โอ๊ย
ปวดหัวจริงๆ เลยขอบ่นหน่อยเถอะค่ะเพราะลูกชายของดิฉันกำลังอยู่ในวัยช่างสำรวจกี่ซอกกี่มุมในบ้านผ่านตา ผ่านมือแกมาหมด
ที่เหลืออยู่บ้างก็เพราะดิฉันรู้ทัน ตาไว จัดการเบนเข็มแกไปทางอื่นแทนแล้วน่ะสิคะ ลำพังเรื่องแค่นี้ไม่เกินความสามารถ (สุดยอด) คุณแม่อย่างดิฉันหรอกค่ะ แต่ที่ทำท่าว่าจะเหลือบ่ากว่าแรงก็อาการดื้อ ซน แถมบางครั้งยังก้าวร้าวนี่สิคะ ทำเอาหนักใจไม่ใช่เล่น
เฮ้อ
ก็เข้าใจนะคะว่าธรรมชาติของเด็กวัย 1 - 3 ปีน่ะอยากสำรวจโลกกว้างอยากรู้อยากเห็น มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ซุกซน
แต่กับพฤติกรรมดื้อและก้าวร้าวเวลาเราขัดใจนี่สิคะ ดิฉันทำใจให้เข้าใจได้ลำบากจริงๆ ครั้นจะระเบิดอารมณ์ใส่ลูกก็ผิดวิสัยแม่ช่างเข้าใจลูกอย่างดิฉัน
แต่ครั้นจะปล่อยให้ลูกมีพฤติกรรมแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็คงไม่ได้การแน่ เลยหันหน้าปรึกษาเพื่อนฝูงที่เคยผ่านช่วงเวลาแบบนี้กับลูกมาแล้ว
รวมทั้งคุณหมอที่รู้ใจเด็กๆ ได้คำแนะนำดีๆ มาเยอะเชียวค่ะ
แบบไหนใช่
ซน ดื้อ ก้าวร้าว
หลังจากปรึกษาใครต่อใครมาแล้วอย่างแรกที่ได้คือต้องเรียกสติตัวเองกลับคืนมาค่ะ ก็ก่อนที่เราจะด่วนเหมาคุณสมบัติทั้ง 3 ประการนี้ไว้กับลูกสุดที่รัก เราน่าจะทำความเข้าใจกับเจ้าคุณสมบัติทั้ง 3 อย่างนี้ให้ดีก่อนค่ะ
เด็กซน คือ เด็กไม่อยู่นิ่ง ไม่สามารถนั่งฟังนิทาน หรือทำกิจกรรมช่วงระยะเวลาหนึ่งจนเสร็จได้ ชอบปีนป่ายสิ่งต่างๆ หรือวิ่งไปวิ่งมา จนบางครั้งก็วิ่งชนสิ่งของจนได้รับความเสียหาย หรือตัวเองได้รับบาดเจ็บค่ะ
ส่วน เด็กดื้อ นั้น คือ เด็กที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งหรือความต้องการของผู้ใหญ่
แต่ถ้าเป็นเด็กก้าวร้าว จะมีพฤติกรรมที่รุนแรงจนส่งผลกระทบต่อตนเอง เช่น กรีดร้อง ดิ้น ทุบตีตนเอง ศรีษะโขกพื้น กัดตัวเอง รวมถึงกระทำกับผู้อื่นด้วย เช่น ทุบตีหรือกัดเพื่อน บางคนก็ถึงกับขว้างปาสิ่งของ หรือทุบข้าวของจนเสียหาย เวลาที่ โกรธ โมโห ไม่พอใจหรือไม่ได้ดั่งใจที่ตัวเองต้องการ
ที่ต้องดึงสติตัวเองกลับมาทำความเข้าใจกับคุณสมบัติทั้ง 3 นี้ ก็เพราะเรามันแยกจากกันไม่ออก ว่าจะเรียกพฤติกรรมที่ลูกเป็นอยู่ว่าอะไรดี เนื่องจากมักพบร่วมกันได้บ่อยๆ ค่ะ
สาเหตุที่หนูซน ดื้อ และก้าวร้าว
ซน ถือเป็นพัฒนาการปกติของเด็กช่วงวัยนี้ค่ะ เพราะความอยากรู้อยากเห็น และมีพัฒนาการเกี่ยวกับการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างรวดเร็ว รวมถึงพัฒนาการด้านสังคมลูกจึงมีความเป็นตัวของตัวเองสูงขึ้น ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง
พ่อแม่จึงรู้สึกว่าลูกซนขึ้นเรื่อยๆ และดื้อไม่ค่อยเชื่อฟัง ดังนั้นการเลี้ยงดูและความตาดหวังของพ่อแม่ก็เป็นส่วนสำคัญค่ะถ้าคาดหวังเกินระดับพัฒนาการที่ลูกจะทำได้ ก็รู้สึกว่าลูกเรามีปัญหา แต่สำหรับดิฉันลูกซนไม่ใช่ปัญหาค่ะ
คุณหมอแนะนำว่าความซนที่จัดว่าเป็นปัญหาคือ ซนจนทำให้เกิดอันตรายต่อตัวลูกเอง คนอื่น หรือทำข้างของเสียหาย หรือมีผลต่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ถ้าเป็นเด็กโตก็มีผลกระทบต่อการเรียน เป็นต้น
