วิวัฒนาการทางการแพทย์ กับโรคภัยของเด็กๆ


สุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บของเด็กเปลี่ยนแปลงเร็วมากในยุคโลกาภิวัฒน์นี้ โรคติดเชื้อสมัยโบราณถูกควบคุมด้วยวิวัฒนาการของวัคซีนดีๆ และยาปฏิชีวนะที่สังเคราะห์ใหม่ๆ และแพงๆ ทำให้โรคจากเชื้อแบคทีเรียถูกควบคุมได้พอควร แต่เชื้อไวรัสมีการแพร่ระบาดน่ากลัว ยุค 10 ปีก่อนก็กลัวเอดส์ ยุคนี้กลัวซาร์สและไข้หวัดนก ซึ่งสมัยก่อนเราไม่รู้จักเพราะบรรพบุรุษเราเลี้ยงไก่ไว้ตามบ้านเรือน ใต้ถุนสูง เพื่อกินไข่บ้าง ชนไก่บ้าง นานๆ มีเทศกาลจึงมีแกงไก่กิน ต่างคนต่างมีประจำบ้าน ไม่ต้องซื้อหา เดี๋ยวนี้การทำฟาร์มไก่มากมายกระจายทั่วประเทศจนเล็งว่าเป็นครัวของโลก เพราะส่งออกไก่จำนวนเป็นหมื่นล้านบาทต่อปี เชื้อโรคจากไก่จึงแพร่เร็วมากในฤดูหนาวที่ผ่านมา ซึ่งถ้าอากาศอุ่นและร้อนขึ้น การระบาดจะทุเลาลง

อย่างไรก็ตาม ไข้หวัดนกสามารถติดสู่คนและเด็กได้ จึงทำใจได้เลยว่า เราจะได้ยินได้ฟังโรคแปลกๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน โดยโรคเหล่านี้จะแพร่จากสัตว์สู่คน ไม่ใช่โรคพื้นๆ เช่น ไข้เลือดออกหรือมาลาเรียจากยุงสู่คน แต่จะเป็นโรคที่สลับซับซ้อนมากขึ้นทุกทีๆ ยิ่งมนุษย์รุกรานสัตว์ป่ามากเท่าไร ก็จะมีโรคประหลาดจากสัตว์เหล่านั้นสู่คนมากขึ้น

โรคที่พบมากขึ้นจากสภาพสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปคือ โรคมะเร็งในเด็ก ซึ่งน่าแปลกใจที่พบได้ตั้งแต่แรกเกิด ในประเทศไทยเด็กอายุแรกเกิดถึง 15 ปี พบเป็นโรคมะเร็งเด็กรายใหม่ถึงปีละ 1,000-1,200 คน คนก็สนใจว่าเด็กเป็นด้วยหรือ คิดว่าเป็นเฉพาะผู้ใหญ่ แพทย์หญิงกลับสไบ สรรพกิจ จากโรงพยาบาลศิริราช ให้ข้อมูลว่าสาเหตุในเด็กยังไม่ทราบแน่นอน เป็นโรคที่ป้องกันยาก ไม่เกี่ยวกับการเลี้ยงดูไม่ดี หรือวิถีชีวิตไม่เหมาะสม เช่นมะเร็งผู้ใหญ่ แต่ปัจจัยเสี่ยงบางอย่างที่อาจทำให้เกิดมะเร็งในเด็กได้มากกว่าเด็กปกติคือ
1. เด็กได้สารรังสีจำนวนมากตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาหรือแรกเกิด
2. เด็กสัมผัสสารเคมี เช่น เบนซิน ยาปราบวัชพืช หรือยาฆ่าแมลงปริมาณมาก เป็นเวลานาน
3. พันธุกรรมบางอย่าง
ส่วนอาการผิดสังเกต ที่ควรนำมาพบแพทย์ มีดังนี้
1. ซีด มีไข้ มีจุดเลือดออกตามตัว หรือมีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาออกมาก
2. มีก้อนตามที่ต่างๆ เช่น ช่องท้อง ตับโต ม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโต
3. ปวด เช่น ปวดกระดูก ปวดข้อ
4. เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง
5. แขนขาอ่อนแรง ชัก
เท่าที่หมอเคยสังเกตดูเด็กที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดซึ่งพบบ่อยที่สุดในกลุ่มมะเร็งในเด็ก มักเป็นเด็กหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู อยู่ในวัยเด็กเล็ก ซึ่งทำความตกใจ เศร้าใจ ทุกข์ใจ แก่พ่อแม่อย่างมาก ประสบการณ์ใน 40 ปีก่อน ส่วนมากเด็กมักไม่รอดค่ะ แต่ปัจจุบันการแพทย์และเทคโนโลยีเจริญมาก รักษาทันท่วงทีหายจนเรียนจบอุดมศึกษา มีครอบครัวไปแล้ว ข้อสำคัญคือ ความอดทนและสามัคคีในครอบครัว เพราะการรักษายาวนาน ค่าใช้จ่ายสูง ต้องมีแพทย์ผู้ชำนาญการดูแลเด็กเป็นทีมหลายๆ สาขา การรักษาประกอบด้วย ใช้ยาเคมีบำบัด ที่เรียกกันว่า คีโมการฉายแสงรักษา การผ่าตัด และการปลูกถ่ายไขกระดูก อันเป็นเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาช่วยชีวิตเด็กได้

