ขณะนี้วงการจิตแพทย์อเมริกันและองค์การอนามัยโลกได้วินิจฉัยแล้วว่า เกมออนไลน์มีอันตรายมากและเด็กที่มีอาการติดเกมถือเป็นความผิดปกติอย่างหนึ่งอีกด้วย
ยุคแรกของโลก World Wide Web ช่วยย่อโลกการเรียนรู้ไว้ในจอสี่เหลี่ยมของคอมพิวเตอร์ แต่ ณ วันนี้เกมออนไลน์ที่มาพร้อมกับอินเตอร์เน็ตได้สร้างโลกเสมือนจริงกักขังเด็กเอาไว้มากมาย ซึ่งบางครั้งกว่าที่พ่อแม่จะทันเฉลียวใจก็แทบจะสายเกินแก้ไปแล้ว เพราะความไม่เท่าทันอันตรายที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี จนวางใจปล่อยลูกไว้กับเจ้าสมองกลจอสี่เหลี่ยม (ที่อยู่ในบ้าน) นี้ตั้งแต่เล็กๆ กันเลยทีเดียว
คู่มือเด็กสมาร์ทฉลาดเล่นเกมของกรมสุขภาพอ้างจิตอ้างถึงผลการวิจัยของนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยวิสซูรี โคลัมเบีย และวิทยาลัยเรอนัวไรน์ ที่ศึกษาความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และพฤติกรรมของผู้เล่นเกมออนไลน์ พบว่า เกมต่อสู้ที่มีฉากรุนแรง ฆ่าฟันเลือดท่วม ส่งผลให้ผู้เล่นเชื่อว่าการใช้ความรุนแรงเป็นวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ได้
และจากข้อมูลของสำนักวิจัยเอแบคโพลรายงานว่า ในปี 2548 เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป 1.5 ล้านคนนิยมเล่นเกมออนไลน์ เด็กอายุ 7-12 ปีในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เล่นเกมออนไลน์เฉลี่ยวันละ 4.5 ชั่วโมง และร้อยละ 32 เล่นเกมมากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้ตอนนี้โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลรามาธิบดีต้องคิดเครื่องมือบำบัดเด็กติดเกมแล้วค่ะ
ติดเกมเหมือนติดยา
เด็กไทยคลั่งไคล้เกมเกาหลี แร็กนาร็อก ไม่ถึง 6 เดือน แห่มาเล่นอินเตอร์เน็ตกว่า 600,000 คน!!!
หนุ่มโสมขาวตกงาน คลั่งเกมคอมพิวเตอร์สุดชีวิต โหมนั่งเล่นนานติดต่อกันถึง 49 ชั่วโมง ไม่สนใจข้าวปลาอาหารสุดท้ายอดเล่นเกมโปรดในโลกมนุษย์อีกต่อไป!!!
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพาดหัวข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ที่ไม่สวนกระแสกับจำนวนของคุณพ่อคุณแม่หลายคนที่เข้าไปปรึกษาปัญหาลูกติดเกมออนไลน์ตามคลินิกจิตเวชจนนักจิตวิทยาหลายท่านบอกตรงกันว่าพฤติกรรมของเด็กติดเกมไม่ต่างจากคนที่ติดยาเสพติด เพราะเวลาที่เด็กๆ เล่นเกมจะรู้สึกเพลิดเพลินและพอใจมากเมื่อตนชนะเกมนั้น แต่ถ้าแพ้จะออกอาการหงุดหงิดกระวนกระวาย อยากชนะ และมักใช้เวลานานกว่าเดิมหมกมุ่นอยู่กับเกม จนในที่สุดจากคุณลูกที่น่ารักก็กลายเป็นเด็กก้าวร้าว โกหก ขโมย อดข้าวอดน้ำ บางรายถึงขั้นหนีออกจากบ้านและเป็นอาชญากรโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งวงการจิตเวชทั่วโลกวินิจฉัยแล้วว่าการติดเกมออนไลน์คือโรคชนิดหนึ่งที่ต้องบำบัดและรักษาคล้ายคนติดยาเสพติดค่ะ
