เด็กไทยกับภัยอ้วน


“เด็ก (ไทย) 2 ขวบอ้วนจนเดินไม่ได้ !” เป็นหัวข้อที่ผู้ใหญ่บ้านเรายังอึ้งกันไม่เลิก ต่อมาไม่นาน

“เด็ก (ไทย) อ้วนมากจนนอนอย่างเดียวลุกไม่ขึ้น !” ก็กลายเป็นข่าวให้ต้องตะลึงกันอีก

แล้วก็..นี่เลย… พบเด็ก (ไทย) 8 ขวบหนัก 60 กก. (อ้วนเกินมาตราฐานถึง กว่า 250 เปอร์เซ็นต์) และแน่นอน…เด็กคนนี้ก็ตามมาด้วยโรคอีกมากมาย เช่น เบาหวาน หายใจลำบากขณะนอน เป็นต้น

หากติดตามข่าวคราวเป็นประจำ ก็จะทราบว่า ภัยจากโรคอ้วนที่เคยคุกคามเด็กๆ ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน บัดนี้ระบาดเข้ามาในไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

  • ในสหรัฐอเมริกา จากการสำรวจในปี 2002 เด็กอายุ 6-19 ปี กว่า 17% เป็นโรคอ้วน และที่น่ากลัวกว่านั้นพบว่าสถิตินี้เพิ่มจากปี 1994 กว่า 45%

  • ในอังกฤษ เด็กผู้ชายเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้น จาก 5.4% เป็น 9% เด็กผู้หญิงจาก 9.3% เป็น 13.5%

  • ในจีน ตัวเลขของจำนวนเด็กอ้วนที่สูงขึ้นจนน่ากลัวนั้น เป็นผลจากการปรนเปรอลูกของตนกันสุดฤทธิ์ เนื่องจากตามกฎหมายที่มีให้ลูกได้แค่คนเดียว ตามนโยบายของรัฐบาลจีน ที่ใช้มานานแล้วจนกระทั่งในปัจจุบันก็ยังใช้นโยบายนี้กำกับอยู่

  • ในเมืองไทยเรา กรมอนามัยพบว่า ในช่วง 10 ปีมานี้เด็กไทยเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 14%!
ยิ่งอ้วนยิ่งอันตราย…วันนี้เห็นทีคุณพ่อคุณแม่จะนิ่งนอนใจไม่ได้อีกแล้ว มาตั้งอกตั้งใจระวังภัยโรคอ้วนกันครับ… อย่าเลี้ยงแบบตามใจเราอยากเห็นลูกกลมๆ มันน่ารัก มันสบายใจ ผมเจอพ่อแม่ที่พาลูกมาคลินิกแล้วบ่นว่าลูกผอม ความจริงไม่กินข้าวแต่ได้นมทั้งวันทั้งคืนที่ว่าผอมก็เพราะไปเปรียบกับเด็กข้างบ้าน หรือไม่ก็ถูกยายทักว่าผอม หรือไม่รู้สึกว่าน้ำหนักไม่ขึ้นเร็วเหมือนเมื่อตอนแรกเกิด หากแม่ใช้ความรู้สึกตนเองตัดสินว่าลูกควรกินมากกว่านี้ไม่ใช้หลักวิชามาพิจารณาให้ดี จะทำให้เหมือนมีม่านเมฆสีดำ บดบังความตระหนักต่อภัยอ้วนครับ ดังนั้นต้องเตือนตัวเองเสมอว่าเลี้ยงลูกให้อ้วนเกินไม่ดีนะจงเลี้ยงลูกให้พอดีพอดี เลี้ยงให้ลูกรักของเราสุขกายสุขใจ และรอดพ้นจากภัยของ “โรคอ้วน”

อย่างที่ว่าละครับ เด็กอ้วนมีโรคหลายอย่าง แต่วันนี้เรามาดูกันอีกมุมหนึ่งของภัยโรคอ้วน คือความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุการบาดเจ็บรูปแบบต่างๆ คุณพ่อคุณแม่อย่าชะล่าใจนะครับว่าเด็กอ้วนเขาจะซนน้อย วิ่งไม่ค่อยไหว ก็เลยปลอดภัยกว่าลูกคนอื่นเขา ความจริงอาจไม่เป้นอย่างที่เข้าใจ ลองมาติดตมกันดูครับ