มีผู้สนใจเรื่องปลูกถ่ายไขกระดูกที่เรียกว่า BONE MARROW TRANSPLANTATION ฟังดูคล้ายการเปลี่ยนอวัยวะ ก็สงสัยกันว่าจะเหมือนการผ่าตัดเปลี่ยนไต เปลี่ยนตับ เปลี่ยนปอดหรือไม่ ขอเรียนว่ากระบวนการต่างกันค่ะ หลักการคืออาจใช้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงหรือการฉายรังสีขนาดสูงร่วม เพื่อทำลายมะเร็งที่เหลืออยู่ในตัวเด็ก และนำเซลล์ต้นกำเนิดใหม่ให้แก่เด็ก เป็นเซลล์ที่จะเจริญเป็นเซลล์ปกติในไขกระดูกค่ะ ทำนองหนามยอกเอาหนามบ่ง

ดังนั้นต้องเตรียมเซลล์ต้นกำเนิดดีๆ จากพี่น้องของผู้ป่วย เลือดจากสายสะดือ หรือผู้บริจาคไขกระดูกอื่นๆ ที่มีเซลล์ต้นกำเนิดเข้ากันได้กับผู้ป่วย ผู้ป่วยจะสามารถฟื้นตัวได้อีกครั้ง แต่ขึ้นกับชนิดของมะเร็งด้วย บางชนิดตอบสนองดี บางชนิดไม่เป็นเช่นนั้น ขึ้นกับดวงเหมือนกัน

ในชีวิตจริงเราจึงพบพี่หรือน้อง ที่มีเซลล์ต้นกำเนิดเข้ากันได้กับผู้ป่วยมาบริจาคให้ เพื่อช่วยชีวิตเด็กป่วยไข้ ดูแล้วประทับใจมากที่สุด

ในระหว่างกระบวนการรักษาพยาบาลนี้ ต้องได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทีมแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยแพทย์หลากหลายสาขาวิชา พยาบาล ผู้ปกครอง เพราะต้องพยายามป้องกันมิให้เด็กได้รับเชื้อโรคใดๆ ทั้งสิ้นในขณะที่ภูมิต้านทานต่ำลง และประคับประคองด้วยภาวะโภชนาการที่ดี จนกว่าจะผ่านพ้นวิกฤตการณ์ ค่าใช้จ่ายแพงมาก ผู้ปกครองที่ไม่สามารถจะจ่ายได้อาจมีมูลนิธิหรือผู้มีจิตศรัทธาช่วยเหลือ ดังปรากฏในสื่อต่างๆ ด้วยการจัดกิจกรรมการกุศลเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการ

การแพทย์ยิ่งเจริญมากขึ้น โอกาสที่เด็กป่วยจะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพจะสูงขึ้น ยาและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ค้นพบใหม่จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า 10 ปีก่อนอย่างมาก รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยทดแทน เช่น เด็กหูหนวกสมัยก่อนต้องกลายเป็นคนใบ้ นับเป็นปมด้อยอย่างยิ่ง เวลาผ่านมามีเครื่องช่วยฟังราคาประมาณ 3,000-10,000 บาท มาช่วยเหลือ แต่ประสิทธิภาพยังไม่เหมือนการได้ยินของเด็กปกติ ซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้

ปัจจุบันเด็กมีโอกาสมากขึ้น มีหน่วยงานที่ทำการกุศลด้านนี้ช่วยเหลือบ้าง แต่ความตั้งใจมนุษย์ต้องสุดถึงดวงดาว จึงมีวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ โดยฝังอุปกรณ์ชิ้นเล็กนิดเดียวเข้าในหูส่วนใน เรียกว่า COCHLEA IMPLANTATION มีอุปกรณ์คู่กันอยู่นอกตัว ปรากฏว่าการได้ยินแจ๋วเหมือนเด็กปกติ แต่ค่าใช้จ่ายแพงมากๆๆ เปรียบง่ายๆ คล้ายผู้ใหญ่ที่หัวใจเต้นผิดปกติหรือไม่อยากจะเต้น ต้องฝัง PACE MAKER ไว้กระตุ้นหัวใจ เสร็จสรรพแล้วฟื้นหายสบายดีก็ออกรอบตีกอล์ฟหรือตีเทนนิส แข็งแรงกว่าคนปกติอีก ถ้าเป็น 20 ปีก่อนหน้านี้ บุคคลเหล่านี้กลับบ้านเก่าไปหมดแล้วค่ะ หัวใจเต้นช้ามากหรือไม่อยากเต้นก็ตายแหงๆ อยู่แล้ว

ยุคนี้เป็นยุคของไฮเทคโนโลยีและยุคโลกาภิวัตน์ โลกตะวันตกวิจัยค้นพบสิ่งใหม่ๆ แม้นราคาแพงสุดดุจจะเอื้อมหยิบดวงจันทร์ คนไทยก็ใฝ่ฝันอยากได้การรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ถ้าเขาสามารถจะรองรับได้ ทุกคนไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย อยากเป็นอมตะ จึงได้ยินได้ฟังคนไทยบินไปรักษาต่างประเทศ ในขณะที่เวลานี้มีคนจากหลายภูมิภาคของโลกบินกลับมารักษาในประเทศเรา

เนื่องจากเรามีบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีมาตรฐานดีมาก มีคุณภาพเข้าขั้นนานาชาติยอมรับ แพทย์เก่ง พยาบาลดี บริการดี ราคาเป็นมิตร มีผู้ประเมินว่าค่ารักษาพยาบาลในไทยถูกกว่าเป็นร้อยละ 30 ของสิงคโปร์ และเทียบกับสหรัฐฯ แล้วราคาถูกกว่ามากนัก จึงมีนานาชาติเข้ามารักษาในประเทศเราตรงตามนโยบายนายกฯ ทักษิณ ที่จะให้ไทยเป็น HEAL HUB หรือศูนย์รวมการแพทย์และสาธารณสุขของภูมิภาคนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้มากทีเดียวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ค่ะ


(update 3 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 261 ตุลาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600