เด็กกับพรสวรรค์


เร็วๆ นี้หมอได้รับเชิญจากโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา ให้ไปพูดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กสู่อาชีพในวัยผู้ใหญ่ หัวข้อน่าสนใจแถมจะได้สัมภาษณ์ น้องแพท (คุณสุคินทร แสนสระดี) ขวัญใจวัยรุ่นที่ชนะกอล์ฟเยาวชนระดับโลกมาแล้ว ทราบมาว่าเป็นเด็กดี น่ารัก ยิ่งน่าสนใจ จึงออกเดินทางจากกรุงเทพฯ (สะพานควาย) ตั้งแต่ 06.40 น. เกรงจะไปไม่ทัน แปลกใจใช้เวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที ก็ถึงศรีราชาเร็วเกินคาด จึงแวะไปชมเมืองใกล้ชายทะเล เห็นมีการพัฒนาเมืองสวยงาม สะอาด เป็นระเบียบ ดอกไม้ก็งาม มีการถมที่และต่อสะพานออกไปยังเกาะลอย ขนาดเช้าตรู่อยู่ก็มีทัวร์มาลง นักท่องเที่ยวมาชมเกาะและวิวงาม ส่วนสวนสาธารณะก็มีคนมาออกกำลังกาย ดีใจกับชาวศรีราชาที่มีการพัฒนาบ้านเมืองดีขึ้นมากจากที่หมอไปเยี่ยมเยียน 3 ปีก่อนนี้ค่ะ

เมื่อพบก็นึกชอบน้องแพทมาก มีรูปร่างลักษณะเป็นนักกีฬาเต็มตัว แต่หน้าตาน่ารักและอ่อนโยนแบบเด็กไทย สูงสง่าดี อายุ 15 ปี สูง 168 ซม. แล้วซึ่งหมอคิดว่าน้องแพทยังสูงอีกได้มากกว่านี้ คุณแม่สูง 150 กว่า คุณพ่อสูง 175 ซม. แสดงให้เห็นว่ากีฬาเป็นยาวิเศษจริง ไม่ต้องฉีดยาแพงๆ เพิ่มความสูง คุณพ่อน้องแพทเล่าว่า คุณพ่อเองเป็นนักกีฬา เล่นกีฬามาตลอด เล่นหลายๆ ชนิด มีน้องแพทเป็นลูกคนเดียวทุ่มเทให้เต็มที่ เริ่มจากให้เล่นแบดมินตันก็เล่นในโรงเจ มีผู้สูงอายุ อากาศไม่บริสุทธิ์เหมือนกลางแจ้ง คิดว่าไม่เหมาะ เทนนิสก็ตีแล้ว คิดว่าเจริญไปไม่เต็มที่ ไม่เหมือนกอล์ฟ คุณพ่อตีกอล์ฟอยู่แล้วจึงเริ่มพาน้องแพทออกตีกอล์ฟ เมื่ออายุ 6 ปี แต่มีเคล็ดลับโน้มน้าวลูกโดยไม่ให้รู้ตัว เช่น ไปกินไอศกรีมกันนะลูก ตีเสร็จก็กินไอศกรีม ลูกก็เพลินไม่รู้ตัว

เด็กกับผู้ใหญ่ต่างกันในศักยภาพคุณพ่อจะรอลูก ไม่โหมกีฬาจนเกินไป พอน้องแพทสนุกก็เริ่มวินัยด้วยการฝึกซ้อมคือซ้อมทุกวัน ต้องตื่นตี 4 เอาน้ำลูบหัวหรือสระผมทุกเช้าติดๆ กัน 3-4 วัน ซึ่งลูกก็ทำได้ เป็นการพิสูจน์เรื่องของอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ได้อย่างดี มีระเบียบวินัยขยันหมั่นเพียรโดยไม่ขัดกับการเรียนตามปกติ ขณะนั้นเตรียมตัวจะไปแข่งขันทำชื่อเสียงให้ประเทศ ณ ประเทศมาเลเซีย กลับมาก็เตรียมไปแข่งยังสหรับอเมริกา

