ดนตรีเพิ่มเครือข่ายใยสมอง


เมื่อก่อนดนตรีอาจทำหน้าที่เพียงมอบความบันเทิงใจ แต่เมื่อมีกระแส “ฟังดนตรีคลาสสิกแล้วทำให้ลูกฉลาด” จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่หันมาสนใจดนตรีมากขึ้น จนตอนนี้ดนตรีคลาสสิกที่เคยว่ากันว่าต้องปีนบันไดฟัง กลายเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ทุกบ้านต้องมี ยิ่งบ้านไหนที่คุณกำลังตั้งครรภ์หรือมีลูกอ่อนวัยเพิ่งคลอด…พลาดไม่ได้เชียวล่ะ ยิ่งเป็นข้อมูลพัฒนาการที่อยู่ในความสนใจอย่างนี้ Modern Mom ควรต้องอัพเดตแบบให้รู้ข้อเท็จจริงค่ะ


ดนตรี…สื่อสร้างอารมณ์

“ดนตรี” เป็นภาษาสากลที่มีความพอเศษเฉพาะตัว ซึ่งใครจะเล่าหรือบรรยายด้วยภาษาสวยหรูเพียงใดว่าไพเราะ แต่คนที่ไม่ได้ฟังก็ไม่สามารถเข้าถึงความไพเราะได้เท่ากับการได้ฟังและได้ดื่มด่ำกับเสียงดนรีด้วยตัวเอง แล้วทุกครั้งที่ฟังเสียงเพลงก็จะช่วยกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ต่างๆ ทั้ง สนุก สุข เศร้า เหงา ฯลฯ เหตุที่ดนตรีมีอิทธิพลก็เป็นเพราะว่าคลื่นเสียงของเครื่องดนตรีและท่วงทำนองของเพลงไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในการทำงานของเซลล์สมอง ซึ่งมีผลต่ออารมณ์ ความคิด และ ความรู้สึกของผู้ที่ฟัง และสำหรับเด็กๆ แล้วเมื่อได้ยินเสียงเพลงที่ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน เบิกบานใจ ก็กระตุ้นให้พร้อมที่จะเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

ความสนใจในพลังของดนตรีทำให้เกิดการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับดนตรีขึ้นมากมายเป็นต้นว่าเมื่อปี 1950 ดร. อัลเฟรด โทมาติส ศัลยแพทย์ด้านหู คอ จมูก ได้ศึกษาอิทธิพลของดนตรีว่าช่วยสร้างจิตนาการและภาพในใจ แล้วยังกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ลดอาการซึมเศร้า และลดอาการวิตกกังวลลงได้ นอกจากนี้แล้วในศูนย์บำบัดกว่า 250 แห่งทั่วโลก ใช้ดนตรีรักษาเด็กสมาธิสั้น เด็กที่มีอาการผิดปกติในการพูดโรคออทิสติก และเด็กที่มีภาวะสูญเสียการอ่านรู้ความ (Dyslexia)

แต่งานวิจัยที่สร้างความฮือฮาและเป็นกระแสจนถึงทุกวันนี้ คือ งานวิจัยที่ชื่อว่า Mozart Effect ของ ดร. ฟราสเซส เราส์เชอร์ (Frandes H. Rauscher) และคณะ ได้ค้นพบว่า “เพลงเปียโน โซนาต้า ในบันไดเสียง ดีเมเจอร์ หมายเลขเค.448 โมสาร์ต ช่วยให้นักศึกษากลุ่มทดลองทำคะแนนด้านมิติสัมพันธ์ได้ดีเมื่อฟังเพลงโมสาร์ตเป็นเวลา 10 นาที” ด้วยงานวิจัยนี้ล่ะค่ะทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดกันว่าเพียงแค่ฟังเพลงโมสาต์นก็ทำให้ฉลาดขึ้นมาได้ ซึ่งเมื่อศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดแล้วพบว่าการฟังเพลงโมสาร์ตจะช่วยให้คนเราฉลาดเพียง 10 นาทีเท่านั้นแต่จริงๆ แล้วการที่เด็กจะฉลาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับการฟังเพลงแต่อยู่ที่เด็กต้องเล่นดนตรีมากกว่า!!!

