เวลาอธิษฐานถึงพรที่อยากจะได้ทีไร เราก็มักจะขอให้มีความสุข สมหวังในทุกสิ่ง ซึ่งในความคิดของผู้ใหญ่อย่างเราๆ นั้นคงจะคิดถึงเรื่องการงาน เงินทอง หรือการท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ แต่เมื่อมีลูก คุณเคยคิดบ้างไหมว่าความสุขของลูกคืออะไร
ฉบับนี้โตแล้วจ้าพิเศษกว่าครั้งไหน เพราะว่าเด็กๆ เขาขอมาพูดคุยถึงเรื่องความสุขกับคุณๆ
เองเลยคราวนี้จะได้รู้ว่าการสร้างความสุขให้เด็กๆ นั้นไม่ยากเลย พ่อแม่อย่างคุณทำได้สบายหายห่วงอยู่แล้ว
Baby
สวัสดีฮะ
หนูชื่อน้องทีโมฮะ ตอนนี้ผมอายุครบ 8 เดือนพอดี ที่ผ่านมาผมมีความสุขมากๆ เลย เรียกว่าตั้งแต่โผล่พ้นจากท้องแม่ก็มีเรื่องสุขๆ มาให้ผมรู้จักแล้วล่ะ
ตอนแรกหนูตกใจมากเลยฮะ ก็จากที่หนูอยู่นอนสบายอยู่ในท้องแม่ที่มืดๆ เงียบสงบและอบอุ่นพอดีๆ แต่แล้วหนูก็ต้องออกมาโลกภายนอกที่แสงจ้าเชียว อย่างนี้จะไม่ให้หนูสะดุ้งจนร้องไห้เสียงดังลั่นได้ยังไงล่ะ หลังจากนั้นใครต่อใครก็มามะรุมมะตุ้มยุ่งกับหนูกันยกใหญ่ สักพักคุณลุงหมอก็พาหนูมานอนซบอกแม่ พอหนูได้ยินเสียงหัวใจแม่ซึ่งเป็นเสียงที่คุ้นเคยเท่านั้นล่ะ ใจหนูก็รู้สึกเป็นสุขขึ้นมาทันทีแล้วหนูก็ไซ้หาเต้านมของแม่และดูดนมหยดแรกอย่างสุขใจ
พอหน้าพยาบาลพาหนูเข้าไปห้องเด็กอ่อน หนูก็ได้เจอเพื่อนๆ เต็มเลย บางคนก็ร้องไห้เสียงดังเกือบทั้งวันเชียว บางคนก็นอนหลับทั้งวันไม่ค่อยร้องไห้ ไม่โยเย หนูได้ยินคุณน้าพยาบาลที่ดูแลพวกเราพูดกับคุณพ่อคุณแม่ที่มาเยี่ยมเพื่อนๆ ว่า พ่อแม่ต้องเข้าใจพื้นฐานทางอารมณ์ของลูกก่อนที่จะดูแลเด็กเล็กๆ ให้มีความสุขได้ โดยใช้วิธีสังเกตและดูแลให้สอดคล้องกับภาวะทางจิตใจของเขา แล้วก็แนะนำอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างเชียว ฟังไปหนูก็ไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไรหรอก
แหม
อยากจะบอกว่าตอนนี้หนูและเพื่อนๆ ไม่ได้ต้องการอะไรมาก ขอเพียงแค่ให้กินอิ่มนอนหลับสบายตัวก็เท่านั้นเอง คร่อกฟี้ๆ
ตอนนี้หนูรู้แล้วว่าความสุขของหนูอยู่ที่ปากเล็กๆ สีแดงระเรื่อของหนูนี่เอง หนูมีความสุขทุกครั้งที่ได้ดูดนมอาจจะเป็นเพราะหนูรู้ว่าเมื่อได้ดูดนมแม่แล้ว หนุจะอิ่มท้องหายหิว เรื่องดูดๆ กินๆ คงเป็นความสุขแรกในชีวิตหนูเลยทีเดียว
เมื่อความสุขของหนูอยู่ที่ปาก เวลาหนูจะทำอะไรก็จะใช้ปากสำรวจสิ่งต่างๆ อย่างเช่น เมื่อหนูอยากจะทำความรู้จักส่วนต่างๆ ของร่างกาย หนูก็จะใช้ปากสำรวจดูดนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือของเล่น เรียกว่าทั้งอมทั้งดูดจนน้ำลายยืดไหลไปเลยมากกว่า ก็นี่มันเป็นการเรียนรู้แสนสนุกของหนูนี่ฮะ