หมอก็อดปลื้มไปกับเยาวชนคนเก่งกับคุณพ่อและคุณแม่ที่สนับสนุนเต็มที่เพื่ออนาคตลูก ขณะเดียวกันก็อดนึกถึง ไทเกอร์ วูด ไม่ได้ หมออ่านพบว่า พ่อเป็นนักกอล์ฟ ปลูกฝังลูกตั้งแต่เล็กๆ ได้คลำลูกกอล์ฟ คลานได้ก็คลานตามดูลูกกอล์ฟ พอยืนได้ก็สัมผัสไม้กอล์ฟ ได้ดูพ่อซ้อมตีกอล์ฟที่บ้าน พอ 2 ขวบก็ไปสนามกับพ่อ เมืองนอกเขามีไม้กอล์ฟสำหรับเด็ก 5 ขวบก็เป็นที่รู้จักแล้วว่า เด็กไทเกอร์เก่งจริง ทั้งนี้เขาได้รูปแบบจากพ่อและกำลังใจจากแม่ ซึ่งเป็นไทยพุทธสอนลูกทำสมาธิให้มั่นคงในการแข่งขันใหญ่ๆ ไทเกอร์จะนั่งสงบนิ่งก่อนลงมือเล่น เขาจึงประสบความสำเร็จด้วยสองมือของพ่อและแม่โดยแท้

ถ้าเทียบกับ บิลล์ เกตส์ มหาเศรษฐีโลกที่ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เป็นเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ด้วยมั่งคั่งถึง 40,000 กว่าล้านดอลล่าห์สหรัฐ เทียบเท่ากับ 1.6 ล้านล้านบาทโดยประมาณ ประวัติน่าสนใจว่าแม่คือบุคคลสำคัญในชีวิตให้กำลังใจเขามาตลอด สังเกตเห็นบิลล์เกตส์สนใจแปลกจากเด็กอื่นในชั้นเรียนวิชาทั่วไปไม่เป็นที่นิยมของเขา เขาสนใจคอมพิวเตอร์มาก เขาเรียนเก่ง สามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตั้งแต่อายุน้อย

เขาสนใจการทำสัญญาตั้งแต่เด็กๆ เมื่ออายุ 6 ขวบเขาทำสัญญายืมถุงมือจากพี่สาว มีการเซ็นชื่อด้วยว่า เป็นการยืมของ เขาชอบด้านธุรกิจ มีคู่หูอายุมากกว่า ศึกษาทดลองโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งต่อมาคือไมโครซอฟท์ เขาขอ drop การเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อทำการศึกษาสิ่งที่เขาสนใจ แต่ไม่มีใครรู้ว่า จะเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของยุคนำมาสู่คอมพิวเตอร์ส่วนตัว เครื่องคอมฯ สมัยก่อนใหญ่เทอะทะ

พ่อแม่และอาจารย์เข้าใจและอนุญาตให้พักการเรียนเพื่อสิ่งนี้ สิ่งที่เขาค้นพบยิ่งใหญ่มาก เขาทำงานหนักไม่หลับไม่นอน เมื่ออายุ 31 ปี เขาก็เป็นที่รู้จักทั่วโลก อย่างไรก็ตามแม่ของเขาเสียชีวิตจากมะเร็งทำให้เขาเสียใจมาก และพยายามทำตามปณิธานที่แม่ทิ้งไว้คือ บริจาคเพื่อการกุศล เขาทำกุศลถึงร้อยละ 40 ให้กับสาธารณกุศลต่างๆ