แต่ก็ใช่ว่าเด็กทุกช่วงวัยจะสามารถเล่นดนตรีได้ เพราะเด็กแต่ละวัยมีจุดสำคัญของพัฒนาการซึ่งต้องดูแลต่างกัน คุณพ่อคุณแม่จะนำเสียงเพลงและดนตรีมาเสริมพัฒนาการให้ลูกน้อยในแต่ละช่วงวัยต้องเลือกให้อย่างเหมาะสมด้วย อย่ายัดเยียดเสียจนแทนที่ลูกจะรักดนตรีกลับกลายเป็นเกลียดแล้วจะพาลโอกาสดีไปอย่างน่าเสียดายค่ะ


Music for 0-6 years

0-1 ปี วัยละอ่อน ขอฟังก่อน
วัยนี้บังอรเอาแต่นอน น้อน นอน การรับรู้อยู่ที่ประสาทสัมผัสทั้งห้า ทั้งหู ตา จมูก ลิ้น และการสัมผัส จะให้มาร้องเต้น เล่นดนตรีก็ยังคงไม่ได้ แต่ก็ถือว่ารับรู้เสียงเพลงที่ได้ยินขยับแข้งขา ตามเสียงเพลงที่ได้ยิน

เพลงที่เปิดให้เจ้าหนูควรเป็นเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน เพื่อกระตุ้นให้เด็กได้สนุกสนานกระตุ้นให้อยากขยับแข้งขาไปตามเสียงเพลง ส่วนเพลงช้าคุณแม่ควรเก็บไว้เปิดตอนก่อนนอนจะช่วยให้เจ้าหนูหลับสบายขึ้น อย่าคิดว่าเจ้าหนูจำเสียงเพลงไม่ได้นะคะ วัยนี้จำเสียงได้แล้ว เปิดให้ฟังบ่อยๆ จะช่วยให้ลูกจำได้ อย่างเพลงที่คุณแม่เปิดฟังขณะท้อง พอลูกได้ยินเสียงมีหันตามเสียงเพลงเหมือนกันนะ

Music Tips
  • ร้องเพลงกล่อมลูก เสียงของแม่นี่ล่ะจะเพราะหรือไม่เพราะลูกฟังแล้วเคลิ้มทุกราย

  • ระหว่างเล่นกับลูก เปิดเพลงคลอเบาๆ จะเป็นเพลงคลาสสิกของโมสาร์ตหรือโชแปง เพลงไทยที่มีทำนองและจังหวะเบาๆ เปิดล้อกับบรรยากาศสบายๆ ในบ้านช่วยให้เจ้าหนูผ่อนคลายดี
1-3 ปี วัยติ้ด ชึ่ง เปิดประตูสู่เสียงเพลง
วัยที่เริ่มเปลี่ยนจากการเรียนรู้ทางประสาทสัมผัสมาเป็นการเรียนรู้แบบลงมือทำ ขณะเดียวกันก็เริ่มรู้จักคิด พฤติกรรมวัยนี้เรียกง่ายๆ ว่ามีความหมายในการกระทำมากขึ้น พัฒนาการด้านร่างกายก็พร้อมเกือบเต็มที่ หยิบจับถนัดถนี่ ควบคุมแข้งขา กระโดดโลดเต้นได้อย่างใจ แล้วยังสามารถจับจังหวะจะโคนของดนตรีได้แล้วเป็นวัยแห่งการเปิดประตูสู่เสียงเพลง อยากให้ลูกสนใจเครื่องดนตรีประเภทไหนลองให้หยิบจับกันตั้งแต่ตอนนี้เลยค่ะ

Music Tips
  • หาของเล่นที่มีเสียง เช่น ของเล่นประเภทเคาะ หรือแบบเขย่าแล้วมีเสียง เช่น กลองใบเล็ก ลูกแซ็ก เลือกที่ไซส์เล็กขนาดเหมาะมือลูก

  • วัยเริ่มหัดพูดดีเชียวที่จะสอดแทรกเพลงและสอนเพลงพร้อมๆกับการหัดพูดนอกจากจะสามารถจับจังหวะเพลงได้แล้วยังฮัมเพลงตามจังหวะง่ายๆ ได้แล้ว ชวนลูกร้องเพลงหรือพูดเป็นคำคล้องจอง ที่สำคัญกระตุ้นให้เจ้าหนูพูดตามด้วยท่าทีประกอบเพลงด้วยจะสนุกมากเลย

  • อัดเทปเสียงร้องเพลงของลูกให้ลูกฟัง เขาจะรู้สึกตื่นเต้นกับเสียงที่ได้ยินกระตุ้นให้อยากส่งเสียงน้อง
3-6 ปี ร้อง เล่น พร้อมลงมือ
ร้องเพลงได้แล้วค่ะ ถึงจะยังไม่เป็นภาษาชัดถ้อยชัดคำก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ถ้าจะเริ่มปูทางให้ลูกเล่นดนตรีก็ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ให้ลูกคุ้นเคยกับเครื่องดนตรีชนิดนั้นๆ เช่นเดียวกับ ดร. ฟรานซิส เราส์เชอร์ (นักจิตวิยา นักวิจัย เจ้าของผลงาน "Mozart Effect" ดร. เราส์เชอร์ มาบรรยายเชิงวิชาการเรื่องดนตรีมีผลต่อความฉลาดของเด็กอย่างไร Mozart Effect กับการพัฒนาความฉลาดของเด็ก) ที่เริ่มเล่นเปียโน ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ หรือโต๋ เวชสุภาพร นักเปียโนหนุ่มไฟแรง เริ่มได้ตั้งแต่วัยนี้เลยค่ะ เพราะมีงานวิจัยว่า เด็กที่เล่นเปียโนแบบตัวต่อตัวตั้งแต่ อายุ 5 ขวบ และเล่นติดต่อกันนาน 2 ปี ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์จึงจะคงอยู่แต่หากเด็กเรียนแค่ 1 ปี ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์จะไม่เพิ่มขึ้น