ดื้อ อาการไม่เชื่อฟัง ไม่ยอมทำตามคำบอกของพ่อแม่ผู้ใหญ่ มีปัจจัยอยู่ 3 ข้อ ใหญ่ๆ ค่ะ ลองสำรวจตรวจสอบลูกเรา การเลี้ยงดูลูกของเราและสภาพแวดล้อมในครอบครัวเราหน่อยนะคะ ว่าเป็นต้นเหตุของอาการดื้อของลูกที่เรากำลังปวดหัวอยู่หรือเปล่า
1. เกิดจากตัวเด็กเอง
เด็กอาจจะมีพื้นอารมณ์ที่เลี้ยงยาก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง หรือเป็นพัฒนาการตามวัย และได้รับการตีอบสนองที่ไม่เหมาะสม แต่กลับไปสนใจเมื่อลูกดื้อและแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เป็นต้น
นอกจากนั้นอาจเป็นเพราะเด็กมีความบกพร่องของระดับสติปัญญาหรือพัฒนาการตามวัย และได้รับการตอบสนองที่ไม่เหมาะสม เช่น ไม่ให้ความสนใจเมื่อลุกมีพฤติกรรมที่ดีและเหมาะสม แต่กลับไปสนใจเมื่อลูกดื้อและแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เป็นต้น
นอกจากนั้นอาจเป็นเพราะเด็กมีคีวามบกพร่องของระดับสติปัญญาหรือพัฒนาการ เช่น เด็กที่มีความบกพร่องของการสื่อสาร
มักจะแสดงออกทางอารมณ์ และความรู้สึก เป็นพฤติกรรมแทนการพูดบอกหรือเคยถูกทำทารุณกรรม เป็นต้น
2. ครอบครัว
สภาพของครอบครัวมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของเด็กมากค่ะ การที่เด็กดื้อนั้นอาจเป็นเพราะอยู่ในครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรง เช่น พ่อแม่มักจะทะเลาะ หรือทำร้ายร่างกายกัน หรือเกิดจากพ่อแม่ขาดความรู้ความเข้าใจในพัฒนาการตามวัยของลูก คือไม่ทราบว่าลูกวัยนี้มีความเป็นตัวของตัวเอง เป็นต้น
การตามใจลูกมากเกินไปก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งค่ะ เช่น ถึงเวลาเข้านอนแล้วแต่ลูกไม่ยอมเลิกเล่น พ่อแม่ก็ตามใจเพราะเข้าใจผิดว่ายอมตามใจ
หรือปล่อยไปก่อนแล้วค่อยสอนทีหลัง โดยมองว่าลุกยังเล็ก วิธีนี้ลูกจะเรียนรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะได้ในสิ่งที่ต้องการและกลายเป็นเด็กดื้อได้ค่ะ
3. สังคม
สื่อต่างๆ ที่แสดงออกถึงเรื่องความรุนแรง รวมถึงการใช้อาวุธต่างๆ ตลอดจนชุมชนที่มีการใช้ความก้าวร้าว รุนแรง ให้เด็กเห็นอยู่เสมอ
ก้าวร้าว ปัญหาความก้าวร้าว อาจมีสาเหตุจากการเลี้ยงดู การตอบสนองทางอารมณ์ของเด็ก
และการเป็นแบบอย่างค่ะเมื่อพ่อแม่บอกแล้วลูกไม่เชื่อก็มักทำโทษด้วยวิธีที่รุนแรง ซึ่งเป็นแบบอย่างของความก้าวร้าวค่ะ
แต่ถ้าพ่อแม่ตอบสนองได้ดี หรือมีวิธีปรับพฤติกรรมอื่นที่ไม่รุนแรง เด็กก็จะไม่มีแบบอย่างของความก้าวร้าว
วิธีแก้อาการทั้ง 3
การทำให้ลูกซนน้อยลงนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องดข้าใจพัฒนาการตามวัย พื้นอารมณ์และความสนใจของลูกก่อนค่ะ ควรจัดสิ่งแวดล้อมในบ้านให้เหมาะสม รวมถึงการเลี้ยงดูต้องมีขอบเขตว่า สถานที่และเวลาไหนควรทำอะไร เช่น ขณะรับประทานอาหารไม่ควรวิ่งเล่นไปด้วย เพราะลูกจะแยกไม่ออกว่าเวลานี้หน้าที่ของตนเองต้องทำอะไร หรือถ้าต้องการปีนป่ายต้องไปที่สนามเด็กเล่นไม่ใช่ในบ้าน เป็นต้น
