ล้อมรั้วให้เด็กป้องกันโรคอ้วน


ในอีก 10 ปีข้างหน้า 1 ใน 5 ของเด็กไทยจะเป็นโรคอ้วน ขณะที่เด็กในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ร้อยละ 12 อ้วนแล้วเมื่อมีอายุเพียงแค่ 2 ขวบ

จากผลสำรวจระดับประเทศ 2 ครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 5 ปี มีเด็กต่ำกว่า 6 ขวบ อ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเรียนอนุบาลที่มีตัวเลขเปอร์เซ็นต์ร้อยละ 40 ไม่เว้นแม้แต่เด็กโรงเรียนอนุบาลที่มีตัวเลขเปอร์เซ็นต์ตามมาติดๆ

ในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา มิใช่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ต้องรับมือกับปัญหาภาวะโภชนาการเกินในเด็ก ในหลายประเทศทั่วโลกต่างก็กำลังเผชิญกับปัญหาเด็กอ้วน ซึ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้นกว่าในอดีต 2 ถึง 3 เท่าตัว

แม้หลายฝ่ายจะเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาจากพฤติกรรมการกินที่บิดเบี่ยวแต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีมาตราการที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รอบตัวเด็กที่มีเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ

วันนี้โรคอ้วนกำลังเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก


อ้วน : พันธุกรรมหรือพฤติกรรมการกิน

แม้จะมีข้อถกเถียงกันอยู่เสมอว่า โรคอ้วนเกิดจากพันธุกรรม หรือสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ล้นเกินกันแน่

คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การที่พบโรคอ้วนในเด็กสูงมากขึ้นในระยะเวลาสั้น น่าจะเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของวิถีชีวิตผู้คนในสังคม ที่เป็นตัวกระตุ้นให้ความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่มีอยู่แล้วกลายเป็นโรคชัดเจนมากขึ้น และเกิดขึ้นในเด็กที่มีอายุน้อยลงด้วย

ยิ่งการเลี้ยงดูเด็กในปัจจุบันส่งเสริมการกินอาหารที่ทำลายสุขภาพ และขัดขวางการมีกิจกรรมทางกายของเด็ก รวมไปถึงความขาดแคลนพื้นที่ทางสังคม ทั้งสถานที่ในการออกกำลัง และทำกิจกรรมในด้านอื่นๆ นอกจากการกิน - ดื่ม - ช็อป ล้วนแล้วแต่เป็นตัวการส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างพลังงานที่ร่างกายได้รับกับการ ใช้จ่ายพลังงานออกไป อันนำมาสู่ปัญหาของความอ้วนในบั้นปลาย

โรคอ้วนนั้นเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพหลายระบบในวัยเด็ก เช่น โรคความดันเลือดสูง โรคทางเดินหายใจอุดกั้นและหยุดหายใจ โรคกระดูกและข้อเสื่อม โรคเบาหวาน และโรคอื่นๆ รวมทั้งปัญหาทางด้านจิตใจและสังคม

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในภายภาคหน้าเด็กอ้วนจะมีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ยังคงอ้วนถึงร้อยละ 30-80

ความเสี่ยงจากข้อมูลดังกล่าว อาจทำให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต้องประมาณการตัวเลข ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกันใหม่เพราะเป็นไปได้ว่า ในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัญหา ประชากรที่ไม่ได้คุณภาพ เจ็บป่วยเรื้อรังด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคเสื่อมเรื้อรังอื่นๆ


โรงเรียนทำเด็กอ้วน !
8 ชั่วโมงต่อวัน
5 วันต่อสัปดาห์
8 เดือนต่อปี
นี่คือปริมาณเวลาที่เด็กโดยส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียน

สภาพสังคมสมัยใหม่ที่ผลักเด็กออกจากอ้อมอกของครอบครัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้โรงเรียนต้องก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็นสถาบันหลักในการดูแลและเยาวชนมากยิ่งขึ้น

ทุกวันนี้เด็กถูกส่งเข้าโรงเรียนอนุบาลหรือศูนย์เด็กเล็กตั้งแต่อายุ 3 ขวบ กินอาหารมื้อเที่ยงที่โรงเรียนและอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องกินอาหารมื้อเช้าที่โรงเรียนด้วย

นอกเหนือจากเรื่องวิชาความรู้ เด็กยังได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ อีกมากมายในเชิงสังคมและการดำรงชีวิตทั้งทางตรงในหลักสูตรและทางอ้อมจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งที่เป็นตัวบุคคล สถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ จากกิจกรรมที่โรงเรียนจัดให้ โรงเรียนจึงมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเด็กให้เติบโตเป็นคนที่มีความพร้อมสมบูรณ์ ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ปัญญา และจริยธรรม รวมทั้งพฤติกรรมด้านต่างๆ ที่จะปลูกฝังเป็นนิสัยของเด็กต่อไปในอนาคต

เมื่อโรงเรียนมีความสำคัญต่อการก่อรูปนิสัยการกินและการเคลื่อนไหวร่างกายของเด็กมากขนาดนี้แล้วในปัจจุบันมีอะไรบ้างที่แวดล้อมรอบตัวเด็กอยู่ภายในโรงเรียน?