ผู้ใหญ่ทั้งหลายคงรู้ว่าเด็กๆ อย่างหนูจะค่อยๆ มีพัฒนาการศรีษะไปเท้าฮะ จึงไม่ต้องสงสัยที่หนูจะเริ่มหันศรีษะก่อน แล้วจึงค่อยๆ พลิกตัว คว่ำ คืบ ลุกขึ้นนั่ง คลาน ตั้งไข่ เดินและวิ่ง ช่วงที่ยังเป็นเบบี๋วัยละอ่อนจึงเป็นช่วงที่หนูต้องการคนมาดูแลเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือพี่เลี้ยงหนูไม่เกี่ยงหรอกฮะ แต่ถึงจะอ่อนโยนและรักหนูขนาดไหน ส่วนใหญ่ก็จะสู้แม่หนูไม่ได้อยู่ดี (พ่อกับยายอย่าน้อยใจนะฮะ) ยิ่งพอหนูได้สัมผัสเนื้อแนบเนื้อยามให้นมแม่ด้วยแล้ว มันสุข ปลอดภัย และอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก คงเป็นเพราะหนูจะได้กลิ่นหอมจากเนื้อตัวของแม่ ได้ยินเสียงหัวใจ เสียงพูดหวานๆ แล้วได้มองหน้าแม่ไปดูดนมอร่อยๆ ไป พอกอดกันทีไรสบายใจสบายตัว เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้เลยฮะ
แล้วพอได้ใกล้ชิดกันมากๆ เข้าแม่ (รวมถึงพ่อด้วย) ก็จะเริ่มเดาใจหนูออก เรียกว่ารู้ใจกันว่าหนูรู้สึกอย่างไร หนูร้องไห้แบบไหนคือหิวนม หรืออยากจะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ เวลาเล่นกันก็จะรู้ว่าหนูชอบเล่นแบบไหน เดี๋ยวก็มาอุ้มมาชวนหนูคุย น่ารักจริงๆ เลยเนี่ย
เมื่อหนูอายุ 6 เดือน พ่อแม่และคุณน้าคุณอาก็มักจะขนเอาของเล่นเยอะแยะมาให้ เพราะคิดว่าหนูคงโตพอที่จะเล่นของเล่นได้อย่างเพลิดเพลินแล้ว จะว่าไปแล้วเล่นของเล่นก็สนุกเหมือนกันแหละ แต่ว่าหนูยังชอบที่จะมองใบหน้าผู้ใหญ่และคนใกล้ชิดที่สุด ยิ่งเวลาทำหน้าตลกๆ อ้าปากกว้างๆ ทำตาโตๆ ส่งเสียงล้อใส่หนุด้วยจะยิ่งสนุกเป็นพิเศษ เรียกว่าของเล่นชิ้นไหนๆ ก็สู้ไม่ได้เลย
ความสุขของหนูแม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่อาจจะถูกมองข้ามไปแต่รู้มั้ยว่าในช่วงขวบแรกหากสร้างให้หนูรู้จักกับความสุขได้อย่างเต้มที่ดีแล้ว
สมองก็จะเรียนรู้ได้รวดเร็ว รากฐานของชีวิตก็จะแข็งแรง อารมณ์ดี และพร้อมที่จะเรียนรู้ในวัยที่เติบโตขึ้นต่อไปฮะ
- พ่อแม่ คือของเล่นแห่งความสุขและความอบอุ่นสำหรับเด็กวัยนี้
- อาหารอิ่มท้องและอ้อมกอดที่นุ่มนวล เป็นความสุขที่ทารกทุกคนใฝ่ฝันหา
- ปากคือต้นกำเนิดความสุขของทารกตัวน้อย ดังนั้นเด็กเล็กๆ ไม่ค่อยจะมองสิ่งของสักเท่าไร แต่จะเน้นการใช้ปากอมหรือดูดมากกว่า
Toddler
