การต้องไปนอนโรงพยาบาลสำหรับเด็กๆ แล้ว อาจจะเป็นเรื่องน่ากังวลผสมน่ากลัวไม่น้อย
ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตนเองการรักษาเป็นอย่างไร จะเจ็บปวดหรือเปล่า สถานที่และผู้คนก็ไม่คุ้นเคย จะอยู่นานแค่ไหน เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน ฯลฯ ดูแล้วก็น่าเห็นใจเจ้าตัวน้อยอยู่นะคะ
ความไม่รู้เหล่านี้ทำให้เด็กรู้สึกแย่ยิ่งขึ้นนะคะ แต่หากคุณพ่อคุณแม่มีการเตรียมตัวลูกสักหน่อย ลูกก็จะสามารถผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ไม่ยาก
คุณพ่อคุณแม่หลายคนกังวลว่า ควรที่จะบอกหรือพูดคุยเรื่องการรักษากับลูกเมื่อไหร่ สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพและความสามารถในการจัดการกับความเครียดของเด็กแต่ละคน โดยเฉพาะเรื่องอายุของเด็กเป็นสิ่งที่ดีที่จะเป็นตัวบอกได้ว่าควรจะอธิบายข้อมูลต่างๆ ตอนไหน
โดยทั่วๆ ไปสำหรับเด็กปฐมวัยควรจะบอกเขาก่อนวันเข้าโรงพยาบาล 1-2 วัน และควรเลือกเวลาที่เหมาะสม เช่น เลือกเวลาที่บ้านของเราเงียบๆ และไม่ถูกรบกวนจากสิ่งอื่นๆ ลองสังเกตช่วงเวลาที่ลูกจะสนใจฟัง และควรบอกให้เหมือนเป็นการพูดคุยสั้นๆ พูดรวมกับเรื่องทั่วไป จะดีกว่าตั้งใจพูดเรื่องเดียวนานๆ
- บอกลูกอย่างไรมากน้อยแค่ไหน
เมื่อเลือกเวลาที่จะบอกลูกได้แล้ว ก็ยังมีเรื่องให้ต้องกังวลต่อคือ จะบอกลูกอย่างไรว่าเขาต้องไปรักษาและนอนที่โรงพยาบาล คุณพ่อคุณแม่บางคนพยายามเก็บข้อมูลทุกอย่างเอาไว้เป็นความลับเพราะกลัวลูกจะตกใจหรือเครียด แต่เด็กๆ เขามักจะทำตัวเป็นนักสืบค่ะ เขาจะคอยสังเกตอารมณ์ของพ่อแม่ และคนรอบข้างหรือแอบได้ยินข้อมูลบางอย่าง ที่พ่อแม่พูดเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางหรือได้รับข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ เขาก็จะเอาสิ่งเหล่านั้นมาตอบคำถามให้ตัวเอง ซึ่งมักจะเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดและแย่กว่าเรื่องจริงมาก ทำให้ความเครียดของเด็กยิ่งเพิ่มขึ้น
เพราะฉะนั้นถ้าเขามีโอกาสเข้าใจว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น และทำไมการรักษาจึงจำเป็น เด็กๆ จะรู้สึกสดชื่น ลดความกังวลค่ะ
แต่ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ นั้น ขึ้นอยู่กับอายุและพัฒนาการของเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายข้อมูลพื้นฐานง่ายๆ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและความมั่นใจให้ลูกค่ะ
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ควรระวังคำพูดที่จะใช้เกี่ยวกับการรักษาที่โรงพยาบาลการใช้ศัพท์เทคนิคทางการแพทย์ต่างๆ เพราะเด็กเล็กๆ อาจไม่เข้าใจเช่น คำว่า เจาะเลือด เด็กบางคนอาจงงว่าเจาะยังไงเอาเลือดไปหมดเลยหรือเปล่า เป็นต้น ในกรณีที่เด็กต้องวางยาสลบ คุณอาจจะบอกลูกว่าต้องได้รับยานอนหลับชนิดพอเศษและควรอธิบายการทำงานของยาสลบด้วยว่าลูกหลับไปไม่นาน เดี๋ยวก็ตื่นขึ้นมาเจอพ่อกับแม่แล้ว
เราอาจจะใช้ตุ๊กตาเข้ามาช่วยอธิบายการรักษาหรือการใช้หนังสือนิทานก็ดีค่ะเพราะมีนิทานหลายเรื่องที่มีเนื้อหาช่วยเด็กในการเตรียมตัวเข้าโรงพยาบาล
ถ้าเราไม่แน่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น ให้ตอบว่าไม่รู้จะดีกว่าตอบอย่างอื่นหรือสัญญาอะไรเรื่อยเปื่อย เช่น ถ้าเราบอกเด็กว่าเวลาฉีดยาจะไม่เจ็บ แต่เมื่อเขาโดนฉีดยาจริงๆ แล้วเขารู้สึกเจ็บ อาจทำให้ต่อไปเด็กกลัวทุกๆ ขั้นตอนของการรักษาและจะไม่เชื่อคำพูดของคุณอีก
คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมลูกๆ ให้แสดงออกหรือบอกความรู้สึกของเขา เช่น ความกลัว ความกังวล หรือจินตนาการที่เขามีต่อการรักษา เปิดโอกาสให้เด็กถามสิ่งที่เขาต้องการรู้ พยายามฟังคำถามของเด็ก และตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาเราจะสามารถวัดระดับการรับรู้ข้อมูลต่างๆ และความกังวลของเด็กว่ามีมากน้อยแค่ไหน จากคำถามที่เด็กถามนี่ล่ะค่ะ
ในการพูดคุยควรใช้น้ำเสียงที่ผ่อนคลาย ทำให้เด็กสบายใจ บอกเขาว่าเป็นธรรมดาที่เขาจะเศร้า กลัว หรือร้องไห้นอกจากนั้นเราอาจจะสนับสนุนเด็กให้แสดงอารมณ์ออกมาโดยใช้การเล่นหรือ ศิลปะ เป็นต้น
- เรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรละเลย
ก่อนจะไปโรงพยาบาล เราควรบอกข้อมูลเบื้องต้น เช่น หมอกับนางพยาบาลจะแต่งตัวแบบไหน ลูกจะต้องแต่งชุดอะไรแต่ละวันในโรงพยาบาลเป็นอย่างไร ฯลฯ และพยายามเล่าเรื่องในเชิงบวก เช่น ที่โรงพยาบาลมีโทรทัศน์ให้ลูกดูการ์ตูนลูกสามารถเอาของเล่นไปเล่นได้ ฯลฯ อธิบายให้เห็นถึงผลดีที่ลูกจะได้รับจากการรักษา เช่น คุณหมอจะช่วยตรวจว่าลูกไม่สบายตรงไหน คุณหมอจะช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้น และควรจะบอกให้เขารู้ว่ามีเด็กหลายคนที่เคยเข้าโรงพยาบาลและต้องมารักษาเหมือนกัน ลูกเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ลูกจะต้องเจอ
นอกจากนั้นต้องทำให้เด็กแน่ใจและเข้าใจว่าการป่วยไม่ใช่ความผิดของเขาเด็กเล็กๆ บางคนอาจจะคิดว่าการที่เขาต้องมารักษาและนอนโรงพยาบาลเป็นเพราะเขาถูกทำโทษหรือทำความผิด
วันแรกที่เด็กเข้าโรงพยาบาลคุณพ่อคุณแม่จะอยู่กับเขา และพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้เป็นปกติเด็กปฐมวัยจะต้องการสิ่งของที่คุ้นเคยอยู่ข้างๆ เขาที่โรงพยาบาล เช่น ผ้าห่ม นิทาน ของเล่น ตุ๊กตาตัวโปรด ชุดนอนตัวเก่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้เด็กสบายใจ ไม่รู้สึกเหงา และพยายามรักษากิจวัตรประจำวันให้เหมือนเวลาอยู่ที่บ้าน เช่น การกิน อาหาร การอาบน้ำ เป็นต้น
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ เด็กกลัวการแยกจากกัน บางครั้งคุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องกลับไปที่บ้านหรือที่ทำงาน ทางที่ดีคือการบอกลูกล่วงหน้า คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจจะแอบไปเพราะไม่อยากให้ลูกเสียใจ ต่อมาเมื่อเด็กได้รู้ว่าพ่อแม่ไม่อยู่กลับเสียใจมากกว่าการที่พ่อแม่บอกเขาก่อน ถ้าพ่อแม่จำเป็นต้องไปที่อื่นก็ควรมีสมาชิกในครอบครัวที่เด็กสนิทหรือคุ้นเคยอยู่กับเขาด้วย และควรบอกข้อมูลต่างๆ กับนางพยาบาลที่เป็นคนดูแล เช่น เวลาที่เราจะกลับ หรือลูกจะติดต่อกับพ่อแม่ได้อย่างไร เป็นต้น
เมื่อเด็กต้องเข้าโรงพยาบาลถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับเด็กเล็กๆ เลยทีเดียวค่ะ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถช่วยทำให้เขาผ่านพ้นเวลานี้ไปด้วยดีโดยการแสดงความรักความอ่อนโยนและความห่วงใยต่อลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดค่ะ
(update 17 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 285 ตุลาคม 2549 ]
|