แต่การให้เด็กเรียนดนตรีนั้นจะต้องเลือกครูและสถานที่เรียนให้เหมาะสมกับเด็ก ควรเลือกที่เขาได้สนุก ได้ออกท่าทางประกอบจังหวะเพลงเหมือนการเล่นมากกว่าต้องมานั่งท่องโน้ตเพียงอย่างเดียว เพราะวัยนี้สิ่งสำคัญอยู่ที่การสร้างความทรงจำที่ดีกับการเล่นดนตรี จะเลือกทีทเรียนดนตรีให้ลูกควรเข้าไปสำรวจดูก่อนว่าครูเอาใจใส่และมีจิตวิทยาที่ดีในการสอนด้วย

Music Tips
  • สร้างบรรยากาศในบ้านนี่ล่ะให้สบายๆ น่ากระโดดโลดเต้น เลือกเพลงเด็กเปิดให้ลูกได้ฮัมเพลงทำนองง่ายๆ กับเนื้อสนุกสนานวัยนี้ร้องตามได้สบาย

  • เปิดโอกาสให้ลูกได้ทำความเข้ารู้จักเครื่องดนตรีหลากชนิด อาจจะเริ่มจากเครื่องดนตรีของเด็กเล่นแล้วค่อยๆ ไปเครื่องดนตรีของจริง วัยนี้เปลี่ยนแปลงความชอบได้คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งปักใจให้ลูกจงรักกับเครื่องดนตรีชิ้นไหนนะคะจนกลายเป็นบังคับพานทำให้ลูกไม่ชอบดนตรี

  • ถ้าตัดสินใจเลือกดนตรีแล้ว ควรเลือกสถานที่เรียนและคุณครูให้เหมาะสมควรพาลูกไปลองเรียนและดูบรรยากาศก่อนที่สำคัญครูต้องมีจิตวิทยาในการสอนเพื่อให้เด็กรักและชื่นชมดนตรี
รู้หรือเปล่าว่า…

  • เครื่องดนตรีที่มีคลื่นความถี่สูง เช่น ไวโอลิน ขิม ซอ หรือเปียโน จะส่งผลต่อสมองส่วนที่ใช้ความคิดของคนได้มากกว่าเครื่องดนตรีที่ให้ความถี่ต่ำ

  • เครื่องดนตรีที่ให้ความถี่ต่ำ เช่น ขลุ่ย ปี่ ฟลุต แซ็กโซโฟน จะมีผลต่อสภาวะอารมณ์คนมากกว่า ลองสังเกตถ้าเราฟังเพลงที่เล่นด้วยเครื่องดนตรีเหล่านี้จะมีอารมณ์หวั่นไหว

  • เครื่องดนตรีที่ให้ความถี่ของเสียงต่ำมากๆ เช่น ซอ ดับเบิ้ลเบส กลองใหญ่ จะมีผลต่อการตื่นตัวของสมองและร่างกาย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับจังหวะด้วยหากจังหวะช้าก็จะให้ความรู้สึกตื่นตัว จนถึงขนาดดุดันเลยก็ว่าได้ เช่น การตีกลองสะบัดชัยในภาคเหนือก็ให้ความรู้สึกตื่นตัว ฮึกเหิม

มิติสัมพันธ์กับดนตรี

นอกจากดนตรีจะช่วยพัฒนาสมองและกระตุ้นพัฒนาการแล้วยังพัฒนาด้านมิติสัมพันธ์คือ ด้านที่คนเราสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกัน สามารถดึงประสาทสัมผัสทั้งหู ตา จมูก ลิ้น ผิวสัมผัส และความรู้สึกมาเชื่อมโยงกัน เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นภาพหรือคำอธิบาย เช่น การที่เราสามารถจัดการของใช้ส่วนตัวให้ลงในกระเป๋าใบเดียวได้ หรือแม้แต่การขับรถแล้วกะระยะเข้าที่จอดได้สำเร็จซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถด้านคณิตศาสตร์เพราะทักษะด้านคณิตศาสตร์เป็นแง่มุมหนึ่งของมิติสัมพันธ์