เด็กอ้วนเล่นน้อยกว่า เจ็บน้อยกว่าจริงหรือ

ครับ…ผมเชื่อว่าคุณวนิดาจะต้องเป็นคุณแม่อีกท่านที่ต้องสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วย เพราะเหตุว่าน้องเอลูกชายวัยสี่ขวบที่แสนจ้ำม่ำของคุณดา ตัวกลมปุ๊ก น้ำหนักปาเข้าไป 30 กิโลกรัม หกล้มที่โรงเรียนบ่อยๆ ครั้งสุดท้ายหน้าทิ่มเก้าอี้หินอ่อน ริมฝีปากแตก ฟันหน้าโยกคลอน คุณครูพาไปเย็บแผลที่ริมฝีปากตั้งแต่กลางวันแล้ว เย็นคุณแม่เลยพามาหาหมอที่คลินิกให้ตรวจอีกรอบ คุณแม่สงสัยว่าฟันจะต้องถอนหรือเปล่า คุณหมอตรวจแล้วแนะนำว่าริมฝีปากที่เย็บแผลไว้ต้องหมั่นล้างแผลด้วยน้ำเกลือธรรมดา เพราะน้ำลาย เศษอาหารจะเปื้อนหรือเกาะตามแผลหรือรอยไหมเย็บได้ ทำให้แผลอักเสบได้ ฟันที่โยกคลอนดูแล้วอาการไม่มาก เมื่อเอามือจับโยกเบาๆ เหมือนจะโยกได้เล็กน้อยแต่ไม่เจ็บ หมอแนะนำว่าเป็นภาวะหลังกระแทก รอสัก 1-2 วันน่าจะเข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม แต่ถ้ามีอาการมากขึ้นเช่นปวดมากขึ้น เคี้ยวข้าวแล้วปวด ต้องพบทันตแพทย์ อาจต้องเอกซเรย์ครับ

ความจริงแล้วการล้ม ชนกระแทกพบได้บ่อยในเด็กอ้วน การศึกษาการบาดเจ็บของฟันและเหงือกในเด็กอายุ 6-11 ปี จำนวน 938 คนในกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยแบ่งเด็กออกเป็นสองกลุ่มคือเด็กอ้วนกับเด็กไม่อ้วนพบว่า เด็กอ้วนมีการบาดเจ็บที่ฟันร้อยละ 30.8 ขณะที่เด็กไม่อ้วนบาดเจ็บร้อยละ 20 การบาดเจ็บของเด็กอ้วนมักเกิดในที่ร่มขณะที่การบาดเจ็บของเด็กไม่อ้วนมักเกิดที่กลางแจ้ง ผลการศึกษาพบว่าเด็กที่เล่นกีฬาประจำ เล่นกลางแจ้งบ่อย กลับมีอัตราการบาดเจ็บน้อยกว่าเด็กอ้วน เหตุผลที่อธิบายได้คือเด็กอ้วนมีความสามารถในการทรงตัว ทักษะในการเคลื่อนไหว ปฏิกิริยาของร่างกายเมื่อมีการล้ม รวมทั้งทักษะในการกลิ้งตัวม้วนตัวบกพร่องเมื่อเทียบกับเด็กไม่อ้วน ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากรูปร่างที่ใหญ่ ขากสมดุลย์ ในการทรงตัวได้ง่าย และโอกาสในการฝึกฝนที่น้อยกว่า


หัวกระดูกต้นขาเคลื่อนที่ (Slipped capital femoral epiphysis)

เด็กอ้วนเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นจะมีคงวามเสี่ยงต่อการเกิดหัวกระดูกต้นขาแยกออกและเคลื่อนที่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการออกกำลังกาย การหกล้ม หรือบางครั้งเกิดจากความผิดปกติของต่อมไร้ท่อเองที่เป็นสาเหตุของการอ้วนเอง

โรคนี้เด็กจะมีอาการปวดเข่า ปวดสะโพก เดินกะเผลก หากมีการหกล้มชนกระแทกเป็นเหตุนำ อาจทำให้เราคิดว่าการปวดเข่าปวดสะโพกนั้นเกิดจากการชนกระแทกแล้วปวดกล้ามเนื่อธรรมดา แต่เมื่อหลายวันเข้าหรืออาการกลับมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้สงสัยโรคนี้ไว้เสมอ การวินิจฉัยต้องส่งฟิล์มเอกซเรย์กระดูกสะโพก จะพบว่าหัวกระดูกต้นขาแยกออกจากกันครับ ถ้าไม่มากก็เพียงเฝ้าดูสังเกตอาการต่อไป แต่ถ้าอาการมากอาจต้องรักษาโดยการผ่าตัดเเพื่อยึดหัวกระดูกไม่ให้เคลื่อนที่มากครับ



