ชอบต่อรอง ถ้าให้ทำการบ้าน


Q : ผมมีลูกสาวครับ อายุ 5 ปี เรียนอยู่โรงเรียนเอกชน ผมมีปัญหาเรื่องการบ้านกับลูกครับ เพราะลูกผมแกจะชอบถาม และก็ทำอะไรช้าแถมยังเล่นซนไม่ค่อยสนใจอีกด้วย ทั้งที่การบ้านแต่ละวันไม่ได้มากเลย แค่คัดเลข 1 กับตัว ก. ไก่ เท่านั้น

ทำให้ผมอารมณ์เสีย หงุดหงิด ต้องดุหรือขู่ หรือหาอะไรมาหลอกล่อ เช่น จะพาไปเที่ยวบ้างไปกินขนมบ้าง ผมควรจะทำอย่างไรดี เพราะเดี๋ยวนี้ลูกเริ่มต่อรองมากขึ้นจะฝึกลูกให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร ขอคำแนะนำด้วยนะครับ

พ่อลูกหนึ่ง


A : เราจะให้เด็กที่อยู่ชั้นอนุบาลเรียนรู้ผ่านการเล่น การปฏิสัมทพันธ์ทางสังคมระหว่างเด็กกับเด็กเองและระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ กิจกรรมที่สามารถใช้กระตุ้นสติปัญญาของเด็กวัยนี้จึงควรเป็นกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ ซึ่งเด็กเองก็จะรู้สึกว่ามันน่าสนใจ เรียนแล้วได้ประโยชน์ ไม่ใช่ผู้ใหญ่คิดเอาเองว่ามันจะเป็นประโยชน์กับลูกในอนาคต ถ้าเกิดว่ามันไม่เชื่อมโยงผูกพันกับเด็ก เด็กเขาจะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เขาทำ ซึ่งอาจพูดง่ายๆ ว่าเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะกับพัฒนาการของเด็ก

เมื่อพูดถึงการบ้าน การบ้านก็เป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ในระดับหนึ่ง เหมาะกับเด็กที่โตขึ้นมาแล้ว คือประมาณ 5 ขวบ อาจจะเริ่มให้ได้แล้ว เพื่อสอนเด็กว่าการเรียนรู้ไม่ได้อยู่เฉพาะในห้องเรียน มันอยู่ข้างนอกรวมทั้งที่บ้านด้วย และถือเป็นโอกาสที่จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้เรียนรู้ร่วมกันกับลูก ช่วยสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว

แต่สำหรับกิจกรรมการคัดตัวเลข การเขียน ก. ไก่ ซึ่งเป็นระบบการเรียนการสอนที่มีมานานแล้วไม่ค่อยเหมาะสำหรับเด็กอนุบาลนักนะคะ เพราะไม่ได้เป็นการเล่นไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ และแก้ปัญหาไม่เป็นรูปธรรม ไม่เชื่อมโยงกับชีวิตเด็กในปัจจุบันเลยค่ะ และจริงๆ แล้วเป็นกิจกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้นทั้งในและนอกห้องเรียน เพราะเป็นกิจกรรมที่เด็กได้ประโยชน์น้อย

การบ้านที่น่าจะให้กับเด็กควรเป็นกิจกรรมในลักษณะที่เด็กกับพ่อแม่ทำร่วมกันถ้าคุณพ่อสามารถคุยกับคุณครูถึงลักษณะของการบ้านที่ให้กับลูกได้น่าจะดีที่สุดค่ะแต่คงจะเป็นไปได้ยากสำหรับระบบการศึกษาในบ้านเรา

ถ้ามามองเด็กอายุ 5 ขวบ ซึ่งเป็นเด็กที่โตขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว พัฒนาการของเด็กที่สามารถสังเกตได้ก็คือ เขาเริ่มพูดคุยกับเพื่อน พูดคุยกับผู้ใหญ่เป็นวัยกำลังชอบเถียง ชอบหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดของตัวเอง เพราะเขาฉลาดขึ้นและเด็กก็รู้จักเหตุผลมากขึ้น เขาจะพยายามทดสอบทักษะทางภาษา ทักษะทางความคิดของตัวเอง เพราะฉะนั้นการที่เด็กอ้างนั่นอ้างนี่ ขอไม่ทำบ้าง ขอทำอย่างอื่นก่อนบ้าง เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางสติปัญญาที่เป็นไปตามวัยของเขาค่ะ