หมดเรื่องโม้ๆ ของน้องทีโมไปแล้ว ขอถึงคิวผมแล้วล่ะครับ ผมชื่อน้องปาล์ม อายุ 2 ขวบครึ่ง ผมเป็นเด็กผู้ชายน่ารักๆ ที่คุณน้าคุณป้ามักจะบอกว่าอยากจะหยุดเวลาไว้ให้ผมตัวโตแค่นี้เท่านั้น แต่คุณๆ รู้ไหมครับว่าผมไม่ได้มีแต่ความน่ารักเท่านั้นนะ แต่ผมยังมีบทบาทจอมป่วนที่เอาเรื่องน่าดูชมเลยล่ะ อ๊ะๆ อย่าว่าผมนะ
มันสนุกจริงๆ นะครับที่ได้ลองกระโดด ขว้างปาข้าวของ ก็ผมไม่เคยได้ลองเลยว่าแรงตัวเองมีแค่ไหน หรือเจ้าแรงโน้มถ่วงของโลกนี้มันทำให้ของตกมาได้อย่างไร และแถมระยะความเร็วของการตกมันก็ไม่เท่ากันอีกด้วย ผมจึงต้องลองขว้างไปเรื่อยๆ ไงล่ะครับ
จะเรียกผมว่าเป็นนักสำรวจก็คงไม่ผิด เมื่อไปไหนมาไหนเองได้ความสุขของผมก็คือการตรวจดูทุกสิ่งรอบตัวไม่ว่าจะเป็นลิ้นชัก ตะกร้า หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีของใส่ไว้ ขอให้ผมได้รื้อเถอะ มันอดไม่ได้จริงๆ ได้หยิบออกมาดูสนุกดีออกครับ แต่ว่าพ่อกับแม่น่ะสิ ชอบคิดว่ามันเป็นปัญหาคอยบ่นคอยว่าผมอยู่เรื่อย เอ
ทำไมความสุขของผมจึงกลายเป็นความทุกข์ของพ่อแม่ไปได้เสียล่ะ
ผมอยากให้พ่อกับแม่เข้าใจผมหน่อย เอาเป็นว่าลองมาฟังความในใจผมดีไหมครับ จะได้รู้ว่าสิ่งที่ผมต้องการเป็นอย่างไร
- ก่อนอื่นผมอยากให้คุณพ่อคุณแมเข้าใจก่อนว่าพัฒนาการของผมเป็นอย่างนี้ ถ้าดุว่าผมมากๆ นอกจากจะทำให้ผมไม่สบายใจเป็นทุกข์แล้ว พ่อกับแม่ก็จะเป็นทุกข์ไปด้วย เพราะดูเหมือนกับว่าผมจะไม่ได้ดังใจเอาเสียเลย ถ้าบ้านมีแต่ความทุกข์แล้วอย่างนี้ความสุขก็หดหายไปหมดแน่
- การที่พ่อกับแม่ต้องจากผมไปทำงานทั้งคู่น่ะ ผมไม่ว่าอะไรหรอกครับ เพราะผมเข้าใจดีว่าตอนกลางวันอยู่กับคุณยายหรือพี่เลี้ยงส่วนตอนเย็น
และวันหยุดผมก็จะได้อยู่กับพ่อละแม่ แต่ตอนที่อยู่ด้วยกันผมอยากให้พ่อกับแม่สนใจและเล่นกับผมด้วยครับ แต่ถ้าวันไหนพ่อแม่ไม่สนใจ
ไม่อยากเล่นกับผม ผมก็ได้แต่เสียใจ แล้วไปหาเรื่องเล่นกับคนอื่นแทน หรือไม่ก็หาเรื่องให้พ่อแม่มาสนใจดีกว่า แบบนี้จะว่าผมก่อกวนไม่ได้นะ
- การเล่นที่สนุกอีกอย่างหนึ่งของผมก็คือการเลียนแบบ ผมไม่ได้แก่แดดแก่ลมนะครับ แต่ที่ผมอยากเลียนแบบผู้ใหญ่ก็เพราะผมอยากทดสอบดูว่าผมก็ทำได้เหมือนกัน อย่างเรื่องงานบ้าน ล้างผัก เช็ดโต๊ะ ผมก็พอจะทำได้ ยิ่งเมื่อมีคนชมผมก็จะยิ่งตัวลอยยิ้มแก้มฉีกด้วยความดีใจ จนพ่อกับแม่ชอบแซวว่าผมบ้ายอ แต่ยอนี่อะไรเหรอครับ ผมไม่เห็นรู้จักเลย
- คุณแม่ของผมน่ารักเป็นที่สุด ที่บ้านผมคุณแม่อุตส่าห์จัดมุมระบายสีไว้ให้ผมด้วย แล้วแม่ก็ชอบให้ผมมาเล่นระบายสี แต่บางทีตอนนั้นอารมณ์มันไม่ได้อยากเล่นนี่นา พอผมไม่อยากทำแม่ก็มาบังคับผม เรื่องที่ว่าจะสุขก็กลายเป็นทุกข์ไปเสียนี่ เอาเป็นว่าอย่าบังคับผมดีกว่า ใช้วิธีจูงใจอย่างที่คุณพ่อเคยทำดีกว่า เช่น อุ๊ย
