ฮือ.. ฮือ.. หนูไม่อยากย้ายบ้าน


สุขใจใช่ไหมคะ เวลาได้ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ สวยใสกว่าเก่า แต่สำหรับเจ้าตัวเล็กนั้น การย้ายบ้านอาจเป็นฝันร้ายเลยก็ได้ค่ะ

“หนูไม่อยากนอนที่บ้านหลังนี้หนูจะนอนในรถ” นี่คือคำพูดแรกของน้องใบเตยวัย 4 ขวบเมื่อคุณพ่อคุณแม่พามาบ้านหลังใหม่ของครอบครัว ใครจะโน้มน้าวเท่าไหร่น้องใบเตยก็ไม่ฟัง จนกระทั่งคุณแม่ต้องหยิบน้องหมีเพื่อนรักของเธอออกมา จะเอาไปวางไว้บนเตียงในบ้านใหม่ น้องใบเตยจึงยอมเข้าไปในบ้าน

การที่น้องใบเตยตัดสินใจว่าจะนอนในรถนั้นเพราะรู้สึกว่า คุ้นเคยกับบรรยากาศในรถและมั่นใจในความปลอดภัยมากกว่าบ้านหลังใหม่ที่เธอไม่คุ้นนั่นเองค่ะ


ย้ายบ้าน ชนวนสร้างความเครียดให้เด็ก

สำหรับพ่อแม่ การย้ายบ้านเป็นเหมือนการเปลี่ยนสถานที่ใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของชีวิตที่จะต้องดำเนินต่อไปแต่สำหรับลูกน้อย “บ้าน” เปรียบเสมือนโลกทั้งใบของเขา บ้านเป็นที่เดียวที่เขารู้สึกคุ้นเคย รู้สึกปลอดภัย และรู้สึกสะดวกสบายที่สุด การย้ายบ้านทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นหายไป นอกจากนั้นเขายังต้องเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่ต่างๆ ทั้งห้องนอน เพื่อน โรงเรียน ถนน ต้นไม้สวน ฯลฯ เหมือนกับต้องไปอยู่ในโลกของคนอื่น ไม่ใช่โรคใบเดิมของตัวเอง

ช่วงเวลาย้ายบ้าน ในขณะที่ผู้ใหญ่กำลังสนใจกับปัญหาทั่วไป เช่น การจัดของ การทำความสะอาด ฯลฯ เด็กๆ ก็กำลังเผชิญกับความกังวลใจในสิ่งที่เสียไป หายไป หรือเปลี่ยนไปจากเดิมเนื่องจากการย้ายบ้านค่ะ


เมื่อหนูเครียด…

บุคลิกภาพของเด็กเป็นส่วนสำคัญและมีส่วนในการสร้างความเครียดค่ะ เด็กบางคนเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นง่าย ก็จะใช้เวลาไม่นานในการปรับตัวเข้ากับบ้านใหม่ เพื่อนใหม่ ในขณะที่เด็กบางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ

การที่เรารู้ว่าเด็กจะมีปฏิกิริยาในการแสดงออกถึงความเครียดออกมาอย่างไรนั้นจะช่วยให้เราเข้าใจเขามากขึ้นค่ะ ซึ่งการแสดงออกของเด็กก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละวัย

เด็กอายุ 2-3 ขวบ ยังไม่สามารถแสดงออกทางอารมณ์ด้วยคำพูดได้มากนักดังนั้นเขาจะสื่อสารหรือแสดงออกทางร่างกาย เช่น ตี กัด กอดหรือเกาะแม่ตลอดเวลา

เด็กอายุ 4-5 ขวบ จะแสดงออกด้วยคำพูด คำถาม รวมทั้งแสดงออกทางร่างกายแบบภาวะถดถอย เช่น จากหยุดปัสสาวะรดที่นอนมานาน ก็กลายเป็นเปียกทุกคืน ขี้โมโห หงุดหงิดง่าย ฯลฯ ปฏิกิริยาเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาก ถ้าพ่อแม่มัวแต่ยุ่งกับเรื่องอื่นๆ ไม่เสริมสร้างกำลังใจหรือพูดคุยให้เขาได้ระบายความรู้สึกออกมา


เตรียมใจ…ย้ายบ้าน

เมื่อเราตัดสินใจว่าจะต้องย้ายบ้านเป็นที่แน่นอนแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆ เครียด สิ่งแรกที่เราควรทำ คือ พูดคุยกับลูกอย่างตรงไปตรงมาว่าครอบครัวของเรากำลังย้ายบ้าน อธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องย้ายด้วยถ้อยคำง่ายๆ ไม่ซับซ้อนเช่น คุณพ่อต้องเปลี่ยนงานหรือครอบครัวของเราต้องการที่กว้างๆ กว่านี้ เป็นต้น

