Give & Take เรื่องใหญ่ของเด็กยุคใหม่


“คาดหวังอะไรกับลูก” คือคำถามที่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักถูกถามรวมทั้งหลายคนคงเคยถามตัวเองด้วยประโยคนี้และคำตอบร้อยทั้งร้อยก็คือ “อยากให้ลูกมีความสุข”

แต่สุขแบบไหน และที่มาของความสุขนั้นด้วยวิธีการอย่างไร ล้วนขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูและวิธีการใช้ชีวิตของแต่ละครอบครัว

แต่ทราบไหมคะว่าจุดเริ่มต้นของการดำเนินชีวิตที่มีความสุขจริงๆ แล้วก็คือ “การรู้จักเป็นผู้ให้” แต่ด้วยเพราะสังคมปัจจุบัน หรือวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้เด็กที่เติบโตมาส่วนใหญ่กลับดำเนินชีวิตอยู่บนพทื้นฐานของการมีตนเองเป็นศูนย์กลางและมักจะเป็นผู้ “รับ” แต่เพียงฝ่ายเดียว เมื่อถูกบ่มเพาะสิ่งเหล่านี้มากขึ้นๆ ก็เลยเถิดเกิดปัญหาให้เห็นกันมากมายในทุกวันนี้ค่ะ

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ใครก็ตามที่เป็นพ่อแม่ล้วนต้องหันมาใส่ใจและบ่มเพาะปลูกฝังเรื่องนี้แก่ลูกหลานกันเสียแต่วันนี้ เพราะมีบทพิสูจน์จากผู้ที่มีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต (แบบสมดุล) หลายต่อหลายคนที่บอกว่า การรู้จักเป็นผู้ให้ที่ดี และเป็นผู้รับที่เหมาะสม มีความหมายต่อ “ความสุข” และ “ความพอดี” ในชีวิตของคนๆ หนึ่งมากมายนัก และถ้าคำตอบของคุณผู้อ่านคือ “อยากให้ลูกมีความสุข (ทุกข์น้อยลง)" มาเริ่มต้นปลูกฝังเรื่องนี้กันเลยค่ะ


  • เพาะเมล็ดพันธุ์ การให้
ถ้าหากอยากให้ลูกรู้จักบทบาทแห่งการเป็นผู้ให้และผู้รับที่ดี ก็ต้องหว่านเมล็ดพันธุ์เช่นนั้นหว่านลงไปในหัวใจของลูกค่ะ

จริงอยู่ในช่วงแรกของชีวิตหนูๆ มีชีวิตที่มีความสุขได้ด้วยการเป็นผู้รับสิ่งต่างๆ ทั้งอาหาร และความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่ ช่วงขวบแรกชีวิตนี้จึงเป็นเวลาทองแห่งการสร้างพื้นฐานด้านจิตใจอันมั่นคง ด้วยการเป็นผู้รับความสุขความสบายใจจากการดูแลอย่างดีของพ่อแม่ และเมื่อได้รับการเติมเต็มทุกความต้องการ กินอิ่ม นอนหลับ ได้เล่นสนุก ได้รับความรักความเอาใจใส่อย่างเต็มเปี่ยมจะช่วยให้หนูมีอารมณ์แจ่มใส มีจิตใจมั่นคง และเมื่อไม่ขลาดแคลนทั้งด้านกายภาพหรือด้านจิตใจ ลูกก็จะมีหัวใจเมตตา สามารถเรียนรู้เรื่องการเป็นผู้ให้ได้มากขึ้นในวันข้างหน้าค่ะ

วัยทารก…ก่อรากฐานจิตใจดีและมั่นคง
ถึงทารกตัวน้อยจะยังเรียนรู้เรื่องการเป็นผู้ให้ได้ไม่มากนัก แต่ลูกกำลังเรียนรู้ประสบการณ์ที่ดีจากการเป็นผู้รับ หนูน้อยต้องได้รับการเติมเต็มความต้องการด้านกายภาพ ได้รับการดูแลเรื่องกิน-นอน ที่เหมาะสม มีคนคอยดูแลเอาใจใส่ เล่นด้วยเพื่อสร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยขึ้นในใจลูก