รู้ทันเหตุลูกติดเกม
อย่าเพิ่งโทษว่าเป็นความผิดของใครคนใดคนหนึ่งค่ะ เพราะเป็นธรรมดาของโลกที่ทุกสิ่งล้วนมีผลซึ่งกันและกัน เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบจะเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้ลูกติดเกมมาจาก
- พ่อแม่
ไม่เข้าใจว่าเกมมีอันตรายอย่างไรบ้าง และคิดว่าเกมเล่นเกมเป็นเรื่องธรรมดา ประกอบกับกระแสเศรษกิจที่โหมกระหน่ำอยู่อย่างทุกวันนี้ทำให้ไม่มีเวลาดูแลลูกอย่างเต็มที่ เลยปล่อยให้ลูกเล่นจนเกิดเป็นวงจรเสพติดขึ้น
- ตัวเด็ก
การเล่นเกมออนไลน์เป็นแฟชั่น ใครไม่เล่นถือว่าเชย และที่สำคัญการเล่นเกมยังทำให้เด็กคุยกับเพื่อนที่โรงเรียนง่ายขึ้น เพราะมีความสนใจเหมือนกัน บวกกับการที่พ่อแม่ไม่ควบคุมเวลาในการเล่น เด็กจึงใช้เวลาเกือบทั้งหมดตอบโตอยู่กับเกมในคอมพิวเตอร์ และเมื่อเล่นนานๆ จะไม่สามารถแยกแยะโลกของเกมออกจากโลกความจริงได้
- เทคโนโลยี
เป็นเพราะคำนี้แหละค่ะที่พ่อแม่เร่งให้ลูกเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์โดยการสอนลูกเล่นเกม และมีความเชื่อผิดๆ ว่าต้องให้เร็วที่สุด ทั้งที่จริงแล้วเรื่องคอมพิวเตอร์นั้นยังไม่มีความจำเป็นสำหรับเด็กเพราะยังสามารถเรียนรู้ภายหลังได้
- ระบบ-การจัดการ
สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการแบ่งเรตติ้งของเกมแต่ละประเภทว่า เนื้อหาเกมไหนเหมาะสำหรับเด็กอายุเท่าไหร่ เด็กจึงสามารถสัมผัสเกมได้ทุกประเภทโดยที่ไม่ได้แยกแยะว่าดีหรือไม่อย่างไร
ติดเพราะใช้จิตวิทยา
ส่วนใหญ่การออกแบบเกมได้ดึงเอาจิตวิทยาของเด็กไปสร้างเพื่อตอบสนองความต้องการของเด็กให้ตรงจุด ซึ่งธรรมชาติของเด็กที่ว่านั้นคือ
- การแข่งขัน
การออกแบบเกมส่วนใหญ่ใช้เทคนิคการเล่นที่ท้าทาย เพื่อกระตุ้นผู้เล่นให้อยากเอาชนะ และยิ่งเป็นการออนไลน์ที่รวมผู้เล่นหลายคนเข้ามาไว้ในเกมเดียวกัน บางเกมอาจต้องมีเทคนิคกลโกงเพื่อเพิ่มโอกาสให้ชนะเกมที่กำลังเล่นอยู่ก็มี
- อยากรู้อยากลอง
เริ่มด้วยการจัดกิจกรรมและโปรโมชั่นต่างๆ ล่อใจให้เขาไปทดลองเล่น พอคนติดเยอะๆ ก็ขาย Item เช่น รองเท้า ชุดผู้เล่น ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความสามารถในเกม คนที่อยากมีพลังไว่ต่อสู้และอยากชนะต้องเอาเงินจริงไปแลกเป็นเงินในเกมตามร้านเกมเพื่อซื้อของต่างๆ
- จินตนาการ
สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เทคนิคภาพและเสียงในเกมส่งเสริมให้ลูกใช้จิตนาการได้อย่างไม่จำกัด ด้วยการเคลื่อนไหวที่สมจริง
- ฮีโร่
การสร้างบุคลิกภาพในเกมที่ไม่มีขีดจำกัด เป็นจอมพลัง ซูเปอร์ฮีโร่ เก่ง แข็งแรง มีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์ ไม่เจ็บปวด และที่สำคัญตายแล้วยังเกิดใหม่ได้