ระบายสีแดงนี่สวยจัง น้องปาล์มอยากมาดูไหมลูก ลองระบายเองสิ อย่างนี้ผมก็อยากไปเล่นแล้วล่ะ
- อยากรู้ล่ะสิว่าแบบไหนเล่นแล้วผมถึงจะมีความสุขสนุกสนานมีรอยยิ้มอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นคือ
บล็อกไม้ ของใช้จริงๆ ที่อยู่รอบตัว
เช่น แก้วน้ำพลาสติก กล่องนม กระป๋อง และเล่นของเล่นเติมจินตนาการ เช่น รถไฟปู๊นๆ ผลัดให้ผมขับบ้าง ให้แม่ขับบ้าง
และตุ๊กตาหุ่นมือที่คุณแม่ใช้เล่านิทานให้ผมฟังนั่นแหละครับ (ยังใช้เสียงสูงๆ ต่ำๆ มันเร้าใจดีครับ)
เรื่องขัดใจของเราพ่อแม่ลูกจะว่าไปแล้วมันก็มีหลายแบบนะครับ คือ มีทั้งผมโกรธพ่อกับแม่และพ่อกับแม่โกรธผม แต่จะมีอยู่ 3 อย่างครับที่พ่อกับแม่จะดุมากๆ เลยทุกครั้งที่ผมทำ ก็คือเวลาที่ผมตีคนอื่นตีตัวเอง และทำลายข้าวของครับ เจอดุจริงๆ เข้าก็ทำเอาผมจ๋อย หายซ่าส์ไปเลยเหมือนกัน สงสัยพ่อกับแม่คงคิดว่าเมื่อมีครั้งที่ 1 แล้วก็ต้องมีครั้งที่ 2 ตามมาแน่นอน เพราะลองได้ทำแล้วผมก็คงกล้าทำอีกได้
พ่อแม่รู้ใจผมอีกแล้วครับ แต่พอเห็นพ่อกับแม่จริงจังขึ้นมาผมก็ไม่กล้าเหมือนกันแหละ
เวลาผมดื้อห้ามแล้วไม่ฟัง พ่อกับแม่เขาก็พูดกับผมด้วยเสียงจริงจัง ไม่โกรธ ไม่เสียงดังใส่ แต่เขาจะชอบให้ผมอยู่นิ่งๆ หรืออุ้มไปร้องไห้ที่อื่น ที่ๆ เราอยู่ด้วยกันสองคน ทีนี้พอรู้ว่าร้องแล้วไม่เป็นผลแน่ผมก็เลยเงียบดีกว่า แหม
ร้องไห้นี่ก็เหนื่อยเหมือนกันนะครับ จากนั้นพ่อกับแม่มักจะใช้คำง่ายๆ สอนผม อย่าง ลูกขว้างของไม่ได้ เมื่อกี้ร้องไห้นิ่งๆ ตรงนี้ดีแล้ว น่ารักมาก คือจะชมเมื่อผมควบคุมตัวเองได้แล้ว ทีนี้เวลาโกรธผมก็จะรู้แล้วว่าควรทำตัวอย่างไร แล้วพอมีพ่อกับแม่คอยเตือนคอยบอกอย่างนี้ความสุขก็กลับมาโดยที่ไม่มีใครหัวเสียเลยครับ
อย่าลืมนะครับว่าวัยนี้ความสุขของผมอยู่ที่ความเข้าใจของพ่อแม่และคนเลี้ยงดูเป็นส่วนใหญ่ หลีกเลี่ยงการบังคับหรือใช้ถ้อยคำว่ากล่าว นอกจากจะทำให้มีเป็นทุกข์แล้ว ยังสกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ดีๆ ของผมอีกด้วย
- เรื่องเล่นกับเด็กเป็นของคู่กันค่ะเด็กๆ ขอให้ได้เล่นอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็มีความสุขแล้ว ยิ่งได้เล่นกับพ่อและแม่ด้วยยิ่งสุขเป็น 2 เท่าทีเดียว
- จัดสิ่งแวดล้อมพร้อมให้หนูเรียนรู้ อย่างเช่น เก็บของมีคมและเป็นอันตรายออกไปจากพื้นที่ที่หนูหยิบถึง หรือสร้างมุมเล็กๆ เอาไว้ให้หนูเล่นโดยเฉพาะ เช่น มุมศิลปะ มุมหนังสือ