เมื่อลูกร้องไห้คุณพ่อคุณแม่ควรรีบหาสาเหตุ เช่น ลูกหิวนมง่วงนอน หรือลูกกำลังเบื่อ อยากให้มีคนสนใจ เมื่อพบสาเหตุแล้วก็ให้ตอบสนองความต้องการนั้นอย่างเหมาะสม แน่นอนเด็กน้อยที่ได้รับการตอบสนองความต้องการอย่างทันท่วงทีจะรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ในทางกลับกันเด็กที่ไม่ได้รับการเอาใจใส่ ถูกปล่อยปละละเลย จะรู้สึกอ้างว้าง ว้าเหว่ ซึ่งอาจจะพัฒนาสู่การมีปัญหาทางอารมณ์ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง ต่อต้านสังคม และเป็นคนเห็นแก่ตัวได้


  • แรงเสริม…เมล็ดแตกหน่อ
หลังจากเป็นฝ่ายได้รับมาในช่วงแรก พอลูกอายุได้ 7-8 เดือน คุณพ่อคุณแม่เริ่มสอนเรื่องการให้ได้แล้วค่ะ ซึ่งหนูน้อยเริ่มเรียนรู้เรื่องการเป็นเจ้าของ เริ่มติดพ่อแม่ จำสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคยและจดจำของเล่นชิ้นโปรดได้แล้ว

ลองชวนลูกเล่นเกม “ของหนู ของแม่” ให้ลูกยื่นของเล่นที่อยู่ในมือให้เรา ส่งของนั้นกลับคืนเมื่อลูกแสดงท่าทางอยากได้ แล้วยื่นมือขอชิ้นนั้นที่ลูกกำลังเล่นอยู่จะสำคัญและทำให้ลูกมีความสุขมากเพียงใด แต่ถ้าไม่มีของสิ่งนั้นหรือหนูยื่นของสิ่งนั้นให้กับแม่แล้วสิ่งของนั้นก็ไม่ได้หายไปไหนและแม่ก็ยังอยู่เพื่อรักลูกและเอาใจใส่ลูกอยู่เสมอ

หัวใจดวงน้อยที่ได้รับความรักอย่างเต็มเปี่ยมจะเรียนรู้เพื่อเป็นผู้ให้ที่ดีได้ เช่นเดียวกับที่หนูเคยมีความสุขจากการได้รับมาแล้วในวัยเด็ก

นั่นแสดงว่าเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นผู้ให้ได้ฝังลึกลงสู่จิตใต้สำนึกของลูกแล้ว ตั้งแต่วันที่ลูกมีความสุขจากการเป็นผู้ได้รับนั่นล่ะค่ะ

1-3 ปี รดน้ำพรวนดินให้ต้นกล้า
เมื่อเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นผู้ให้และผู้รับไปแล้ว อย่าลืมรดน้ำพรวนดินให้ต้นกล้านั้นเติบโต ด้วยการสร้างสถานการณ์และบรรยากาศความสุขใจจากการเป็นผู้ให้และผู้รับ ในชีวิตประจำวันของลูก

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกในวัย 1-3 ขวบ จะต้องเข้าใจธรรมชาติของลูกในวัยนั้นก่อนค่ะ ว่าวัยนี้จะเริ่มเอาตนเองเป็นศูนย์กลางในทุกๆ เรื่องมากขึ้น เพราะลูกรู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ของตนเองอย่างลึกซึ้งรุนแรงมากกว่าในวัยทารก รวมถึงรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของสิ่งที่ตนเองครอบครอง ช่วงวียนี้แหละค่ะที่เหมาะจะสอดแทรกแนวคิดและบทบาทเรื่องการเป็นผู้ให้-ผู้รับให้กับลูกได้ดีที่สุด ควรเริ่มจากการแนะลูกให้เป็นผู้ให้กับคนใกล้ตัวก่อน พร้อมๆ กับพยายามสร้างความรู้สึกที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในสถานการณ์เป็นผู้ได้รับ และสถานการณ์การเป็นผู้ให้ เช่น ยิ้มแย้มหัวเราะ และขอบคุณเมื่อรับของจากลูก เพราะเมื่อลูกเห็นเรามีความสุข ลูกก็จะมีความสุขด้วยหนูน้อยจะสามารเรียนรู้ได้ว่าความสุขใจและการได้รับการชื่นชมเกิดได้จากทั้งสองบทบาท และเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตในการเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ


  • พอใจเมื่อได้รับ
หนูน้อยชอบรับของอยู่แล้วเพราะไม่ว่าใครจะให้อะไรหรือถือเป็นสิ่งใหม่สำหรับหนูเสมอ ลูกจึงพอใจและตื่นเต้นเมื่อได้รับสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ จากคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นเทคนิคที่จะสอดแทรกได้ คือคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรให้เฉพาะลูกอยู่คนเดียวตลอดเวลาแต่ควรให้คนอื่นด้วย เช่น ถ้าซื้อขนมมาฝากลูก ถ้ามีเด็กคนอื่นๆ อยู่ด้วยก็แบ่งขนมให้เพื่อนๆ ของลูกด้วย เป็นต้น พยายามสร้างบรรยากาศที่ดีของการให้เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีการแบ่งปัน และเป็นเรื่องสนุกสนานที่จะกินขนมด้วยกัน เล่นของเล่นด้วยกัน ในขณะเดียวกันกับที่หนูได้รับในส่วนที่เป็นของหนูอย่างพอใจแล้วด้วย


  • เป็นแบบอย่างที่ดีของการให้
เรารู้กันดีว่าลูกชอบเลียนแบบคุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะในวัยนี้คุณพ่อคุณแม่ถือเป็นฮีโร่ที่ลูกอยากเลียนแบบมากที่สุด เราจึงควรถือโอกาสนี้แสดงบทบาทเป็นผู้ให้เพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกทำตาม เช่น พาลูกไปมอบของขวัญให้กับญาติผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นของขวัญวันเกิดคุณตาคุณยายหรือให้ของขวัญปีใหม่กับญาติๆ ที่ลูกคุ้นเคย เป็นต้น และถ้าเป็นไปได้อาจจะให้ลูกรับหน้าที่เป็นคนมอบของขวัญเพราะญาติๆ มักจะเอ็นดูเด็กๆ อยู่แล้ว การที่เด็กเข้าไปให้ของท่านย่อมชื่นชม ลูกได้รับโอกาสโอบกอด หอมแก้ม ลูบหัว ซึ่งจะช่วยให้หนูน้อยภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองได้ให้ไป


  • สร้างประสบการณ์ดีๆ จากคนใกล้ตัว
เริ่มจากการให้สิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ที่ลูกมี แบ่งปันให้กับคนใกล้ตัวซึ่งจะทำให้หนูเข้าใจเรื่องได้ง่ายกว่า ถ้าได้ให้อะไรกับคนที่ตนเองรัก เช่น ถ้าลูกมีขนมแบ่งให้คุณพ่อคุณแม่กินได้ไหม หรือมีของเล่นแบ่งให้คุณพ่อคุณแม่เล่นด้วยนะคะ เป็นต้น เมื่อลูกให้แล้วก็ควรแสดงให้ลุกเห็นอย่างชัดเจนถึงความรู้สึกดีๆ ของการเป็นผู้ให้และผู้รับ หากลูกแบ่งขนมให้กินคุณแม่ควรแสดงออกให้ลูกเห็นว่าเราดีใจด้วยการยิ้มแย้ม ขอบคุณ และเวลากินก็แสดงท่าทางว่าขนมนั้นอร่อยจริงๆ ลูกจะรู้สึกดีที่ได้เห็นคุณพ่อคุณแม่มีความสุข ซึ่งนั่นจะทำให้จิตใจของลูกเกิดการรับรู้ การทำให้คนอื่นมีความสุขด้วยการให้นั้นมีอยู่จริง เพราะเด็กวัยนี้จะเรียนรู้ได้ง่ายที่สุดจากการให้กับคนใกล้ตัว และเรียนรู้ได้ดีกว่าจากสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมด้วย หลังจากนั้นจึงเริ่มเผื่อแผ่การให้สู่คนอื่นๆ ที่รอบข้างลูก เช่น พาลูกเอาขนมไปฝากคุรป้าข้างบ้านหรือเวลาไปไหนก็ซื้อขนมมาฝากเพื่อนบ้าน เป็นต้น

ทำได้แบบนี้ต้นกล้าของการ Give & Take ก็ได้รับการรดน้ำพรวนดินและจะเติบโตหยั่งรากมั่นคงในใจหนูๆ แล้ว

3-6 ปี เวลาการเติมปุ๋ยและการดูแล
เมื่อได้รับการบ่มเพาะเรื่องการเป็นผู้ให้และผู้รับมาเป็นอย่างดีช่วงวัยอนุบาลนี้ก็ถึงวัยที่คุณพ่อคุณแม่น่าจะได้ชื่นชมดอกผลจากต้นไม้แห่งการแบ่งปันในหัวใจของลูกแล้วล่ะค่ะ