จากการสำรวจโรงเรียนระดับประถมศึกษาทั่วประเทศจำนวน 342 โรง ผลวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่าร้อยละ 3 ของโรงเรียนไม่มีน้ำดื่มให้เด็กดื่มฟรี

จริงอยู่ว่ายังมีโรงเรียนอีกจำนวนร้อยละ 90 ที่ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายนี้ หากเพียงแค่เงื่อนงำของน้ำดื่มที่หายไป ก็น่าจะทำให้เราได้ตระหนักถึงภัยเงียบบางประการที่กำลังคืบคลานเข้าสู่สถานศึกษา โดยไร้ซึ่งมาตราการป้องกัน

เพราะน้ำดื่มมิใช่เพียงบริการขั้นพื้นฐานที่โรงเรียนจะต้องจัดไว้ให้กับเด็ก และเอาเข้าจริงๆ แล้ว น้ำดื่มในโรงเรียนก็ไม่ได้หายไปเปล่าๆ โดยไร้ร่องรอย

ถึงแม้การมีน้ำอัดลมและขนมกรุบกรอบขายในโรงเรียนจะต้องจัดไว้ให้กับเด็ก จะเป็นเหมือนฉันทานุมัติทางอ้อมว่าในโรงเรียนในโรงเรียนเห็นชอบกับการบริโภคสิ่งเหล่านี้ หากข้อมูลที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ เครื่องดื่มที่โรงเรียนอนุญาตให้ขายแก่นักเรียนนั้น ร้อยละ12 บริษัทน้ำอัดลมประมูลขายผูกขาดเพียงเจ้าเดียว (เฉพาะในกรุงเทพฯ และจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) และประมาณร้อยละ 50 ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทมผู้ผลิตขนมและน้ำอัดลมในการจัดกิจกรรมของโรงเรียนอีกด้วย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวย่อมสะท้อนได้ดีถึงอำนาจของตลาดอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่รุกเร้าเข้ามามใกล้ทุกขณะ ซึ่งเราต่างก็ตระหนักกันดีว่าพลังของมันจะสามารถกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการกินอันไร้ขีดจำกัดได้อย่างน่าหวาดหวั่นเพียงใด


มาตราการควบคุมและป้องกันโรคอ้วนในเด็กนักเรียน
  • เด็กนักเรียนทุกคนได้รับอาหารกลางวันที่ได้มาตราฐานทางโภชนาการ

  • อาหารกลางวันของเด็กต้องมีผักทุกมื้อและได้ปริมาณตามที่แนะนำ

  • มีผลไม้เป็นอาหารว่างอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์

  • มีน้ำเปล่าที่สะอาดให้เด็กได้ดื่มอย่างพอเพียง

  • ห้ามขายน้ำอัดลมในโรงเรียน

  • เครื่องดื่มในโรงเรียนต้องมีน้ำตาลไม่เกินร้อยละ 5

  • ขนมและอาหารว่างที่ขายในโรงเรียนต้องมีประโยชน์เป็นไปตามมาตราฐาน

  • ห้ามขายขนมกรุบกรอบ/ขนมซองที่มีไขมัน เกลือ และน้ำตาลสูง

  • เพิ่มโอกาสในการเคลื่อนไหวร่างกายและออกกำลังกายในโรงเรียน โดยให้เด็กออกกำลังกายเต็มที่ในช่วงพละศึกษาอย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง

  • จัดกิจกรรมให้เด็กได้ออกกำลังกายเพิ่มจากชั่วโมงพละอีกวันละ 15 นาที

  • โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่ดี ปราศจากโฆษณาอาหาร ขนมและเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์และโรงเรียนต้องไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัท ห้ามเครื่องขายอัตโนมัติ (Vending Machine) ในโรงเรียนระดับอนุบาลและประถม

  • เฝ้าระวังการเติบโตและภาวะโภชนาการของเด็กนักเรียนเป็นประจำ พร้อมทั้งแจ้งผลภาวะโภชนาการของเด็กให้ผู้ปกครองทราบและให้คำปรึกษาแนะนำปัญาอ้วน

  • ให้ข้อมูลความรู้แก่นักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนเพื่อให้มีพฤติกรรมบริโภคและพฤติกรรมสุขภาพอื่น เช่น ติดป้าย/สัญลักษณ์รายการอาหารที่ได้มาตราฐาน

  • มีการประสานความร่วมมือกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ปกครอง ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น และให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วม

ขับเคลื่อนมาตราการ…Guide Line for Future Health

เครือข่ายวิจัยสุขภาพ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติซึ่งมีบทบาทในการสร้างองค์ความรู้ที่มุ่งเน้นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประเทศและตระหนักถึงปัญหาโรคอ้วนในเด็ก ได้ประสานกับสถาบันวิชาการ สนับสนุนให้จัดทำมาตราฐานอาหารกลางวันสำหรับเด็กในโรงเรียน มาตราฐานการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับเด็กในโรงเรียน มาตราฐานการจัดอาหารและอาหารว่างสำหรับเด็ก 2 ขวบขึ้นไป

ทั้งนี้ เพื่อให้โรงเรียนได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะโภชนาการเกิน พร้อมทั้งจัดกระบวนการระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเด็ก จัดทำร่างข้อสรุปเสนอมาตราการและนโยบายโรงเรียนสำหรับควบคุมและป้องกันโรคอ้วนในเด็กนักเรียน


(update 21 กรกฎาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 27 ฉบับที่ 321 มกราคม 2549]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600