หัวกระดูกต้นขาเคลื่อนที่ (บริเวณลูกศร)
ออกจากตำแหน่งเดิม

การผ่าตัดเพื่อขันน๊อต ทำให้กระดูกต้นขายึดติด
กับสะโพก จะช่วยให้ข้อไม่เคลื่อน


ข้อเท้า หัวเข่าอักเสบเรื้อรัง

เราพูดกันไปแล้วว่าเด็กอ้วนล้มง่าย ล้มบ่อย ล้มแล้วเจ็บง่าย ยังน่าสงสัยอีกเรื่องว่าแล้วเจ็บนานกว่าหรือไม่

ที่โรงพยาบาลเด็ก Cincinnati ได้มีการศึกษาเด็กอายุ 8-18 ปีจำนวน 199 คนที่มาตรวจที่ห้องฉุกเฉินด้วยอาการบาดเจ็บข้อเท้าแล้วติดตามไป 6 เดือน พบว่ากลุ่มเด็กอ้วนไม่ยอมหายปวด ยังคงมีอาการปวดเรื้อรังนานกว่า 6 เดือนมากกว่าเด็กไม่อ้วนถึง 1.7 เท่า

ดังนั้นในการบาดเจ็บคล้ายๆ กัน ความแรงเท่าๆ กัน เด็กอ้วนจะเจ็บมากกว่า น้ำหนักตัวที่มากกว่าไม่ได้ทำให้ล้มง่ายเท่านั้น แต่เวลาล้มแล้วแรงที่เกิดขึ้นจะมากกว่าด้วย (แรงมีความสัมพันธ์กับมวลหรือน้ำหนัก) ดังนั้นไม่น่าแปลกใจเลยครับว่าทำไมเราถึงพบว่าเด็กอ้วนเจ็บรุนแรง และ เรื้อรังกว่า


การป้องกันการบาดเจ็บในเด็กอ้วน

ป้องกันอย่าให้อ้วนครับ ตรงไปตรงมา เป็นการแก้ที่ต้นเหตุ ต้องเริ่มตั้งแต่พ่อแม่มือใหม่ให้รู้และตระหนักปัญหาเด็กอ้วน เลี้ยงลูกให้ถูกวิธีเสียแต่เริ่มแรก ไม่ให้อาหารให้นมจนกลมไปหมด รู้จักการติดตามน้ำหนัก ส่วนสูงเพื่อบอกให้รู้ว่าอ้วนหรือไม่มากขึ้นน้อยลงอย่างไร ส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายการเล่นที่ได้เคลื่อนไหว ไม่นั่งนิ่ง อ้อ.. ต้องลดทีวีลง เด็กสามปีแรกไม่ต้องดูเลยก็ได้ครับ หรือหากดูก็ไม่เกินครึ่งชั่วโมงต่อวัน เด็กโต 3-6 ปีดูไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง อีกเรื่องหนึ่งคืออย่าไปให้ขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ ซึ่งมีพลังงานสูงถ้าให้กินแต่เล็กก็จะติดขนมจนโต การแถลงข่าวของ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ที่ระบุว่าขนมในท้องตลาด 700 ตัวอย่างกว่า 90% แทบไม่มีคุณค่าอะไรเลย ในขณะที่ขนมไร้สาระ เหล่านี้ทั้งทุ่มทั้งโหมก้อนเงินมหาศาลเพื่อโฆษณาถึง 1,117 ล้านบาท (หนึ่งพันหนึ่งร้อยสิบเจ็ดล้านบาท) ลูกๆ หลานๆ ของเราจึงต้องโดนกระหน่ำด้วยโฆษณาจนมจั้งค์ฟู้ดถึงชั่วโมงละหลายสิบครั้ง

เด็กอ้วนมีความจำเป็นที่ต้องออกกำลังกายครับ แต่ไม่ใช่ให้เด็กอ้วนออกกำลังกายเยอะๆ เล่นกีฬาหนักๆ เพื่อลดความอ้วนอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นข้อเสนอที่อาจก่ออันตรายได้ ต้องค่อยๆ เริ่มครับโดยเฉพาะเด็กอ้วนมากๆ ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายกินๆ นั่งๆ นอนๆ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะออกกำลังกายอย่างหักโหมแต่แรก (เช่นเต้นแอโรบิกแบบเร็วๆ แรงๆ) เนื่องจากมักมีปัญหาตรงกระดูกข้อต่อที่ต้องแบกรับน้ำหนักอันหนักอึ้งอยู่ตลอดเวลา กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง เส้นเอ็นไม่ยืดหยุ่น เด็กโรคอ้วนหลายรายมีปัญหาหัวใจโต ปกติหัวใจก็ทำงานหนักอยู่แล้ว เนื่องจากต้องออกแรงอย่างหนักในการสูบฉีกโลหิต เพื่อไปหล่อเลี้ยงหุ่นขนาดบิ๊กไซด์ของเด็กอ้วน ดังนั้นการโหมออกกำลังกายเพื่อการลดน้ำหนัก จึงมีอันตรายต่อหัวใจได้ จึงควรเริ่มต้นจากการออกกำลังกายในกิจวัตรประจำวัน เช่น ลดความอืดอาดด้วยการช่วยคุณพ่อคุณแม่กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ ปลูกต้นไม้ ฯลฯ… หรือขยันเดินให้มากขึ้น แทนที่จะนั่งลิฟต์หรือบันไดเลื่อน แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มการออกกำลังกายให้มากขึ้นทีละน้อย การว่ายน้ำ การเล่นกีฬาที่ไม่ปะทะ เช่น แบดมินตัน ปิงปอง เป็นการออกกำลังกายที่ดีที่เหมาะสมครับ