นอกจากนั้สมาชิกในครอบครัวทุกคนควรเปิดใจกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น และควรจะพูดคุยกันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เวลาเด็กในการเตรียมตัวเตรียมใจ รวมทั้งควรเล่าข้อมูลเกี่ยวกับบ้านใหม่ให้ลูกฟัง และถ้ามีโอกาสควรพาเขาไปดูบ้านใหม่สัก 2-3 ครั้ง ก่อนที่จะย้ายบ้าน จะทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยและปรับตัวกับสถานที่ใหม่ได้ง่ายมากขึ้น


ให้หนูมีส่วนร่วมด้วยนะ

วิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความสบายใจให้ลูกตอนย้ายบ้าน คือการให้เขาได้มีส่วนร่วมเท่าที่จะทำได้ แม้กระทั่งการเลือกบ้านถ้าเด็กๆ มีความสุขและรู้สึกว่าเขา มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ก็จะรู้สึกถึง “ความเป็นเจ้าของ” ซึ่งจะช่วยลดความเครียดในการย้ายบ้านได้ค่ะ

แต่ถ้าข้ามขั้นตอนของการเลือกบ้านใหม่ไปแล้ว เราสามารถเปิดโอกาสให้เขามีส่วนร่วมในเรื่องอื่นๆ เช่น ให้ลูกเลือกสีห้องนอนของตัวเอง เลือกผ้าปูเตียง พรม ฯลฯ เขาจะรู้สึกว่าเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในการย้ายบ้าน


คำถามที่ต้องตอบ

สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมตัวให้ดี คือเตรียมตัวตอบคำถามให้เด็กๆ จะถามเกี่ยวกับการย้ายบ้าน ซึ่งคำถามเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงความกังวลต่างๆ ที่เขามีค่ะ เช่น

  • พ่อ แม่ หนู ยังอยู่ด้วยกันใช่ไหม ?

    นอกจากเด็กจะกังวลกับสถานที่ ที่เปลี่ยนไปแล้ว เขาอาจจะกังวลเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตของเขาด้วย ว่าสิ่งต่างๆ จะยังคงเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า บางครั้งเด็กอาจจะกังวลมากจนคิดกลัวไปเองว่าครอบครัวของเขาจะยังอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมหรือไม่ เราควรจะย้ำให้เขาแน่ใจว่าสมาชิกในครอบครัวทุกคนจะอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม รวมทั้งน้องหมาหรือน้องปลา (ในกรณีที่เลี้ยง) ก็ยังตามไปอยู่ที่บ้านใหม่ด้วยกันแน่นอน

    หรือหากมีสมาชิกคนใดคนหนึ่งจะต้องย้ายไปอยู่ที่บ้านใหม่ก่อน ก็ควรจะอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมพ่อหรือแม่ต้องย้ายไปก่อน และพยายามรักษาความรู้สึกว่าพ่อหรือแม่ที่ย้ายไปนั้นยังคงอยู่ใกล้ๆ เขา เช่น หมั่นคุยโทรศัพท์กันทุกวัน หรือเล่าให้เขาฟังว่าตอนนี้พ่อหรือแม่กำลังทำอะไรอยู่ เป็นต้น

  • จะเอาของของหนูไปด้วยหรือเปล่า

    เด็กๆมักจะกังวลว่าสมบัติล้ำค่าของเขา อาทิ ตุ๊กตาหมีตัวโปรด หมอนข้างสุดที่รัก ฯลฯ จะถูกทิ้งไว้ที่บ้านหลังเดิม เราต้องทำให้เขาแน่ใจว่าของสำคัญต่างๆ ของเขาจะตามเขาไปอยู่ที่บ้านหลังเดิม เราต้องทำให้เขาแน่ใจว่าของสำคัญต่างๆ ของเขาจะตามเขาไปอยู่ที่บ้านใหม่แน่นอนและเพื่อลดความกังวล ก็ให้เขาได้มีส่วนร่วมในการขนย้ายของของเขาให้มากที่สุด เช่น ให้เขาตกแต่งกล่องที่จะเอาไว้ใส่ของของตัวเอง ให้เขาเขียนชื่อตัวเองติดไว้ที่หน้ากล่อง แล้วยกให้เขาดูเลยค่ะ เขาจะได้รู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของกล่องนี้ และเขาสามารถเอาอะไรใส่ไปก็ได้