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่นำไปพัฒนาเกมให้ก้าวไปอย่างรวดเร็วจนคนเป็นพ่อเป็นแม่ตามไม่ทันเชียวละค่ะ
ป้องกันตั้งแต่ยังเด็ก
การห้ามไม่ให้ลูกเล่นเกมเลยคงแสนยากลำบาก แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกติดเกมออนไลน์จนงอมแงมลองใช้เทคนิคนี้ดูสิคะ
- คุณพ่อคุณแม่ต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยี
โดยเรียนรู้และทำความรู้จักกับเรื่องเหล่านี้ไว้บ้างเพื่อเท่าทันและรู้สถานการณ์ว่าลูกกำลังทำอะไร อย่างไร เพราะสาเหตุหนึ่งที่เกิดปัญหาเด็กติดเกมเป็นเพราะช่องว่างระหว่างการเรียนรู้เรื่องของลูกไปได้ไกลกว่าที่พ่อแม่จะตามทัน
- ฝึกระเบียบวินัย
กำหนดเวลาที่แน่นอนว่าจะให้ลูกเล่นเกมได้วันละกี่ชั่วโมง
- เรียนรู้และเข้าใจ
อธิบายถึงข้อดีและข้อเสียของคอมพิวเตอร์ให้ลูกฟัง เช่น ถ้าเล่นมากเกินไปทำให้เครียด เสียสายตา ไม่มีเพื่อนเล่น ฯลฯ และคุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องอัพเดตข้อมูลเกี่ยวกับเกมไว้บ้างนะคะ
- ใกล้ชิดสนิทสนม
คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการเล่นเกมกับลูกทุกครั้งไม่ปล่อยให้ลูกเล่นเกมตามลำพัง
- สังเกตเรตข้างกล่อง
ควรดูเรตของเกมก่อนว่าเหมาะสำหรับช่วงวัยลูกหรือไม่
- อ่อนนอก แข็งใน
คุณพ่อคุณแม่ต้องมีท่าทีที่นุ่มนวล แต่ต้องหนังแน่นและเคร่งครัดเรื่องระเบียบในการเล่นเกมออนไลน์ที่กำหนดไว้
- สร้างกิจกรรมครอบครัว
ชักชวนลูกออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น เล่นกีฬา ไปพิพิธภัณฑ์ วาดภาพ เล่นดนตรี ฯลฯ เพื่อเป็นการดึงลูกออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ค่ะ
Be Aware
จากการจัดประชุมคณะกรรมการ Brain Forum ครั้งที่ 2 เรื่องเด็กติดเกม โดยศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็กและเยาวชน สถาบันรักลูก
มีข้อมูลว่าการเล่นเกมนั้นเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ลูกรู้สึกสนุก ตื่นเต้น และเร้าใจ ซึ่งจะทำให้มีการหลั่งสารเคมีชนิดหนึ่งออกมาและเกิดวงจร
Reward Circuit หรือวงจรแห่งความสุขขึ้น ส่งผลให้ลูกอยากทำกิจกรรมนั้นซ้ำๆ เหมือนเป็นการเสพติดที่ไม่สามารถหยุดได้
เมื่อต้องทำกิจกรรมอื่นที่มีสิ่งเร้าใจน้อยกว่าก็จะรู้สึกไม่มีความสุข ไม่อยากทำและไม่ทำ สมองจึงไม่เกิดการเรียนรู้จากสิ่งอื่นๆ ค่ะ
ถึงแม้เกมออนไลน์บางเกมจะสร้างสรรค์ แต่สักวันลูกอาจจะเปิดเข้าไปเจอเกมอื่นก็ได้ แทนการนั่งกังวลกลัวลูกตกเป็นเหยื่อคุณพ่อคุณแม่มาเริ่มวางรากฐานชีวิตไม่ติดเกมให้ลูกตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีที่สุดค่ะ
(update 23 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.11 No. 131 September 2006 ]
|