ชาดาได้มีโอกาสไปเจอห้องเรียนดีๆ มาค่ะ พอดีว่าได้ไปเป็นทีมงานในโครงการรักลูกอวอร์ด (โครงการประกวดหนังสือเพื่อเด็ก)
ซึ่งยกขบวนไปเล่านิทานให้กับเด็กๆ ใน โครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรัง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เห็นแล้วประทับใจจนต้องเก็บมาขยายความเล่าต่อให้คุณๆ ได้รู้จักด้วยค่ะ
ห้องเรียนที่ว่านี้อยู่ที่ชั้น 12 ตึกสิริกิติ์ (สก.) โรงพยาบาลจุฬาฯห้องเรียนนี้เป็นห้องเรียนสำหรับเด็กที่เข้าพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ด้วยระยะเวลาที่เด็ก (บางคน) ต้องรักษาตัวนาน ทำให้ขาดเรียนและเรียนหนังสือไม่ทันเพื่อน จนทำให้เด็กบางคนอาจจะต้องลาออกจากโรงเรียนอย่างน่าเสียดาย ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบกับเด็กโดยตรงเลยค่ะ ด้วยเหตุนี้คณะแพทย์และสังคมสงเคราะห์ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ จึงร่วมมือกับกองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จัดโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังในฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ นี่ละค่ะที่มาของห้องเรียนแห่งนี้ ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่ไม่ลืมนึกถึงเด็กๆ
มาวันนี้ได้เจอกับ น้องทักษิณ ชะเมรัมย์ อายุ 5 ขวบ ทักษิณป่วยเป็นมะเร็งในท้องน้อย รักษาตัวที่โรงพยาบาลมาตั้งแต่อายุ 4 ขวบจนตอนนี้ 1 ปีเต็มแล้วที่อยู่โรงพยาบาล ถ้าประเมินร่างกายภายนอกไม่ต้องสงสัยเลยว่าทักษิณป่วย แต่หากได้สัมผัสกับรอยยิ้มบวกกับความกระตือรือร้นที่วิ่งเข้าหาของเล่น
ดูยังไงก็ไม่ป่วย
เราจะตามน้องทักษิณไปว่าเขาจะพาเราไปเจออะไรบ้าง แม้จะป่วยแต่พอถึงที่ห้องเรียนนี้แล้วนักเรียนตัวน้อยดูดี สดใสขึ้นทันตาเห็น สมกับที่เราคัดเลือกให้เป็นคนที่ต้นเรื่องในครั้งนี้จริงๆ ค่ะ
ทักษิณพาเรามาเจอกับครูโสภา ถินถนอม หรือครูอ้อย และครูจิราพร ศรีวันดี แล้วก็เพื่อนๆ ท่ามกลางบรรยากาศของเล่นหลากสีพื้นปูด้วยแผ่นยางตัวอักษรภาษาอังกฤษสร้างความสดใสให้กับห้องนี้ได้มากค่ะ โต๊ะนักเรียนไซส์จิ๋วกับตุ๊กตาโดเรมอนดูจะเป็นอีกอย่างที่เด็กๆ วิ่งเข้าหา เด็กๆ จะมาเรียนที่ห้องนี้ตั้งแต่ 9.00-11.00 น. แต่ถ้าวันไหนเพื่อนบางคนต้องไปตรวจก็ไม่ได้เจอกัน เพราะบางคนใช้เวลาตรวจนานกว่าครึ่งวัน ทักษิณกับเพื่อนๆ ชอบลงมาเล่นที่นี่มากกว่าอยู่บนเตียง ก็ที่นี่มีของเล่น มีเพื่อนๆ ที่บนเตียงไม่มีให้อยากเล่นอะไรก็ได้เล่น ทั้งหุ่นยนต์ ตุ๊กตา ตัวต่อ บล็อกไม้ ถึงของเล่นจะเยอะแต่เท่าที่สังเกตเด็กๆ ก็ยังเล่นด้วยกันดีอยู่ค่ะ ส่วนพี่ๆ ที่โตหน่อยก็เข้าไปเล่นเกมคอมพิวเตอร์ในห้อง