- สร้างความคิดเชิงบวกด้วยคำชมการกล่าวคำชมเชยเมื่อเด็กทำตัวดีและไม่สนใจเมื่อดื้อหรือร้องโวยวาย
จะเป้นการสร้างแรงจูงใจให้เด็กๆ มีพฤติกรรมที่ดีมากขึ้นค่ะ
Kids
สำหรับน้องไหมวัย 4 ขวบเต็ม ถือเป็นพี่สาวโตสุดในกลุ่มจึงเสียสละให้น้องๆ พูดถึงความสุขกันไปก่อนเอาล่ะคราวนี้ถึงตาหนูไหมบ้างแล้วนะคะ
ตอนนี้หนูรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างจากผู้ใหญ่ตัวโตๆ เลยล่ะ ก็เพราะว่าหนูสามารถพูดคุยบอกสิ่งที่หนูต้องการอยากจะได้ด้วยตัวเอง แล้วถ้ามีเรื่องที่สงสัยไม่เข้าใจหนูก็จะถามให้รู้จากคนใกล้ๆ ตัว เช่น รถวิ่งได้อย่างไร ทำไมเครื่องบินถึงบินได้ เรียกว่าสงสัยอะไรหนูก็ถามไปหมดเพราะอยากรู้จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจกวนสักหน่อย แต่บางทีพ่อกับแม่หนูมองหน้ากันแล้วก็ไม่ตอบ แอบไปยิ้มคิกคักอยู่กันสองคน ไม่ยอมพูดอะไรกับหนูเลย สงสัยจะจนแต้มซะมั้งเนี่ย
พอถึงตอนนี้หนูก็แข็งแรง จะหยิบจับเดินเหินก็คล่องแคล่ว เวลาวิ่งก็ไม่ล้มอีกต่อไปแล้วเรียกว่าแสนจะมีความสุขที่ทำอะไรต่ออะไรได้เอง พอได้กินอิ่มนอนหลับก็สบายดีมีความสุขอยู่หรอก แต่เรื่องสำคัญก็คือหนูอยากรู้อยากเห็นตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งรอบตัว และแถมหนูยังจำแม่นอีกด้วย บอกหรือสัญญาอะไรไว้แกล้งลืมไม่สเร็จหรอก
นอกจากจะมีความสุขที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แล้ว หนูยังสนุกกับการคิดฝันสร้างจินตนาการ ซึ่งก็ได้มาจากการที่หนูรู้จักผูกเรื่องราวต่างๆ มาคิดปะติดปะต่อกัน บางครั้งมันก็เป็นเรื่องจริง แต่บางครั้งมันก็เป็นเรื่องสมมติที่สมองน้อยๆ ของหนูจะคิดฝันได้อย่างอิสระเสรี
ถ้าเป็นอย่างนั้นหนูก็จะมีความสุขไปเรื่อยตามจินตนาการ แต่ถ้ามีผู้ใหญ่ที่หวังดีมาคอยห้ามคอยสั่งว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นต้องทำอย่างนี้ถึงจะถูก อย่างเช่น พระอาทิตย์ต้องเป็นสีแดง ต้นไม้ต้องเป็นสีเขียว พอเจออย่างนี้เข้าหนูก็เลยไม่กล้าทำอะไรแหวกแนว ไม่มีจินตนาการทำอะไรก็ต้องระวังกลัวพ่อหรือแม่จะว่าเอา แหม
จะฝันหวานๆ ทั้งที่มีคนคอยห้ามหมดสนุกไปเลยค่ะ
โอ้โห
มันเรียกว่าเป็นความภูมิใจของหนูเชียวล่ะ อย่างที่บอกไปว่าหนูรู้สึกว่าการเติบโตเป็นผู้ใหญ่และทำอะไรต่อมิอะไรได้เองนั้นมันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมไปเลย แต่มือใหม่ปีกอ่อนอย่างหนูชั่วโมงบินยังน้อยนิด บางครั้งก็ยังต้องอาศัยให้พ่อกับแม่เป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลืออยู่บ้างเหมือนกันนะ