เขายังคงทำงานหนักด้วยใจที่เบิกบาน หมอคิดว่า การทำธุรกิจเพื่อหวังความก้าวหน้า โดยไม่คิดช่วยเหลือสังคมเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง การตอบแทนช่วยเหลือผู้อื่น ควรได้รับการปลูกฝังในการเลี้ยงลูกเสมอ อย่าลืมหลักการบริหารสู่ความสำเร็จต้องมี 4 M คือ Man หรือ บุคลากร Money มีการเงินที่ดี Management คือการบริหาร จัดการดี และสำคัญยิ่งคือ Moral คือมีจริยธรรมที่ดี องค์กรจะดีต้องมีจรรยาบรรณ

เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้คุณพ่อคุณแม่คงเริ่มฝันว่า ลูกของฉันจะมีพรสวรรค์สู่อนาคตและวิชาชีพที่มั่นคงอย่างไร ซึ่งไม่มีใครรู้ดีเท่าพ่อแม่ถึงความถนัดหรือพรสวรรค์ซึ่งปกติมนุษย์เรามีสติปัญญาอยู่ 8 ด้าน ซึ่งเรามีความสามารถทำได้ทั้งนั้นเพียงแต่เด็กคนไหนจะมีความสามารถพิเศษเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง และมีความชอบความถนัดเป็นพิเศษ ดังนี้
1. ความสามารถด้นภาษา เด็กฉลาดในการใช้คำพูด มีความสามารถพิเศษไม่ว่าการพูด การสื่อสารและการเข้าใจภาษา

2. ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ คิดอะไรรวดเร็ว เก่งทางตัวเลข เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีได้

3. ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ผู้อื่น เด็กเหล่านี้จะมองมิติได้อย่างลึกซึ้ง สามารถสร้างภาพในใจได้ พรสวรรค์เช่นนี้เป็นสถาปนิกได้ดีมาก

4. ด้านดนตรี มีความซาบซึ้งทางดนตรี รู้จังหวะดนตรี จำแนกเสียงสูงต่ำได้ เรียนดนตรีจะก้าวหน้าเร็วมาก เช่น โมซาร์ท แห่งเวียนนา สามารถเล่นเปียโน แต่งเพลงตั้งแต่อายุ 4 ปี

5. ด้านการเคลื่อนไหวของร่างกาย เด็กจะแคล่วคล่องว่องไวและสนุกสนานกับการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสนุกสนาน เช่น การเต้นระบำ การรำไทย การกีฬาต่างๆ หมอผ่าตัดจะมีทักษะนี้ดีมาก

6. การติดต่อสัมพันธ์ผู้อื่น เด็กจะเห็นอกเห็นใจ เข้าใจคน เข้าใจอารมณ์ตนและผู้อื่น มีวิธีพูดที่ดีประทับใจคนอื่น ฉลาดในการปฏิสัมพันธ์ เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์

7. การรู้จักตนเอง เข้าใจตนเองและสามารถทำงานด้วยตนเอง

8. เข้าใจธรรมชาติ เด็กรักความงามของธรรมชาติ มีความสุขกับธรรมชาติ รักสัตว์เลี้ยง

ท่านคงจะสังเกตลูกของท่านว่ามีความถนัดและฉลาดในด้านใด ไอคิว และอีคิว ที่เรารู้จักกันดีแล้ว หมอยังแนะนำให้สังเกตลูกอีก 8 ประการในข้างต้นนี้

พอดีได้อ่านเรื่อง มหาวิทยาลัยในฝัน ในมติชน มีอาจารย์ อรนุช อุสาหะ ผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษา มหาวิทยาลัยศรีปทุม ให้หลักไว้ดีมากในการเลือกแผนการเรียนตามความถนัด โดยแบ่งเรียนตามบุคลิกภาพ 6 กลุ่ม ได้แก่
1. กลุ่มอาร์ทหรือเรียลิสติก คือ ชอบทำงานอยู่กับเครื่องจักรเครื่องกล เป็นรูปธรรมชอบอยู่กลางแจ้ง ขวานผ่าซาก พูดอะไรตรงไปตรงมา เปิดเผย ไม่ชอบประจบประแจงไม่เพ้อฝัน ต้องเรียนในกลุ่มวิศวกรรมหนัก เกษตร ประมง วนศาสตร์ สัตวแพทย์

