เด็กไทยกินขนมมากเกินไป


เมื่อเร็วๆ นี้หมอมีโอกาสไประดมสมองและช่วยกันแก้ไขปัญหาเด็กไทยกินขนมมากจนอาจเกิดผลร้าย งานนี้จัดโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ร่วมกับราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ แห่งประเทศไทย โดยร่วมกับ รศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ ผู้จัดการชุดโครงการวิจัยโรคอ้วนในเด็ก รศ.ประไพศรี ศิริจักรวาล จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และตัวหมอเอง ซึ่งเป็นประธานเวทีวิชาการเรื่องภาวะโภชนาการเกินในเด็ก วันนั้นมีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทำเพรส คอนเฟอเรนซ์ด้วย ที่อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี แพทยสมาคม ซอยศูนย์วิจัย

ตามที่ท่านกันดีว่า เด็กไทยอ้วนขึ้นมาจากร้อยละ 8 เป็น 13 เป็น 15 เป็น 25 และบางโรงเรียนร้อยละ 30 นั่นคือเด็ก 3 คนมีเด็กอ้วน 1 คน และมีมากขึ้นตามลำดับขนมหวาน ของหวานมีส่วนก่อเกิดปัญหานี้ เพราะเด็กมักกินอาหารหวานจัด มันจัด เค็มจัด และกินจุขึ้นไม่หยุดยั้ง จนองค์การอนามัยโลกเตือนว่าจะเกิดโรคระบาดชนิดใหม่ ในค.ศ. 2000 เป็นต้นไป เป็น EPIDEMIC OF OBESITY

ปัจจุบันเห็นเด็กอ้วนโตขึ้นน่าสงสาร เดินลำบาก หายใจลำบาก มีความดันสูง โรคกระดูกเสื่อม โรคหัวใจก่อนวัยอันควร ฯลฯ

พวกหมอเด็กพบเห็นปัญหาทุกวัน เห็นใจพ่อแม่ โดยเฉพาะแม่มักจะควบคุมลูกไม่ได้เสียแล้ว เพราะตามใจกันมาแต่เล็กแต่น้อย ไม่ได้ปลูกฝังวินัยของการกิน เด็กกินนมหวานกันตั้งแต่ 6 เดือน

ทันตแพทย์พบว่าเด็กฟันผุตั้งแต่ก่อนอายุ 1 ปี เด็กไทยฟันผุมาก ค่าขนมของเด็กมีจำนวนถึง 1.42 แสนล้านต่อปี เท่ากับงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ หรือเท่ากับงบของกระทรวงอื่นอีก 5 กระทรวง เด็กกินขนมเป็นอาหารหลัก จนบางคนไม่กินข้าวกินปลา

ดังนั้น ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมกับมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ จึงมีข้อแนะนำการเลือกขนมว่างสำหรับเด็กอายุเกิน 2 ปี ดังต่อไปนี้
  • เด็กควรได้รับอาหารมื้อหลักวันละ 3 มื้อ นมวันละ 2-3 แก้ว (ควรเลือกเป็นนมจืดสำหรับเด็กทั่วไป และนมจืดพร่องมันเนยสำหรับเด็กที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน ไม่แนะนำให้บริโภคนมหวานหรือนมปรุงแต่ง) และอาหารว่าง

  • อาหารว่างเป็นอาหารที่บริโภคระหว่างอาหารมื้อหลัก ควรบริโภคอาหารว่างไม่เกินวันละ 2 มื้อ แต่ละมื้อให้พลังงานไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ต้องการในแต่ละวัน นั่นคือ
    สำหรับเด็กเล็ก (อายุ 2-5 ปี) ไม่เกินมื้อละ 100-130 กิโลแคลอรี
    เด็กวัยเรียน (อายุ 6-12 ปี) ไม่เกินมื้อละ 150 กิโลแคลอรี
    เด็กวัยรุ่น (อายุ 13-15 ปี) ไม่เกินมื้อละ 200 กิโลแคลอรี หรือ โดยเฉลี่ยมื้อละ 100-150 กิโลแคลอรี สำหรับเด็กอายุ 2-15 ปี