หรือเด็กที่วิ่งหรือขยับตัวไม่ค่อยสะดวกก็จะวาดรูป ระบายสี ลากตามเส้นประ ตอนนี้ล่ะที่เด็กๆ จะได้ฟื้นฟูการจับดินสอหลังจากที่ร้างรามานาน ถ้าไม่อยากระบายคนเดียวก็ชวนครูมาระบายด้วยก็ได้ ครูห้องนี้ไม่เร่งแถมยังช่วยให้กำลังใจอีกต่างหาก นอกจากระบายสีแล้วยังได้เรียนบวกเลข นับเลขง่ายๆ ทักษิณและเพื่อนดูจะลงความเห็นกันว่าที่นี่ไม่ได้เป็นห้องเรียนหรอกแต่เป็นห้องเล่นเสียมากกว่า อยู่แล้วสนุก ฟังนิทานเพลินกันจนเพื่อนบางคนไม่ยอมกลับเตียง แอบอยู่ในบ้านของเล่นจนบ่ายโมงก็มี เล่นเอาครูกับพยาบาลตามหากันให้วุ่นก็น่าจะเป้นอย่างนั้นล่ะค่ะ เพราะสีสันและของเล่นก็ล้วนน่าเล่นเห็นแล้วเกือบลืมว่าที่นี่คือโรงพยาบาลไปเลยล่ะ
หลังจากเด็กๆ พาไปชมบรรยากาศแล้วก็ถึงคราวที่ครูอ้อยจะมาบอกถึงหลักสูตรการเรียนของที่นี่บ้างแล้วค่ะ
ที่นี่เราสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ เน้นการเตรียมความพร้อมและทักษะด้านต่างๆ ตามหลักสูตรอนุบาล ส่วนครูต้องเป็นครูที่ผ่านการอบรมครูการศึกษาพิเศษก่อน ลักษณะการสอนจะเป็นแบบการสอนซ่อมเสริม โดยสอนแบบรายบุคคล ซึ่งจะสอนต่อเนื่องจากบทเรียนเดิมที่เด็กเคยเรียนในโรงเรียน และจะประสานงานแจ้งให้โรงเรียนของเด็กทราบว่าเด็กอยู่ในความดูแลของเรา ส่วนใหญ่จะติดตามผลการเรียนกับเด็กชั้นประถมศึกษา เช่น ช่วงใกล้สอบทางเราจะขอผ่อนผันการสอบให้หรือบางโรงเรียนก็จะนำข้อสอบมาให้เด็กสอบที่นี่ แต่การเรียนก็ไม่ได้เคร่งครัดเสียทีเดียวนะคะ ต้องดูสภาพร่างกายเด็กด้วยว่าพร้อมจะเรียนเพียงใด
สำหรับเด็กอนุบาลยังไม่ได้มีการเรียนการสอนแบบวิชาการเรียกว่ามาเล่นจะดีกว่า อย่างเช่น ปั้นดินน้ำมัน ปั้นแป้งโดว์ ระบายสี เล่นของเล่น ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายความเครียดให้เด็ก จะเริ่มต้นกิจกรรมเหมือนในโรงเรียนอนุบาลค่ะ ให้เด็กออกกำลังกายแบบเบาๆ ใช้เพลงกระตุ้นให้สนุกๆ เช่น กำมือขึ้นแล้วหมุนๆ แต่เป็นเวอร์ชันช้าๆ ของครูอ้อยเอง เพราะเขายังกระโดดโลดเต้นแรงๆ ไม่ได้ ต้องระวังและคอยดูเวลาเด็กวิ่งเล่นกัน เพื่อไม่ให้เขาเล่นกันแรง เพราะบางทีเด็กๆ สนุกกันจนลืมว่าตัวเองป่วยอยู่
เด็กที่ลงมาแต่ละวันอารมณ์ไม่ซ้ำกันค่ะ บางวันอารมณ์ดีมากพร้อมเล่นพร้อมเรียน บางวันก็มาแบบหน้ามุ่ย เพราะสภาพร่างกายที่ป่วยส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็ก ครูต้องคอยสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์ว่าวันนี้เด็กเป็นอย่างไร ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็จะปล่อยให้เขาเล่นคนเดียวสักระยะเหมือนเป็นการสงบสติอารมณ์ ถ้าเขาเห็นเพื่อนสนุกก็จะอยากเข้ามาเล่นด้วย อยากมาเข้ากลุ่ม พอเขาพร้อมเราก็จะเริ่มสอดแทรกกิจกรรมให้เด็ก