ถ้าเราไม่สามารเปลี่ยนแปลงลักษณะของการบ้านได้ สิ่งแรกที่คุณพ่อต้องมองให้เห็นถึงความสามารถของลูก ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ทุกอย่างช้าลง แล้วคุณพ่อเองก็รู้สึกว่าการไม่ทำการบ้านเป็การแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบ ก็ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ เรื่องของความรับผิดชอบมันจะค่อยๆ มาเองค่ะ แต่ที่พูดมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำการบ้านนะคะ เพียงแค่อยากให้คุณพ่อมองการขอร้องของลูกในแง่บวกเสียก่อน จะได้ไม่อารมณ์เสียและทำให้ทัศนคติของลูกที่มีกับการบ้านเป็นแง่ลบ ซึ่งต่อไปก็จะส่งผลให้ทัศนคติต่อการเรียนเป็นลบไปด้วย

เพราะฉะนั้นคุณพ่อก็ต้องใจเย็นลงก่อนแล้วพยายามเชื่อว่าการต่อรองเป็นพัฒนาการตามปกติของเด็ก 5 ขวบ ความสนใจจะสั้นเป็นเรื่องธรรมดา จริงๆ แล้วเรื่องการต่อรองจะเป็นปัญหาต่อเมื่อสิ่งที่เด็กต่อรองไม่มีเหตุผล แล้วคุณพ่อก็ยอม แต่ถ้าสิ่งที่เขาต่อรอง เขามีเหตุผล นั่นแสดงว่าเขาต้องใช้สมองในการแก้ปัญหาเยอะนะคะมันน่าจะดีเสียอีกด้วยซ้ำ ที่เขามีทางออกให้กับตัวเอง แต่ว่าเราที่เป็นผู้ใหญ่ เราก็ต้องช่วยตะล่อมให้เขาไปในลุ่ทางที่เหมาะสมช่วยเช็กความคิดของเขาให้เป็นไปในสิ่งที่ถูกต้อง

คุณพ่อสามารถช่วยได้ในการจัดเวลาทำการบ้านให้ลูก ซึ่งส่วนใหญ่เด็กเมื่อเลิกเรียนแล้ว เด็กต้องการเวลาพักผ่อนสักพักหนึ่งหรือช่วงหนึ่งก่อน เพื่อจะได้รู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งถ้าเลิกเรียนแล้วบังคับให้ทำการบ้านทันที บางครั้งก็ไม่เหมาะ แต่ถ้าปล่อยไปสักพักจนใกล้เวลานอนก็ไม่เหมาะอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นคุณพ่อต้องช่วยจัดเวลาที่เอื้อให้ลูกรู้สึกปลดปล่อย สามารถจะมีสมาธิอยู่กับงานตรงหน้าได้

สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมควรเป็นหลังจากที่เด็กกลับมาบ้าน ได้วิ่งเล่น ได้พักผ่อน ได้กินขนมสัก 1 ชั่วโมงไปแล้ว ช่วงเวลาที่เด็กทำการบ้านควรมีผู้ใหญ่อยู่ด้วยอาจจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่หรือใครสักคนอยู่ใกล้ๆ ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียว

นอกจากนี้เวลาที่เด็กทำการบ้านก็ต้องมีแสงสว่างเพียงพอ มีที่นั่งสบาย และเด็กสามารถทำการบ้านได้อย่างมีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า ไม่มีสิ่งอื่นมาดึงความสนใจ เช่น เสียงทีวี เสียงน้องที่ยังไม่เข้าโรงเรียนมาเล่นอยู่ใกล้ๆ และหมั่นชื่นชมให้เขารู้สึกภูมิใจบ่อยๆ แต่อย่าชมว่าเก่งจังเลย ให้ใช้วิธีอื่น เช่น ถ้าเขาคัดตัวอักษรอยู่แล้วขีดเส้นสวย ก็บอกว่าตัวนี้สวย ขีดตรงมากเลย การชื่นชมเป็นช่วงๆ จะช่วยให้เขารู้สึกมีกำลังใจที่จะทำงานต่อไปค่ะ

สรุปว่า ทัศนคติจะช่วยได้เยอะนะคะ แล้วก็ค่อยๆ จัดเวลา ค่อยๆ เพิ่มให้มันยาวขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ชื่นชมเวลาที่เขาสามารถทำได้เองโดยที่ไม่ต้องเบรก ไม่ต้องเตือนแต่ว่ามีกฎเกณฑ์ให้เขาล่วงหน้า จะช่วยให้เขารู้ว่าตัวเองสามารถคาดหวังอะไรได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ากฎต้องตายตัว วันนี้ไม่สบายปวดหัวก็ต้องทำ แต่ในกรณีที่งอแง ยืดยาดแล้วคุณพ่อก็ยอมสักครั้งเขาก็จะลองวิธีนี้ไปเรื่อยๆ เผื่อว่ามันจะใช้ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเป็นสถานการณ์ที่คุณพ่ออารมณ์ดีไม่หงุดหงิดแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องทะเลาะกันนะคะ แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาต่อไปได้.


(update 30 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 277 กุมภาพันธ์ 2549 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600