  • อาหารว่างที่ดีควรจัดปริมาณน้ำมัน น้ำตาล และเกลือไม่ให้สูงเกินไป กล่าวคือ ปริมาณน้ำมันในแต่ละมื้อไม่ควรเกิน 205 กรัม หรือครึ่งช้อนกาแฟ น้ำตาลในแต่ละมื้อไม่เกิน 12 กรัม หรือ 3 ช้อนกาแฟ และเกลือในแต่ละมื้อไม่ควรเกิน 100 มิลลิกรัม หรือ 1/10 ช้อนกาแฟของเกลือธรรมดา หากเป็นเกลือปรุงทิพย์ไม่ควรเกิน 1/30 ช้อนกาแฟ และควรมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ โปรตีน เหล็ก แคลเซียม วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 12 หรือ ใยอาหารไม่น้อยกว่า 2 ชนิด โดยแต่ละชนิดมีปริมาณไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน

  • ควรรับประทานอาหารว่างห่างจากมื้ออาหารหลักอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ไม่ควรใช้อาหารหรือขนมเป็นเงื่อนไข ของการให้รางวัลหรือการลงโทษ อาหารว่างที่ควรมีอยู่ติดประจำบ้าน ได้แก่ นมจืด ผลไม้สด ผลไม้อบแห้งที่ไม่หวาน ขนมปังกรอบชนิดโฮลวีต ไม่ตุนของว่างที่มีไขมันและมีน้ำตาลสูงไว้ในบ้าน ได้แก่ น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมกรุบกรอบ ช็อคโกแลต ท็อฟฟี่ คุกกี้

  • อาหารว่างมีหลายประเภท ในแต่ละประเภทยังมีหลากหลายชนิด และมีคุณค่าสารอาหารแตกต่างกัน ดังนี้

    ผลไม้สด เป็นอาหารว่างที่มีประโยชน์ มีแร่ธาตุ มีใยอาหาร และวิตามินสูง ผลไม้ที่เหมาะสำหรับเป็นอาหารว่าง ได้แก่ กล้วย ส้ม มะละกอ ฝรั่ง ชมพู่ เป็นต้น (ตัวอย่างของผลไม้ 1 ส่วนบริโภค : กล้วยน้ำว้า 1 ผล ส้ม 1 ผล ผลไม้ตัดเป็นชิ้น 1 จานเล็ก หรือ 6-8 คำ) หลีกเลี่ยงการบริโภคผลไม้ที่มีรสหวานจัดบ่อย เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน เป็นต้น หรือให้เป็นผลไม้อบแห้งที่ไม่เติมน้ำตาล ไม่เกิน 6-8 คำ เช่น กล้วยตาก (ชนิดไม่ชุบน้ำผึ้ง)

    เครื่องดื่ม สิ่งที่เด็กต้องการ คือ น้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว โดยเด็กได้รับจากน้ำเปล่าจากอาหาร เช่น น้ำแกงจืด นม และเครื่องดื่มอื่นๆ เครื่องดื่มที่เหมาะสมสำหรับเด็กไม่ควรมีน้ำตาลเกินร้อยละ 5

    นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม มีนมเป็นส่วนประกอบเพียงครึ่งเดียว และมีน้ำตาลสูงเทียบเท่าน้ำอัดลม ควรให้นานๆ ครั้งหรือไม่ควรบริโภคเลยในเด็กที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน เพราะนมเปรี้ยว 1 กล่อง (180 มล.) ได้น้ำตาล 3 ช้อนชา ในขณะที่แนะนำให้กินน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา จึงไม่ต้องสงสัยว่ายิ่งดื่มนมเปรี้ยวมาก น้ำหนักยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะนมเปรี้ยวที่มีน้ำตาลสูงเหล่านี้ให้พลังงานพอๆ กับนมสดรสจืด และสูงกว่านมจืดพร่องมันเนย แต่มีโปรตีน แคลเซียม วิตามิน และแร่ธาตุเพียงครึ่งเดียว

    จึงควรทำความเข้าใจใหม่ว่า นมเปรี้ยวไม่ได้ช่วยให้ผอม คนอ้วนจึงควรดื่มนมจืดพร่องมันเนย ถ้าดื่มนมสดแล้วไม่สบายท้อง ก็ให้เลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติจะดีกว่า คนที่ไม่อ้วนถ้าอยากดื่มนมเปรี้ยว ให้เลือกชนิดที่มีส่วนผสมเป็นนมวัวสูงและมีน้ำตาลต่ำ