คุณพ่อคุณแม่อาจจะได้เห็นหนูน้อยผู้มีน้ำใจ อุปนิสัยน่ารัก ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีอะไรก็พร้อมจะแบ่งปันให้ผู้อื่นได้อย่างไม่ยากเย็นหรือลำบากใจเลย อย่างไรก็ตามในวัยนี้ถึงเวลาที่ต้องเติมปุ๋ยให้กับต้นไม่ Give & Take ในหัวใจของลูก ด้วยการให้ลูกได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงมากขึ้น กิจกรรมที่ตอกย้ำให้ลูกรู้จักบทบาทนี้ไดดีขึ้นผ่านการลงมือทำ โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่างที่ดีและร่วมทำกิจกรรมการให้รูปแบบต่างๆ ไปด้วยกันกับลูก ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้นมีทั้งที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติและที่คุณพ่อคุณแม่สร้างสรรค์บรรยากาศขึ้นมา ได้เรียนรู้พร้อมกับความสนุกสนาน เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวล่ะค่ะ


  • ยื่นเงื่อนไขให้เลือก
เด็กวัยอนุบาลมีความเป็นตัวของตัวเองมาก ฉะนั้นก่อนที่จะชักชวนลูกให้สิ่งของอะไรกับใคร อย่าลืมถามก่อนด้วย ว่าหนูอยากจะให้หรือไม่ เป็นธรรมดาถ้าลูกจะปฏิเสธเพราะรู้สึกหวง ไม่ว่าคำตอบของลูกจะคืออะไร ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ตัดสินใจและแลกเปลี่ยนฟังความคิดเห็นของลูก พร้อมกับอธิบายให้ลูกเข้าใจถึงเหตุผลของการให้ที่ชัดเจน เข้าใจง่าย จะช่วยให้ลูกตัดสินใจ และคลายความหวงของลงได้บ้าง ไม่ควรหักหาญน้ำใจขอให้ลูกให้ในสิ่งที่ลูกรักมากๆ ทางที่ดีควรเริ่มจากสิ่งที่ลูกไม่ได้ใช้หรือของที่ลูก ไม่สนใจมากนัก และควรเป็นการให้ด้วยความสมัครใจเพื่อประสบการณ์ที่ดีต่อการให้ค่ะ


  • ของคุณจากใจจริง
สอนให้ลูกเรียนรู้เรื่องการเป็นผู้รับที่ดีว่า เวลาที่คนให้สิ่งของกับเรา เรารู้สึกดีใจ เราต้องขอบคุณด้วยความรู้สึกนั้นจริงๆ จะทำให้ลูกเชื่อมโยงต่อไปได้ว่า เมื่อเขาให้และคนอื่นขอบคุณ แสดงว่าเขารู้สึกจริงใจตอบกลับมาเช่นกัน ลูกจะเรียนรู้ถึงคุณค่าของการให้ว่ามีคุณค่าต่อจิตใจของผู้อื่นและตนเอง ผ่านการขอบคุณนี่เองค่ะ


  • สร้างแรงจูงใจด้วยการชื่นชม
คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมชื่นชมในการเป็นผู้ให้และผู้รับอย่างเหมาะสมของลูกนะคะ เช่น กล่าวชมว่าลูกน่ารักแค่ไหนหลังจากที่ลูกให้ขนมกับเพื่อน การชื่นชมในความมีน้ำใจของลูก เป็นยแรงจูงใจทางด้านบวกแม้อาจจะฟังดูเหมือนเรื่องทำความดีแบบหวังผลตอบแทนไปสักหน่อย แต่แรงจูงใจด้านบวกยังเป็นสิ่งจำเป็นที่จะผลักดันให้หนูน้อยในการกระทำสิ่งต่างๆ อยู่ หากเริ่มด้วยการใช้แรงจูงใจด้านบวกก่อนแล้วจึงค่อยๆ สอดแทรกเรื่องการให้แบบไม่หวังผลตอบแทนในโอกาสต่อไปได้ค่ะ

หากมีพื้นฐานจิตใจแห่งการเป็นผู้ให้ ในที่สุดลูกจะเรียนรู้ว่าการให้มีคุณค่าทางจิตใจกับทุกคนและจะตระหนักได้ว่า พลังของการเอื้ออาทรและความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์คือสิ่งที่จรรโลงโลกให้สงบสุขค่ะ.


(update 20 มิถุนายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.11 No.123 January 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600