ห้องเรียนนี้ไม่ได้เน้นแต่ความสนุกสนานและเล่นเท่านั้นนะคะกฎกติกาและระเบียบวินัยยังเป็นสิ่งสำคัญที่เด็กต้องได้เรียนรู้ ห้ามแกล้งเพื่อน เล่นแล้วต้องเก็บของเล่นให้เรียบร้อย สอนเรื่องมารยาทผู้ใหญ่ให้ของแล้วต้องขอบคุณ รวมถึงการกล้าแสดงออก ส่วนเรื่องการลงโทษ ครูจะไม่ตีเด็กเพราะเด็กป่วยทางกายอยู่แล้วเราจะไม่ทำกร้ายจิตใจเด็กอีก แต่จะใช้การห้ามปรามหรือเบี่ยงเบนก่อน เช่น ถ้าเด็กดื้อแย่งของเล่นเพื่อนก็จะไม่ได้เล่นเกม หรือถ้ายังไม่พร้อมจะเรียนก็จะให้เล่นก่อนแล้วตกลงกันว่าจะมาเรียน ต้องใช้หลากวิธีค่ะโดยที่จะไม่ไปทำร้ายจิตใจให้เขายิ่งเครียดอีก
ห้องนี้เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนสามารถเล่นของเล่นได้ถึงแม้จะมาเพียงวันเดียวก็ได้ ส่วนเด็กที่ต้องพักรักษาตัวหรือเพิ่งผ่าตัดจะต้องได้รับอนุญาตจากหมอก่อน ซึ่งเด็กที่ลงมาจะต้องช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง เช่น เข้าห้องน้ำเองได้ แต่หากเป็นเด็กเล็กคุณพ่อคุณแม่ต้องมาคอยดูแล เพราะห้องเรียนนี้มีครูแค่สองคน เราไม่สามารถดูแลเด็กได้ทั่วถึงจึงต้องขอความร่วมมือจากคุณพ่อคุณแม่ หรือกับเด็กบางคนที่ลงมาไม่ได้ครูจะเปลี่ยนเวรกันขึ้นไปเล่านิทาน นำแบบฝึกหัดและสมุดภาพระบายสีไปให้เด็กๆ ค่ะ
คุยกับครูอ้อยและดูทักษิณกับเพื่อนๆ เล่นจนใกล้เที่ยงเลยค่ะเด็กๆ ต้องขึ้นไปกินอาหารกลางวันที่ห้องพักแล้ว ก่อนจะกลับเห็นเด็กๆ ทำตาละห้อยส่งสายตามาที่ของเล่นเป็นตาเดียวกันเลยค่ะ แต่พอครูอ้อยบอกว่า พรุ่งนี้มาใหม่นะ เด็กๆ ก็เดินอมยิ้มเข้าลิฟต์กลับกันโดยดีค่ะ แม้ว่าฉบับนี้ไม่ได้พาไปโรงเรียนอนุบาลใหญ่ๆ และนำเสนอหลักสูตรหรือนวัตกรรมของการศึกษาปฐมวัย แต่ห้องเรียนเล็กๆ ที่น่ารักนี้ คงทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้เห็นถึงความสำคัญของการได้เล่น ได้เรียนรู้กับเรื่องของเด็กๆ จากห้องเรียนนี้บ้างนะคะ
เสริมพลังจิตนาการให้เด็กๆ ด้วยหนังสือ
นพ.อุดม เพชรสังหาร ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็กและเยาวชนสถาบันรักลูก บริษัท รักลูกแฟมิลี่กรุ๊ป จำกัด และกรรมการตัดสินการประกวดหนังสือ โครงการรักลูกอวอร์ดได้ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการอ่านหนังสือกับเด็กที่ป่วยหรือด้อยโอกาสว่า
ความเครียดต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กล้วนมีผลกระทบกับสมองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วย ว้าเหว่ ขาดรัก ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วสารความเครียด (Cortisol) ก็จะหลั่งออกมามาก ส่งผลให้ร่างกายและสมองถูกทำร้ายได้ เมื่อเกิดความเครียดจะทำให้ฮอร์โมนหลายตัวแปรปรวนและแน่นอนว่าย่อมจะส่งผลต่อสมองทุกเรื่อง ไม่เพียงแค่ไปสกัดกั้นจิตนาการเท่านั้นแต่ยังส่งผลไปหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องจินตนาการ IQ EQ เพราะทุกอย่างอยู่ที่สมอง