    น้ำผลไม้ น้ำผลไม้สดบางชนิดที่ไม่เติมน้ำตาล เช่น น้ำส้ม น้ำฝรั่ง เป็นแหล่งอาหารที่ดีของวิตามินซี หากล้างผลไม้ให้สะอาดและคั้นให้เด็กดื่มทันที แต่น้ำผลไม้สำเร็จรูปหรือน้ำผลไม้ที่ขายตามร้านทั่วไปมักเติมน้ำตาล และบางชนิดมีน้ำตาลสูง จึงควรเลือกชนิดที่มีน้ำผลไม้แห้งเป็นส่วนผสมไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และเติมน้ำตาลไม่เกินร้อยละ 5 โดยดื่มวันละไม่เกิน 1 แก้ว หรือไมเกิน 1 กล่องเล็กต่อวัน แต่ควรให้เป็นผลไม้สดจะดีกว่า

    น้ำอัดลม ไม่แนะนำให้บริโภค เนื่องจากมีน้ำตาลสูง และมีกรดฟอสฟอริก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเนื้อฟันกร่อน หรือกระดูกกร่อนได้

    ของว่างจำพวกเบเกอรี่ ควรเลือกขนมปังกรอบชนิดที่มีใยอาหารสูง คือชนิดโฮลวีต หลีกเลี่ยงขนมที่มีไขมันสูง และรสหวานจัด เช่น คุ้กกี้ พัฟ พาย เค้กหน้าครีม

    ขนมซองหรือขนมถุง หลีกเลี่ยงขนมกรุบกรอบที่มีแป้งหรือไขมันสูง เช่น มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบ ถ้าจะบริโภคให้เลือกชนิดที่มีโปรตีนสูงแทน ได้แก่ ปลาเส้น เมล็ดพืชอบ เช่น ถั่วอบกรอบ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม

    ถั่ว พืชหัว และธัญพืช ให้ถั่วต้มหรือถั่วอบแทน ถั่วทอด มันเผือกต้มแทนมันเชื่อมมันฉาบ ข้าวโพดต้มแทนข้าวโพดคั่วอบนม เป็นต้น

    ลูกกวาด ลูกอม ช็อคโกแลต นมอัดเม็ด เป็นขนมที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง เนื่องจากมีน้ำตาลสูง เสี่ยงต่อฟันผุและภาวะโภชนาการเกิน

    ไอศกรีม ควรให้นานๆ ครั้ง เลือกไอศกรีมที่มีไขมันต่ำ เช่น ไอศกรีมหวานเย็น (ที่ไม่แต่งสีจัด) ไอศกรีมเชอร์เบท โยเกิร์ตแข็ง เป็นต้น

    ขนมหวานของไทย ขนมไทยหลายอย่างมีประโยชน์ เนื่องจากมักนำธัญพืช ถั่ว ผัก ผลไม้มาเป็นส่วนประกอบการบริโภคให้เลือกชนิดที่มีน้ำมันน้อย หรือกะทิ/มะพร้าวน้อย ไม่หวานจัด เช่น ถั่วแปบ ข้าวต้มมัด ขนมตาล ขนมกล้วย เม็ดขนุน ถั่วเขียวต้ม เต้าส่วน เป็นต้น หลีกเลี่ยงขนมหวานไทยบางชนิดที่มีกะทิหรือน้ำตาลเข้มข้น เช่นตะโก้ ขนมหม้อแกง ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด มันเชื่อม กล้วยเชื่อม กล้วยแขก เป็นต้น

    ของว่างประเภททอด ปิ้ง ย่าง ให้หลีกเลี่ยงชนิดที่ไหม้เกรียม ไม่แนะนำอาหารประเภททอด

    ของว่างอื่นๆ ที่เหมาะสำหรับเด็ก และมีอาหารหลายหมวดอยู่ปนกัน เช่น ขนมจีบ ซาลาเปา แซนด์วิชไส้ทูน่า ขนมปังไส้หมูหยอง เป็นต้น

หมอได้มีส่วนร่วมในการศึกษาและรณรงค์เด็กไทยไม่กินหวาน หรือ NO SUGAR CAMPAIGNE ได้ผลพอควร ตามที่ท่านผู้อ่านเคยพบในบทความและกิจกรรมของหมอและกลุ่มของเรา ที่สำเร็จแล้วคือ โรงเรียนของกรุงเทพมหานคร ในเขตกรุงเทพฯ ได้เริ่มเป็น “โรงเรียนอ่อนหวาน” คือควบคุมขนมและน้ำหวานในโรงเรียน โดย รองผู้ว่า ศ.พญ.เพ็ญศรี พิชัยสนิท ไปร่วมเปิดโครงการกับพวกเราเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานและท่านนำร่องในโรงเรียนกรุงเทพฯ