อาการดื้อ ถ้าคุณพ่อคุณแม่รู้ว่าตนเองอารมณ์ร้าย โมโหรุนแรง ควรเปลี่ยนแปลงการแสดงอารมณ์ต่อหน้าลูก หรือเลี่ยงที่จะแสดงอารมณ์รุนแรงให้ลูกเห็น เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูกค่ะ เรื่องนี้ต้องร่วมมือกันทั้งบ้านนะคะไม่ใช่เฉพาะแต่คุณ และควรลดการลงโทษด้วยการตี โดยควรใช้การเบี่ยงเบนความสนใจ หรทิปรับพฤติกรรมของลูกแทน เช่น ถ้าลูกต้องการออกนอกบ้านในขณะที่ฝนตก บอกแล้วไม่เชื่อฟังควรใช้วิธีเบี่ยงเบนให้มาสนใจของเล่นที่ชอบในบ้าน แทนการดุด่าหรือตีค่ะ
ส่วนความก้าวร้าว สามารถทำได้โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี และการปรับพฤติกรรมตามเหมาะสมของเด็กแต่ละคน และแต่ละวัยก็จะช่วยลดปัญหานี้ได้ค่ะ
ดื้อ ก้าวร้าว แบบนี้ต้องได้รับคำปรึกษา
หากคุณพ่อคุณแม่ปรับสิ่งแวดล้อมในครอบครัวและสังคมแล้ว ลูกก็ยังมีพฤติกรรมไม่ดีขึ้นหรือก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้น จนเป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น เช่น อาละวาดมากถึงขั้นทุ่มตัวลงพื้น จนตนเองได้รับบาดเจ็บรุนแรง หรือกัดเพื่อนจนเลือดออกบ่อยๆ
หรือสงสัยว่าจะมีความบกพร่องของระดับสติปัญญาหรือพัฒนาการ เช่น พัฒนาการช้ามีปัญหาการเรียนรู้ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและหาทางแก้ไข เพื่อช่วยให้ลูกได้เรียนรู้เรื่องการควบคุมอารมณ์และการแสดงออกที่เหมาะสมค่ะ
ทำอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหา
คุณพ่อคุณแม่หรือผู้เลี้ยงดู ควรมีความเข้าใจในพื้นอารมณ์ของเด็ก รวมถึงการตอบสนองที่เหมาะสม ในวัยของพัฒนาการที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง
ครอบครัวควรเป็นรูปแบบของการไม่ใช้ความรุนแรง เช่น พูดบอกความไม่สบายใจแทนการแสดงออกซึ่งอารมณ์รุนแรง งดให้เด็กดูสื่อที่มีการใช้ความรุนแรง สอนให้เด็กดูสื่อที่มีการใช้ความรุนแรง สอนให้เด็กดูสื่อที่ไม่มีการใช้ความรุนแรงและควรสอนให้เด็กพูดบอกอารมณ์ความรู้สึก แทนการแสดงออกพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมค่ะ
เพียงแค่ใจเย็นแล้วพิจารณาถึงสาเหตุของสิ่งที่เราคิดว่าเป็นปัญหา ทำความเข้าใจพัฒนาการของลูกอีกนิด ก็ช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาแล้วล่ะค่ะ เรื่องนี้สิ่งสำคัญอยู่ที่ความใจเย็นกับการจัดการสถานการณ์ของเราค่ะ ถ้าเรารู้ทันเหตุปัจจัย และรู้ทันอารมณ์ตัวเอง รับรองค่ะว่าการปรับเปลี่ยนลูกให้กลับมาน่ารักเหมือนก่อนก็ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงเราค่ะ
การฝึกให้ลุกได้เรียนรู้ที่จะอยู่ในกฎเกณฑ์ที่พ่อแม่วางไว้ ด้วยความสม่ำเสมอตั้งแต่เล็ก ด้วยท่าทีของพ่อแม่ที่นุ่มนวลแต่เอาจริง
สุดท้ายจะทำให้ลูกอยู่ในกฎเกณฑ์ได้อย่างมีความสุข
แต่การสร้างกฎให้กับลูกนั้น จำเป็นต้องพิจารณาดูว่ากฎที่พ่อแม่ตั้งนั้นเหมาะสมกับเหตุการณ์ ทันสมัย และไม่บีบคั้นลูกจนเกินไป ที่สำคัญพ่อแม่ต้องสามารถควบคุม และปฏิบัติตามกฎนั้นได้อย่างสมาเสมอด้วยค่ะ.
(update 24 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 277 กุมภาพันธ์ 2549 ]
|