เพราะขณะที่เล่นดนตรีการเคาะจังหวะถือเป็นมิติหนึ่งของคณิตศาสตร์ซึ่งเกี่ยวพันกับมิติเวลา การเคาะจังหวะตัวโน้ตแต่ละตัวก็จะเป็นสัดส่วนซึ่งกันและกัน บางจังหวะเคาะเร็ว ช้า ขณะที่เคาะเด็กจะเห็นเศษส่วนของมิติระยะเวลา


ทริกชวนหนูเล่นดนตรี
  • เพลงที่เปิดให้ลูกฟังต้องไพเราะและหลากหลาย เพื่อให้ได้ประสบการณ์การฟังเพลงหลากหลายชนิด

  • เสียงพูดคุณพ่อคุณแม่สำคัญ นิทานเพลงหรือคำคล้องจองที่พูดกับลูก เพราะภาษาไทยเป็นภาษาหนึ่งที่ไพเราะมีโทนเสียงสูง-ต่ำ เหมือนบทเพลงหนึ่งเลยก็ว่าได้จะช่วยให้ลูกรู้สึกดี

  • เล่นดนตรี ร้องรำทำเพลงร่วมกันทั้งครอบครัว

  • ถ้าจะให้ลูกเรียนดนตรีควรเลือกครูและโรงเรียนที่ใส่ใจลูก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกในการเล่นดนตรี แล้วอย่าเพิ่งคาดหวังให้ลูกเล่นดนตรีได้แบบปัจจุบันทันด่วนเพราะแทนที่จะสุนทรีย์กลับเป็นเครียดพานไม่ชอบดนตรีเอาได้

  • พาไปดูการแสดงดนตรี เลือกไปที่ปลอดภัยและเพลงเพราะเพื่อสร้างความทรงจำที่ดีในการไปฟังเพลงนอกบ้าน
ท่วงทำนองของเสียงดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ทำร้ายใคร มีความสวยงามสนุกสนานและหลากประโยชน์ ขึ้นอยู่กับใครจะหยิบส่วนใดของดนตรีมาใช้ประโยชน์ ยิ่งกับเด็กด้วยแล้วการเลือกใช้มุมใช้ที่ดีๆ ของดนตรีคงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะช่วยเลือกสรรค์และสนับสนุนสิ่งดีๆ นี้ให้ลูกค่ะ


Music Good for Brain

กระตุ้นสมองให้เส้นใยประสาทแตกแขนงมากขึ้นและหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (สารแห่งความสุข) ซึ่งจะช่วยให้ระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกายอยู่ในภาวะที่สมดุลและทำงานได้ดี
1. ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus)
จะควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ และต่อมไร้ท่อต่างๆ ที่ตอบสนองด้านอารมณ์และสัญชาตญาณ ยิ่งช่วงที่ลูกหลับลึกสมองส่วนนี้จะทำหน้าที่เหมือนชาร์จแบตยิ่งได้ฟังเพลงที่สบาย ไม่เร่งจังหวะก่อนนอนจะช่วยให้ลูกหลับสบายขึ้นค่ะ

2. เบรนสเตม (Brainstem)
ควบคุมปฏิกิริยาอัตโนมัติ เช่น ร้องไห้ ดูดนม สะดุ้ง และควบคุมการหายใจ การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต รวมถึงควบคุมอารมณ์โดยเฉพาะความวิตกกังวลและการสงบสติอารมณ์ เมื่อได้ฟังเพลงที่สบายจะช่วยให้มีสมาธิ อารมณ์ดี ช่วยให้จิตใจอ่อนโยน

3. เทมเพอรัลโลบ (Temporal Lobe)
ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการได้ยอน ดมกลิ่นความสามารถทางภาษา ความจำ โดยเฉพาะความกลัว ขณะลูกฟังเพลงจะกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการด้านภาษา พูดและฟังเพลง และความจำเกิดขึ้นเพราะขณะฟังร้อยทั้งร้อย เด็กจะส่งเสียงร้องอ้อล้อไปตามเพลงที่ได้ยิน

4. ฟรอนทัลโลบ (Frontal Lobe)
ควบคุมการคิดและพฤติกรรม เช่น เดิน พูด แก้ปัญหา วางแผน และสร้างแรกกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ ตอบสนอง เมื่อได้ฟังเพลงจะช่วยให้เด็กมีความมั่นใจ โดยเฉพาะกับเด็กที่ขี้อายจะสามารถร้องต่อหน้าคนเยอะๆ เพราะการร้องเพลงจะง่ายกว่าการให้ออกมายืนคุยเฉยๆ แล้วเด็กจะรู้สึกอิสรเสรีในคำร้องและท่าทางบวกกับความสนุกทำเอาลืมอายไปเลยค่ะ


(update 13 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.11 No.130 August 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600