ส่วน สว.ดำรง พุฒตาล สว.พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ และท่านอื่นๆ ได้จัดให้ทีมพวกเราเข้าไปพบ รวมทั้งช่วยผลักดันเพื่อให้เกิดองค์กรอิสระช่วยควบคุมผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ซึ่งในรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 ควรจะมีหน่วยงานอิสระช่วยคุ้มครองผู้บริโภคผ่านมาเป็นเวลานานยังไม่สำเร็จสักที คิดว่าเที่ยวนี้น่าจะผ่าน ค.ร.ม. เป็นของขวัญให้เด็กๆ เสียทีเถอะ

ส่วนทางกระทรวงสาธารณสุขก็ช่วยโครงการนี้ รวมทั้งยกเลิกสูตรนมต่อเนื่องที่มีการเติมน้ำตาลอื่นที่มิใช่น้ำตาลแลคโตส ซึ่งเป็นตามธรรมชาติของนม ฯลฯ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ผลิต

ในการประชุมที่รัฐสภาของ สว. วันนั้น มีผู้แทนชุมชนในชนบทให้ข้อคิดเห็นว่า ขนมหวานระบาดทั่วหัวระแหง เด็กกินได้สะดวกสบาย บางชนิดคุณภาพต่ำด้วย จนมีผู้กล่าวว่าอีกหน่อยคนไทยจะมีฟัน 2 ชุดคือ ฟันน้ำนมแล้วก็ฟันปลอมเลย! คือ ฟันผุกันทั้งปากตั้งแต่เด็ก คิดว่าเป็นไปได้เพราะเด็กไทยบางแห่งฟันผุ 80-90% แล้ว!

ปริมาณน้ำตาลที่เราควบคุมไว้คือ 6 ช้อนชาต่อวัน ถ้ากินน้ำอัดลม 1 กระป๋องก็หมดโควต้าแล้ว ทั้งวันควรกินแต่ขนมและอาหารจืดๆ แต่คนไทยปัจจุบันกินน้ำตาลถึง 18-20 ช้อนชาต่อวัน คิดดูว่ากินเกินไปแค่ใด หมอไม่ต่อต้านขนมเพราะเข้ามาเป็นสิ่งจำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของเด็กไทยแล้ว ถ้าท่านดูโฆษณาขนมเด็กในรายการทีวีวันหยุดช่วงเช้าถึงเที่ยง นั่งขีดนับจำนวนสปอตโฆษณาจะเห็นว่าถี่ยิบ กระตุ้นเร้าใจให้เด็กอยากกินทั้งนั้น

แต่ถ้าคุณแม่คอยแนะนำลูก ซื้อติดบ้านแต่ชนิดไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็ม มีไว้แต่น้อย ไม่มีน้ำอัดลมติดตู้เย็น นมจืดดีที่สุด ไม่มีนมหวานชนิดต่างๆ นมเปรี้ยวก็มีน้ำตาลมาก คุ้กกี้ ช็อคโกแลต ไอศกรีม เค้ก ฯลฯ พวกนี้น้ำตาลมาก แคลอรีมาก ถ้าเราจะคุมกันแรงๆ อย่างสิงคโปร์จะดีไหม โรงเรียนใดมีเด็กอ้วนมากจะต้องปรับตัวเอง อาจถูกเพ่งเล็งในโรงเรียนเขาจะแบ่งเด็กเป็นกลุ่ม กลุ่มอ้วน กลุ่มรูปร่างดี กลุ่มผอม กลุ่มอ้วนมีกิจกรรมมากขึ้น มีคูปองบ่งบอกเป็นแคลอรีว่าวันนี้จะไปซื้อขนมหรืออาหาร ต้องตามแคลอรีที่กำหนดไว้ ฯลฯ

หมอเองปรึกษากับสื่อมวลชน วันนั้นมีทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ว่าเราจะสื่ออย่างไรให้คนเข้าใจและมีความรู้สึกว่า ไม่ได้แล้ว ต้องช่วยกันดูแลลูกหลานไม่ให้อ้วน ไม่ให้บริโภคนิยมเกินไป หมอเล่าให้ฟังว่า หมอเองไปประชุมกับหมอผู้ดูแลเบาหวานเขต WESTERN PACIFIC หลายประเทศ มาพบกันเร็วๆ นี้ว่า เราทำอย่างไรจะให้ประชาชนเข้าใจ รีบป้องกันเบาหวานถ้วนหน้า