เด็กๆ ที่ถูกทอดทิ้งอาจเกิด Affect Hunger หรือภาวะหิวรัก จะทำให้เด็กมองโลกในแง่ร้าย แล้วถ้าเป็นมากๆ ก็อาจทำให้เกิดบุคลิกภาพอันธพาลไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด อย่างที่เราเคยเห็นอาชญากรฆ่าคนแล้วยังยิ้มอยู่เหมือนที่เคยตกเป็นข่าว จุดนี้นอกจากการเพิ่มจำนวนครูพี่เลี้ยงให้เพียงพอแล้ว หนังสือก็จะเป็นเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วย เนื่องจากหนังสือจะช่วยสร้างความผูกพันและจะทำลายวงจรเลวร้ายได้ทั้งหมด การที่ผู้ใหญ่นั่งอ่านหนังสือให้เด็กฟังจะรู้สึกอบอุ่นและยังได้ซึมซับสิ่งดีๆ ที่ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังเข้าไปในตัว สำหรับเด็กๆ ที่เจ็บป่วยหนังสือก็จะไปช่วยสร้างความสุขให้กับเขาได้มาก อย่างโรงพยาบาลที่มีการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง เด็กก็จะมีความสุข พอถึงเวลากลับเตียงที่พักบางคนไม่อยากกลับจะอยู่อ่านหนังสือ เพราะว่าเด็กมีความอยากรู้อยากเห็นสูงหนังสือทำให้เขาท่องไปในโลกของความอยากรู้อยากเห็นได้นั่นเอง พลังของหนังสือจะทำให้เด็กมีความสุข หนังสือจะทำให้เขามีเพื่อน ซึ่งผู้ใหญ่สามารถใช้เป็นเครื่องมือที่จะช่วยหล่อหลอมจุดประกายเพื่อสร้างจินตนาการกับการอ่านเข้าไว้ด้วยกันได้ และหลังจากนั้นจินตนาการของเด็กก็จะงอกงามตามมาเอง
- Service Parents : โครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรัง
เขตกรุงเทพฯ
- โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โทร. 0 2654 4600 ต่อ 3332
- โรงพยาบาลศิริราช โทร. 0 2419 7000 ต่อ 5894
- โรงพยาบาลเลิดสิน โทร. 0 2235 0330-7 ต่อ 2902
- โรงพยาบาลธัญญารักษ์ โทร. 0 2251 0081-6 ต่อ 456
- โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ โทร. 0 2380 5605-6 ต่อ 2102
- สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โทร. 0 2246 0054 ต่อ 3216
- โรงพยาบาลราชวิถี โทร. 0 2248 3213 ต่อ 1446
ต่างจังหวัด
- โรงพยาบาลมหาราช นครเชียงใหม่ โทร. 0 5394 5602-3
- โรงพยาบาลชลบุรี โทร. 0 3893 1377
- โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา กาญจนบุรี โทร. 0 3451 1233 ต่อ 6727 โทร. 0 3462 2999 ต่อ 6700
- โรงพยาบาลขอนแก่น โทร. 0 4333 6789 ต่อ 1446
- โรงพยาบาลหาดใหญ่ โทร. 0 7427 3262-4.
(update 14 สิงหาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol. 11 No. 127 May 2006 ]
|