้องการแสดงออก พอเขาแสดงออกพ่อแม่ก็หาว่าเขาเถียงหรืออยากซ่า จึงมักจะตัดบทหรือข่มขู่ลูกไปเลย ลูกเลยต้อง “กด” และ “เก็บ” สิ่งที่เป็นความปกติของตนเองไว้ กลายเป็นแรงผลักดันให้ทำสิ่งต่างๆ ต่อต้านกติกาหรือต่อต้านพ่อแม่ได้ง่าย

    ถ้าพ่อแม่รู้ว่า วัยเด็กเขาชอบเล่น ก็ให้เขาเล่นมากหน่อยพร้อมกับเรียนไปด้วย ปัญหาก็น้อยลง หรือวัยรุ่นเขาอยากแสดงออก เขามีพลังมากก็รับฟังเขาพูด แล้วคอยหาวิธีชักนำให้เขาคล้อยตาม ในสิ่งเหมาะสมบางอย่างด้วยการสร้างมิตรและให้ความรักอย่างเหมาะสมเสียก่อน แล้วจึงแนะนำปัญหาก็น้อยลง แทนที่จะตวาดหรือจับผิดกล่าวโทษ

  • พ่อแม่ขาดการ “ปลูก” ความรักในจิตใจของเด็ก
    พ่อแม่ “รู้สึก” รักลูกแต่ “การแสดง” ความรักอย่างเหมาะสมนั้นไม่ค่อยทำ หรือทำไม่เป็นจึงแสดงออกชนิดที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป เช่น อาจตามใจมาก สนใจมาก เด็กก็อึดอัดหรือรักมากจึงจับผิดมาก สอนมากไป ตำหนิมากไป เด็กก็ไม่ชอบ

    เด็กเองก็จะขาดความรักพื้นฐาน (Basic Love) และขาดความเชื่อพื้นฐาน (Basic Trust) ต่อไปก็รักใครๆ ได้ยากและเชื่อใครๆ ได้ยาก กลายเป็นคนมีบุคลิก “หิวความรัก” และกลายเป็นคนมีบุคลิก “ระแวง” ได้ง่าย

  • ขาดการสร้างวินัยในตนเอง (Self Discipline) ในเด็ก เด็กจึงเอาแต่ใจตัวเอง

  • ขาดการปลูกฝังจิตใจที่ดีงามให้กับเด็ก จิตใจที่ดีนั้นจะต้องมองและใฝ่ดี ไม่ใช่มองใกล้และใฝ่ต่ำ พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างได้ และมีการสร้างเสริมทัศนคติที่ดีเหล่านั้นบ่อยๆ เด็กจึงจะเกิดความเชื่อ และคล้อยตามพร้อมจะปฏิบัติตามในสิ่งที่ดีๆ เหล่านั้น

  • พ่อแม่มีความคาดหวังสูงในตัวลูก ทำให้ลูกรู้สึกหนักอึดอัดเป็นภาระและทำไม่ได้ อาจมาจากปมด้อยของพ่อแม่ หรือมาจากความขาดโอกาสในวันเด็กของพ่อแม่หรือมาจากความรู้สึกผิด (Guilty) ของพ่อแม่เอง จึงอยากจะให้ลูกได้ดีชนิดมากเกินไป

การที่พ่อแม่มาหาจิตแพทย์นั้นทำให้พ่อแม่ได้รับรู้ลักษณะของตนเองทั้งในแง่สร้างสรรค์ และไม่สร้างสรรค์โดยการวิเคราะห์

ได้รู้ถึงปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งในระดับจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ได้รู้ถึงวิธีแก้ปัญหาหรือข้อขัดแย้งเหล่านั้น และได้รู้วิธีการพัฒนาลูกและตัวของพ่อแม่เอง

ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุขมากขึ้น ทั้งพ่อ แม่ ลูก เสริมสร้างการพัฒนาซึ่งกันและกัน มีแนวคิดที่สร้างสรรค์ทั้งตนเองและคนข้างเคียงพ่อแม่ลูกมากขึ้น

ส่วนผลที่ได้นั้นจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ ความเข้าใจ และความพร้อมของพ่อแม่ลูก

บางรายก็ได้ผลดีและเร็วมาก บางรายก็ช้า คงจะต้องขึ้นอยู่กับวิบากกรรมด้วยกระมัง


แต่ชีวิตทุกชีวิตและปัญหาทุกปัญหาย่อมมีโอกาสมีความหวังและมีทางรอดที่ดีขึ้นทั้งนั้น ...ขอให้มองโลกในแง่ดีเข้าไว้เถิด


(update 20 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ มีนาคม 2005]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600