เรื่องกิจวัตรประจำที่หนูดูแลตัวเอง จะว่าไปแล้วหนูทำได้สบายมากแต่ต้องช้าๆ หน่อย อย่าเร่ง อย่าดุ ยิ่งถ้ามีพ่อกับแม่มาเป็นกำลังใจให้หนูด้วยแล้ว รับรองหนูจะพยายามทำให้ได้ เรื่องของแม่กับแม่เก่งอยู่แล้ว
หนูเองโชคดีที่พ่อกับแม่ใจดี ไม่เร่งเวลาตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนปล่อยให้หนูใส่ถุงเท้าเอง แล้วก็คอยให้บอกว่าค่อยๆ ใส่ก็ได้ลูก พ่อกับแม่รอได้ ลูกทำได้อยู่แล้ว พอได้กำลังใจอย่างนี้มันทำให้หนูรู้สึกดีถึงจะยากแต่หนูก็จะพยายามใส่จนได้ทั้งสองข้างเลย
เย้ๆๆๆ
พ่อกับแม่อย่ามัวกังวลว่าจะทำอย่างไรให้หนูมีความสุขด้วยข้าวของต่างๆ เลยค่ะ เพราะหนูคิดว่าความสุขที่หนูชอบที่สุดก็คือการมีความสุขกับตัวเอง หนูอยากเล่นอะไร (ถ้าเหมาะสมปลอดภัย) พ่อกับแม่ก็ให้เล่น แต่ถ้าเล่นไม่ได้พ่อกับแม่ก็จะอธิบายให้ฟังว่าทำไมถึงเล่นไม่ได้ แถมยังชี้ชวนให้หนูเล่นสิ่งอื่นๆ แทน แบบนี้หนูก็เลยไม่รู้จะหงุดหงิดอาละวาดไปทำไมน่ะสิ
บางครั้งพ่อกับแม่ก็พาหนูไปเดินเล่นนอกบ้าน ตามสวนของหมู่บ้านหรือสวนสาธารณะ เวลานี้แหละที่หนูจะเรียนรู้สืบเสาะหาโลกกง้างนอกบ้านที่น่าสนใจด้วยตนเอง ตอนนี้ถึงหนูจะไม่ค่อยติดพ่อกับแม่แจต้องให้อุ้มให้กอดเหมือนก่อน เพียงแต่คอยอยู่ด้วยใกล้ๆ ให้อุ่นใจยามที่หนูมีปัญหา เท่านี้หนูก็มีความสุขกับเรื่องง่ายๆ รอบตัวด้วยตัวเองได้แล้วล่ะ ก็พ่อกับแม่ทั้งพูดทั้งบอกให้หนูเข้าใจกฎกติกาว่าทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนมานานตั้งแต่เล็กๆ แล้วนี่นาถ้าเป็นอย่างนี้อารมณ์ของเด็กๆ อย่างพวกหนูก็จะมั่นคงและมั่นใจในตนเองค่ะ
การที่ผู้ใหญ่รู้วิธีสร้างสุขให้เด็กๆ นั้นมีความสำคัญและส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กไม่น้อยเลยค่ะ อยากให้คุณลองจินตนาการดูเวลาที่มีความสุขก็จะรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย จะทำอะไรก็ทำได้ดีคิดอ่านได้ไกล ความจำดีขึ้น ในเด็กๆ ก็ไม่ต่างกัน ความสุขจะกระตุ้นให้สมองของเด็กพัฒนาได้มาก เพราะร่างกายจะหลั่งสารเคมีแห่งความสุขออกมา ทำให้สมองมีความคิดความจำที่ดีรวมทั้งมีสมาธิ เรียนรู้ได้ดีอีกด้วย ตรงกันข้ามหากเด็กที่มีความทุกข์ ถูกเลี้ยงดูมาอย่างปราศจากความเข้าใจ เด็กคนนั้นก็จะมีอาการซึมเศร้าง่าย มักจะเก็บตัว ชอบอยู่นิ่งๆ เฉยๆ เหมือนหุ่นยนต์ และอาจมีพัฒนาการล่าช้าอีกด้วยนะคะ
วันนี้คุณกับลูกมีความสุขด้วยกันหรือยังค่ะ
(update 23 เมษายน 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ vol.11 No.121 November 2005 ]
|