อยากรู้เหลือเกินว่าใครเป็นคนคิดค้นทฤษฎีลูกคนกลางหรือ Wednesdays Child
บอกว่าพอเกิดเป็นลูกคนกลางแล้วจะต้องเป็นเด็กขี้น้อยใจ พ่อแม่ไม่รัก เป็นเด็กมีปัญหา
อัตราที่เด็กคนนี้จะไปค้ายาบ้ามีสูง ถ้าเป็นลูกสาวก็มีแนวโน้มว่าจะท้องก่อนแต่งมากกว่าลูกคนอื่นๆ
ถ้าเป็นกะเทยก็เป็นกะเทยด้อยคุณภาพ
ที่หยิบทฤษฎีลูกคนกลางมาเขียนถึงเพราะผมเกิดข้อสงสัยกับการตั้งแง่แบบนี้
คือถ้ามองในมุมหนึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นการพูดดักทางลูกคนกลางไม่ให้เป็นไปอย่างที่พูด
แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่า บางครั้งมันก็อาจส่งผลกระทบแบบไหลย้อนกลับได้
ราวกับผ้าอนามัยด้อยพัฒนาที่ใช้แล้วเกิดการซึมเปื้อนด้านข้าง
ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าผู้หญิงคนหนึ่งไปงานเลี้ยงรุ่น แล้วถูกเพื่อนสักสิบคนทักว่า
อ้วนขึ้น ทั้งๆ ที่ตัวเองก็รู้ว่าน้ำหนักตัวเท่าเดิม (ความจริงเรื่องอ้วนนี้ไม่ต้องถึงสิบหรอกทักแค่สองคนก็เครียดแล้ว)
จนกลับบ้านมากังวลเรื่องความอ้วนของตัวเองไปซะอย่างนั้น อย่างนี้ที่ผมเรียกว่าผลกระทบแบบไหลย้อนกลับ
คือเรื่องมันไม่มีอะไรหรอก แต่พอคนอื่นทักมากเข้าก็เลยเก็บมาคิดจนได้
กรณีทฤษฎีลูกคนกลางนี้ก็เหมือนกัน คือพอมีความเชื่อกันมาว่าลูกคนกลางเป็นเด็กที่มีปัญหา
พ่อแม่ให้ความรักน้อยกว่าลูกคนอื่นๆ ก็พลอยเกิดผลกระทบแบบไหลย้อนกลับ
ฝ่ายพ่อแม่ที่แต่เดิมก็รักลูกเท่ากันทุกคน พอได้ยินคนอื่นพูดกรอกหูเรื่องลูกคนกลางมากเข้าก็เกิดอาการลังเล
เอ๊ะ...หรือฉันจะต้องรักลูกคนนี้น้อยกว่าลูกคนอื่นดี ที่ผ่านมารักเท่ากันไปหน่อย
ฝ่ายลูกสาวก็เหมือนกัน จากที่เติบโตขึ้นมาอย่างอบอุ่นดี แต่พอมีคนทักบ่อยเข้าว่าเป็นลูกคนกลางก็เป็นเด็กมีปัญหาน่ะสิ
ทำให้เกิดการเอะใจขึ้นมาว่า หรือว่าเราต้องทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาดี ถ้าไม่เป็นเดี๋ยวจะผิดคอนเซปต์ลูกคนกลาง...
เลยหันมาดมกาวเพื่อความถูกต้อง
แล้วเรื่องที่น่าปวดหัวอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีใครเคยนิยามอย่างชัดเจนว่า
ลูกคนกลางนั้นจริงๆ ต้องเป็นลูกคนที่เท่าไร ?
คือถ้าว่ากันตามตรงแล้ว นิยามของลูกคนกลางควรจะเป็นดังนี้คือ ลูกคนที่อยู่ลำดับกึ่งกลางระหว่าง
ลูกคนโตสุดและเล็กสุด และจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อครอบครัวนั้นมีลูกเป็นจำนวนเลขคี่เท่านั้น
โดยไม่นับรวมครอบครัวที่มีลูกหนึ่งคน เช่น ถ้ามีลูกสามคน ลูกคนกลางคือลูกคนที่สอง ถ้ามีลูกห้าคน
ลูกคนกลางคือลูกคนที่สาม ถ้ามีลูกยี่สิบเอ็ดคน ลูกคนกลางคือลูกคนที่สิบเอ็ด
สรุปคือแต่ละครอบครัวจะมีลูกคนกลาง ครอบครัวละหนึ่งคนเท่านั้น
แต่เรื่องกลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะความที่ไม่มีใครเคยนิยามลูกคนกลางนี่แหละ
บางครอบครัวมีลูกสี่คน ซึ่งตามหลักแล้วต้องไม่มีลูกคนกลาง ทำให้ครอบครัวนี้มีลูกคนกลางสองคน
พวกที่มีลูกห้าคน ก็มีลูกคนกลางสามคน ที่หนักคือ บางทีลูกคนเดียวก็รู้สึกตัวเองเป็นลูกคนกลางไปกับเขาเหมือนกัน
เพราะคิดว่าเป็นลูกคนกลางระหว่างพ่อแม่ เฮ้อ ว่าไปนั่น
พอมีลูกคนกลางหลายคน บวกกับเรื่องผลกระทบแบบไหลย้อนกลับแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่
โดยส่วนตัวแล้วผมชอบคำว่า คนกลาง ครับ เพราะคนกลางคือคนที่คอยประสานระหว่างฝ่ายหนึ่งให้อีกฝ่ายหนึ่ง
ให้ดำเนินงานสักอย่างผ่านไปได้ หรืออีกความหมายหนึ่งคือคนที่เป็นกลางไม่เข้าข้างใคร
พลอยคิดไปถึง ลูกคนกลาง ที่มีช่วงวัยอยู่กึ่งกลางระหว่างลูกคนโตกับลูกคนเล็ก
ดังนั้นลูกคนกลางก็น่าจะเป็นลูกที่คอยประสานความแตกต่างระหว่างวัยของลูกคนโตกับลูกคนเล็กได้เหมือนกัน
ผมเลยขอเสนอว่า ถ้าหากเจอใครที่เป็นลูกคนกลางแทนที่จะทักว่าเป็นเด็กมีปัญหา
ก็ให้ทักว่าเป็นคนชอบประสาน โตขึ้นมีแววว่าจะทำงานอยู่ในคณะกรรมการสมาฉันท์
ความเชื่อเกี่ยวกับลูกคนกลางอย่างนี้ ดีกว่าของเดิมเป็นไหนๆ จริงมั้ยครับ
(update 27 มีนาคม 2006)
[ ที่มา..
teen&family ปีที่ 10 ฉบับที่ 118 มกราคม 2006]
|