เรื่องเหล่านี้…อย่าทำ

เวลาย้ายบ้านมีหลายอย่างที่ไม่แนะนำให้ทำค่ะ
  • ไม่ควรซื้อเตียงใหม่หรือเฟอร์นิเจอร์ใหม่ของใหม่ๆ จะทำให้เด็กรู้สึกไม่คุ้นเคย ไม่แน่ใจในความปลอดภัยเท่ากับของเก่าที่เขาเคยใช้เป็นประจำค่ะ

  • อย่าให้คำสัญญาอะไรกับเด็ก ถ้าพ่อแม่ไม่รักษาสัญญานั้นได้ เช่น อย่าสัญญาว่าเมื่อย้ายบ้านแล้ว จะอนุญาตให้ลูกเลี้ยงสุนัขได้ ถ้าในใจคิดไว้ว่า “ฉันไม่มีวันจะให้เลี้ยงแน่นอน” ถ้าพ่อแม่ไม่ทำตามที่สัญญาไว้ จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเครียดและสร้างความผิดหวังให้ลูก รวมทั้งยังเป็นการลดระดับความน่าเชื่อถือในตัวพ่อแม่อีกด้วยค่ะ

บ๊าย บาย เพื่อนๆ

ในกรณีที่เขาต้องย้ายโรงเรียน เด็กๆ ในวัยอนุบาลเพิ่งผ่านความรู้สึกที่ต้องแยกจากพ่อแม่ และปรับตัวเข้ากับครู และเพื่อนๆ การย้ายบ้านจะทำให้เด็กกลับไปสู่ความรู้สึกว่าต้องแยกจากสิ่งที่เขาคุ้นเคยอีกครั้ง พ่อแม่ควรสนับสนุนให้เขาได้ร่ำลาเพื่อนๆ แลกเปลี่ยนที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์กับผู้ปกครองที่เป็นเพื่อนของลูก แต่ปกติแล้วเด็กวัยนี้จะมีปัญหาเรื่องเพื่อนน้อยกว่าเด็กโตจะให้ความสำคัญกับเพื่อนมากกว่า

และช่วงเวลานี้จะคล้ายๆ กับช่วงเวลาที่เขาเพิ่มเริ่มไปโรงเรียนครั้งแรก ต้องให้เวลาเขาปรับตัวกับโรงเรียนใหม่ เพื่อนใหม่สักพักค่ะ


วิธีลดความเครียดให้เด็กเพื่อย้ายบ้าน
สร้างความเข้าใจ ทำให้เด็กรู้ว่าความกังวลหรือความเครียดนั้นเป็นธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้นเวลาย้ายบ้าน อยู่ใกล้ๆ เขาและคอยสังเกตสิ่งที่ลูกต้องการจะบอกทั้งคำพูดและสีหน้าท่าทาง

ให้ความต่อเนื่อง ความเครียดที่เกิดตอนย้ายบ้านมักจะมาจากความแปลกใหม่และความแตกต่าง พยายามรักษากิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติเท่าที่จะทำได้ เช่น เวลากินข้าว เวลาเข้านอน ฯลฯ

เป็นตัวอย่างที่ดี เด็กๆ ต้องการเห็นผู้ใหญ่ที่อารมณ์เย็นและสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ พ่อแม่ที่ทำตัวสบายๆ ไม่แสดงท่าทางกลุ้มใจหรือกังวล จะสามารถช่วยเสริมกำลังใจให้เด็กได้มาก

ใช้หนังสือเด็กมาช่วย หนังสือเป็นสิ่งที่ดีมากในการช่วยให้เด็กเตรียมตัว และเข้าใจกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ตัวละครในนิทานจะเป็นตัวอย่างที่ดีและช่วยลดความเครียดให้กับเด็กได้ค่ะ

ถ้าในช่วงสถานการณ์แปลกใหม่ เช่น การย้ายบ้านหรือสถานการณ์ในชีวิตลูกคุณพ่อคุณแม่มีความละเอียดอ่อนในการดูแลดวงใจน้อยของลูกได้เช่นนี้ ก็จะช่วยให้ลูกพร้อมสำหรับการปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงได้ไม่ยาก ที่สำคัญยังฝึกให้ลูกเป็นคนที่ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ของชีวิตได้ง่ายขึ้นด้วย.


(update 17 ตุลาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 283 สิงหาคม 2549 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600