มีผู้แทนหลายประเทศโดยเฉพาะเกาหลีมาแสดง โดยนำรายการ 60 นาทีมาฉายให้ดู มีภาพผู้ป่วยเบาหวานถูกตัดขา เห็นกัดชัดๆ ในห้องผ่าตัด ตัดแล้วก็มีถุงมารองรับ ขนาดเป็นหมอ เห็นยังตกใจ ถามเขาว่า “ชาวบ้านช็อกไหม” เขาตอบว่า “ช็อก” รุ่งขึ้นแห่กันไปเช็กเบาหวานจำนวนมาก ส่วนพวกเป็นเบาหวานอยู่ก็เครียดมาก ต้องพบจิตแพทย์ ฯลฯ หมอคิดว่า รายการแบบนี้แพทยสภาไม่ยอมให้ออกในเมืองไทยแน่ๆ เพราะวัฒนธรรมเราต่างกัน

ส่วนประเทศออสเตรเลียมีการรณรงค์โดยกล่าวว่า เบาหวานเป็นสาเหตุไตวาย ต้องล้างไต เปลี่ยนไตจำนวนมาก โดยใช้ภาพแขนคนไข้มีเข้มคาไว้พร้อมอุปกรณ์ล้างไต

เมื่อประเมินแล้วผู้ดูจำไม่ได้หรือไม่ค่อยประทับอะไรเท่ากับภาพเคลื่อนไหวตัดขาคนไข้เกาหลีที่เป็นเบาหวาน มีเนื้อเน่าตายจนคุมไม่อยู่ ต้องตัดขาเพื่อรักษาชีวิตไว้ แต่วัฒนธรรมคนเกาหลีกับไทยต่างกัน วิธีการที่แสดงทางโทรทัศน์ทำสำเร็จทีเกาหลีอาจจะไม่เหมาะกับบ้านเราในด้านการประชาสัมพันธ์

เมื่อแพทย์พูดเตือนถึงเหตุการณ์หรือโรคภัยที่จะพบในอนาคต มักไม่ได้รับความสนใจที่จะป้องกันเพราะยังกินเวลานาน เรามักมองปัญหาเฉพาะหน้า นี่คือสาเหตุความล้มเหลวของการประชาสัมพันธ์ในเชิงการป้องกันโรคของบ้านเราในการประชุมนานาชาตินี้ เขายังยกตัวอย่างดีๆ ที่หมออยากนำมาเผยแพร่เพื่อนำไปใช้ เช่น
1. การต่อต้านการสูบบุหรี่ เขาจะตั้งคำถามว่า KILL IT OR BE KILLED คือฆ่าความอยากบุหรี่ ก่อนที่มันจะฆ่าท่าน

2. ผลแทรกซ้อนจากเบาหวาน ถ้าไม่ดูแลป้องกันอย่างดี จากเบาหวานจะเกิดโรคแทรกซ้อนทางตา ไต หัวใจ และส่วนมากปล่อยเลยตามเลย ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด หรือ WHAT EVER WILL BE, WILL BE เขาจะค้านว่า ไม่จริง ถ้าเราเอาจริง ดูแลตนเองดีจริง WHAT EVER WILL BE, WILL NOT BE
ก่อนจะจบการประชุมกับสื่อมวลชนวันนั้น หมอก็ขอวิงวอนสื่อต่างๆ ให้คิดถึงเด็ก ผู้ผลิตขนมเด็กให้สิ่งที่มีคุณประโยชน์และอย่ามอมเมาเด็ก ขอให้รัฐมีมาตรการควบคุมสื่ออย่างใกล้ชิด ขอให้รัฐจัดโทรทัศน์เพื่อการเรียนรู้ของเด็ก และครอบครัวโดยเฉพาะเลย 1 ช่อง ขอให้รัฐดำเนินการตามมาตรา 57 ได้มาซึ่งองค์กรอิสระ ดูแลควบคุมเพื่อผู้บริโภค ข้อสุดท้ายนี้เห็นพ้องต้องกันกับสถาบันครอบครัวรักลูกของคุณสุภาวดี หาญเมธี ว่าขอให้รัฐจัดในเรื่องของครอบครัวเป็นวาระของชาติ ขอให้ทำแผนแม่บทออกมาอย่างชัดเจนด้วย จะได้รับการอนุโมทนาโดยทั่วกันจากประชาชนคนไทย

ทีเขียนเล่ามานี้ยืดยาว คงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านช่วยกันพิจารณาเพื่ออนาคตของเด็กไทยด้วยค่ะ


(update 9 มกราคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 270 กรกฎาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600