2. กลุ่มไอหรือกลุ่มนักวิชาการ อินเวสเกทีฟ คิดอะไรแบบวิทยาศาสตร์ คิดวิเคราะห์จึงจะเชื่อ ใฝ่รู้ ช่างวิจารณ์ ชอบอ่านหนังสือควรเลือกกลุ่มวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้นหรือ กลุ่มเศรษฐศาสตร์ โบราณคดี และคอมพิวเตอร์

3. กลุ่มเอหรืออาร์ท ประเภทศิลปิน ชอบศิลปะ บันเทิง การแสดง มีนิสัยความคิดเห็นเป็นของตัวเอง ไม่ชอบใครบังคับ ขาดความเป็นระเบียบในตัวเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ อารมณ์สลับซับซ้อนควรเรียนศิลป์ทั้งหมด นิเทศศาสตร์ มัณฑนศิลป์ จิตรกรรม

4. กลุ่มเอสหรือกลุ่มโซเชียล ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบสังสรรค์ ช่วยเหลือคน เข้าใจคน พูดโน้มน้าวจิตใจ ทำงานบริการ ช่วยเหลือคน ควรเรียนอักษรศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ พยาบาล แอร์โฮสเตส

5. กลุ่มตัวอีหรือกลุ่มกล้าซัก กล้าเสี่ยงเป็นผู้นำ รักความก้าวหน้า ชอบให้คนทำตาม ควรเลือกเรียนด้านบริหาร นักรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์

6. กลุ่มตัวซีหรือกลุ่มเชื่อฟัง ไม่ชอบคิด บอกมาเถอะว่าอยากให้ทำอะไรก็ทำตาม อดทน มีระเบียบ ทำตามกฎเกณฑ์ ชอบเก็บ และจัดให้เป็นระบบ ควรเรียนทางบัญชี เลขานุการ เศรษฐศาสตร์ หรือบริหารธุรกิจคอมพิวเตอร์ งานธุรการ

ในเวลาว่างที่เด็กควรทำประโยชน์ เพื่อตนเองและส่วนรวมในอนาคต ถ้าใช้เวลาว่างอย่างเหมาะสมจะปลูกฝังเป็นการงานอาชีพที่มั่นคงในอนาคตได้ เช่นกัน สำหรับการเล่นกีฬา ควรให้ลูกเล่นกีฬา เพื่อความสุข สนุกสนาน เพิ่มพูนทักษะร่างกายแข็งแรง จิตใจร่าเริง รู้แพ้ รู้ชนะ รู้จักการทำงานเป็นทีม มีลีดเดอร์ชิพ ความเป็นผู้นำ (ถ้าลูกสามารถพอ) และเริ่มรู้จักการแข่งขัน รู้กฎระเบียบของกีฬา ซึ่งจะนำไปสู่กฎระเบียบที่ดีของสังคม

ควรสนใจดูลูกทางกายใจ ว่าลูกร่างกายแข็งแรงและเหมาะสมกับกีฬาชนิดใด ควรให้แพทย์ตรวจเช็กสุขภาพและปรึกษาถึงความเหมาะสมของกีฬาชนิดนั้น โดยไม่ผลักดันลูกไปตามกระแส นิยมของชนิดกีฬา ตามตำราที่คุณหมอฉกาจ ผู้ชำนาญการจากศิริราชส่งมาให้หมอดังนี้

ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกระดูกต่างกันตามวัย
การพัฒนาทางสังคมโดยเล่นร่วมกับเด็กอื่น ทีม และครู
การเคารพกฎระเบียบของหมู่คณะ การกีฬา