นอกจากนั้นพ่อแม่ยังควรสำรวจเส้นทางเดินและกิจวัตรประจำวันของเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่เริ่มโตต้องไปโรงเรียน พ้นสายตาพ่อแม่แล้ว เพื่อให้รู้ว่าในแต่ละวันมีความเสี่ยงอะไรบ้าง จะต้องสอนเด็ก บอกข้อควรระวัง หรือฝึกเด็กเพิ่มเติมอะไรบ้าง หรือจะต้องบอกครูให้ระวังอะไรเกี่ยวกับเด็ก เช่น การข้ามถนน การขึ้นบันได การเล่นกีฬาบางประเภท เป็นต้น


เด็กอ้วนกับการขาดอากาศหายใจ

คุณแม่ถามส่งท้ายว่า น้องเอชอบนั่งสัปหงกเป็นประจำ กลางคืนก็นอนกรนหายใจแรงเหมือนหายใจไม่ออก นอนดิ้นไปมา ชอบนอนห้อยหัวข้างเตียง เคยตกเตียงลงมาครั้งหนึ่งแล้ว เกี่ยวกับโรคอ้วนหรือเปล่า

สงสัยจะเกี่ยวกันครับ อาการง่วงซึมชอบสัปหงกมักจะเกิดขึ้นกับเด็กอ้วน เป็นเพราะในเด็กอ้วนมากๆ อาจมีอาการ “อุดกั้นทางเดินหายใจ” ขณะนอนหลับสนิท อาการจะเริ่มโดยนอนกรนซึ่งหมายถึงช่องทางเดินของอากาศแคบ จึงมีเสียงเมื่อลมผ่านเข้าออก ต่อมาอาการมากขึ้น ช่องอากาศเข้าออกแคบมากขึ้น เริ่มมีการขาดออกซิเจน ไม่เพียงพอต่อการใช้งานของร่างกาย สมองก็จะสั่งการให้ดิ้นไปมา นอนตะแคง นอนคว่ำ หรือบางคนนอนห้อยหัว ซึ่งท่าทางเหล่านี้อาจเปิดช่องทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น บางคนลุกขึ้นมานั่งโดยเรียกไม่รู้ตัวนั่งหลับสักพัก หายใจดีขึ้น ภาวะขาดออกซิเจนดีขึ้น เด็กก็นอนลงต่อ แล้วก็เกิดอาการอีกเราจะเห็นเด็กมีอาการซ้ำๆ แบบนี้หลายครั้งในหนึ่งคืน

ในเวลากลางวันเราจะเห็นเด็กงงๆ โงกๆ ง่วงๆ เพราะความอ่อนเพลียที่นอนหลับไม่สบายในเวลากลางคืน อาจมีผลต่อสุขภาพและการเรียน และยังอาจเสี่ยงต่ออุบัติเหตุได้อีก เราคงไม่สบายใจแน่ เพียงแค่คิดดูว่าจะเป็นอย่างไร? หากเด็กช่างง่วง (และอ้วน) ต้องนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์-จักรยาน หรือต้องเดินทางบนรถนักเรียน “รถเมล์”

โดยรวมแล้วเด็กอ้วน เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการบาดเจ็บครับ แต่การแก้ไขไม่ใช่ลดการเล่นหรือจำกัดความเคลื่อนไหว แต่กลับต้องสร้างให้เด็กมีทักษะมากขึ้นโดยเพิ่มการเล่น เพิ่มการเคลื่อนไหว ภายใต้การมีผู้ดูแลและแนะนำใกล้ชิด รวมทั้งค่อยเป็นค่อยไป


(update 21 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.157 August 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600