เด็กอายุ 2-5 ปี เด็กยังเล็กยังต้องเรียนรู้ทักษะพื้นฐานตามพัฒนาการ และพยายามควบคุมระบบต่างๆ เพราะเด็กเริ่มจะมีการผสมผสานทางสายตา การได้ยิน และการทรงตัว ความไวและการกะระยะทางสายตายังคงพัฒนา ดังนั้นวัตถุที่เคลื่อนที่มาด้วยความเร็วเด็กจะกะระยะลำบาก ไม่ควรเล่นกีฬาที่ต้องวิ่งออกไปรับลูก เช่น แบดมินตัน แต่ควรเล่นกีฬาพื้นฐานธรรมดาเช่น วิ่งขว้างจับ ว่ายน้ำ เตะบอล ถีบจักรยานสองล้อ ที่มีล้อเล็กๆ ค้ำข้างๆ (พูดง่ายๆ คือสี่ล้อ) เด็กจะเรียนรู้ด้วยการทำผิดพลาดและแก้ไข ตอนระยะ 2-4 ปี เด็กอาจจะล้มบ่อยๆ เพราะการทรงตัวไม่ดี เมื่อ 4 ปี เด็กจะวิ่งอย่างมีทิศทางเที่ยงตรงขึ้น

เด็กอายุ 6-9 ปี การพัฒนาทักษะพื้นฐานกล้ามเนื้อกระดูก ร่างกาย ตา หู แขนขา ฯลฯ ดีขึ้น เริ่มควบคุมได้ดีขึ้นมาก การขว้างวัตถุจะได้ระยะถูกแม่นยำขึ้น ท่าทางและการทรงตัวจะเป็นไปอย่างอัตโนมัติมั่นคง คล่องแคล่ว การตัดสินใจดี สายตาดีขึ้น ไม่ควรเน้นการแพ้ชนะ ควรเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพมากกว่า

อายุ 10-12 ปี การควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายดีมาก สามารถเล่นฟุตบอล บาสเกตบอล และกีฬาได้ทุกอย่าง เป็นวัยก่อนเข้าวัยรุ่น เด็กชอบกีฬาจะไม่ถูกชักจูงไปในทางชั่วร้ายได้ง่ายๆ เพราะเขามีสิ่งที่ภูมิใจและมีสุขแล้ว ถ้าพ่อแม่ช่วยสนับสนุนอย่างเหมาะสมและอยู่ใกล้ชิดเขา

อย่างไรก็ตามพ่อแม่บางคนอาจผิดหวังที่ลุ้นลูกเป็นนักกีฬาไม่ได้ เช่น สุขภาพไม่ดี ซึ่งแพทย์ช่วยดูแลแล้วก็เล่นกีฬาได้ กีฬาบางชนิดทำให้โรคภัยทุเลาได้ด้วย เด็กบางคนเฉื่อยชา ลุ้นกีฬาไม่ชั้น การเรียนก็ไม่ดี เขียนไม่เป็นตัว แสดงว่ามีปัญหาทางสุขภาพกายกับกล้ามเนื้อ ควรพบแพทย์ เด็กบางคนไม่ชอบเอาจริงๆ เรียกว่า Nonsthlete child ไม่ใช่เด็กโง่ ไม่ใช่เด็กขี้โรค แต่เขาชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ชอบคอมพิวเตอร์ ชอบทีวี ถ้าเขาไม่ชอบกีฬากลางแจ้ง ก็ชักจูงไปเรื่องรำไทย เต้นรำเพื่อสุขภาพ ว่ายน้ำ การเดิน การวิ่ง ก็ได้ค่ะ ง่ายๆ ดีกว่าอยู่เปล่าๆ

ฉบับนี้หมอเปิดโลกกีฬาให้ท่านอ่านเล่น อ่านจริงก็ตาม คงนำไปเป็นประโยชน์กับลูกได้บ้างนะคะ


(update 24 มกราคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 272 กันยายน 2548]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600