เกม ความรุนแรง และเรตติ้งที่ต้องใส่ใจ!


หากคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกเริ่มเล่นเกมตั้งแต่อายุ 3-4 ปี ด้วยกลัวว่าลูกจะมีความสามารถไม่ทันคนอื่นประกอบกับสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ของเด็กก็ถูกดัดแปลงมาเป็นเกมกันมากมาย

รู้ไหมว่าแค่เด็กเล่นเกม 2 ชั่วโมงต่อวันจะคิดเป็น 700 ชั่วโมงต่อปี หรือ 1 เดือนครึ่งต่อปี (คิดชั่วโมงตื่นนอน 16 ชั่วโมงต่อวัน) หรือในระยะเวลา 8 ปี เด็กจะเสียเวลา 1 ปีเต็มในการนั่งเล่นเกมอย่างเดียวทั้งวัน !

ดังนั้นหากเกมที่มีเนื้อหาชักจูงเด็กให้มีพฤติกรรมหรือความรู้แบบใด เด็กก็อาจเปลี่ยนแปลงไปตามนั้น ผลแห่งการหมกมุ่นเล่นแต่เกมนั้นน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งครับ

ฉบับนี้จึงอยากพูดถึง ผลลบของเกมที่ไปกระตุ้นความก้าวร้าวรุนแรง และวิธีการป้องกัน รวมทั้งมีตัวอย่างของระบบเรทติ้งเกมมาให้ดูกันครับ


เกม…กระตุ้นความรุนแรง

จากการศึกษาของ Silvern &Williamson ในปี 1987 พบว่า เกม “Space Invaders” ทำให้เด็กอายุ 4-6 ปี มีพฤติกรรมรุนแรงหลังเล่นไปสักระยะหนึ่งแม้ว่าเป็นผลติดตามระยะสั้นไม่ใช่ระยะยาวก็ตาม แต่เราก็คงต้องให้ความสนใจกับผลการวิจัยนี้

ความคิดที่ว่าเกมจะทำให้เขาสนุก หรือกลัวว่าความสามารถในการใช้คอมฯ จะไม่ทันคนอื่นเลยต้องเล่นเกมนั้น น่าจะเป็นความคิดที่ผิด เพราะการสนับสนุนผิดวิธีตั้งแต่วัยเยาว์ อาจนำไปสู่การติดเกมและพฤติกรรมรุนแรงเมื่อโตขึ้น

พาดหัวข่างของ นสพ. หลายฉบับ เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คงสร้างความตื่นตระหนกให้กับคุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกๆ ซึ่งตกอยู่ในสภาพติดเกม

เหยื่อเกมรายนี้คือเด็กชายวัย 9 ปี ที่เริ่มจากการผลัดกับเพื่อนวัยเดียวกันเล่น เกมเคาน์เตอนร์สไตรค์ เป็นเกมคอมพิวเตอร์ประเภทไล่ล่าฆ่ายิงกันเลือดสาด วันนั้นหนูสองคนนี้เกิดอารมณ์สุดขีดขึ้นมาอย่างไรไม่ทราบได้ เจ้าคนแรกจู่ๆ ก็ผละจากเกมแล้วคว้าปืนยาว (ของเล่น) ขึ้นมาเล็งไปยังเพื่อนที่กำลังเล่นเกม ปรากฏว่าเจ้าหนูอีกคนก็ไม่ยอมเสียฟอร์ม ลุกขึ้นแล้ววิ่งปรู๊ดเข้าไปในห้องนอนพ่อ แว๊บเดียวก็กลับเข้ามาพร้อมปืนพก (ของจริง!) ทันใดนั้นก็จ่อปืนเข้าที่ศรีษะเพื่อน และแล้ว…เขาก็กดเปรี้ยงเข้าไป 1 นัดในระยะเผาขน!

พฤติกรรมเหล่านี้เกิดได้จริงทั้งในเวลาสั้นๆ ขณะเล่นเกมหรือในระยะยาวที่เกิดจากพฤติกรรมสะสมจากการเล่นซ้ำๆ หากเราให้เด็กเล็กๆ เริ่มเล่นเกมที่มีความรุนแรงขึ้นรวดเร็วขึ้น (ต้องฆ่าหลายๆ ตัวในเวลาสั้นๆ) ในระยะยาวก็มีโอกาสที่จะพัฒนาจิตใจหรือพฤติกรรมความรุนแรงขึ้นได้ง่าย

นอกจากพฤติกรรมความรุนแรงแล้วเกมยังอาจชักนำไปสู่พฤติกรรมทางเพศการใช้วาจาหยาบคาย ความรู้สึกอยากจะกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ได้อีก

เรทติ้ง ตัวช่วยเพื่อป้องกัน

ในประเทศพัฒนาทั้งหลายได้ให้ความสำคัญกับอันตรายของเกมมากครับ จึงได้มีการคิดค้นระบบป้องกันทั้งโดยองค์กรอิสระภาครัฐ แม้แต่โดยกลุ่มพ่อแม่ด้วยกัน ด้วยวิธีจัดเรทติ้ง


  • ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดามีการจัดเรทติ้งไว้ 2 ระบบคือ Entertainment Software Rating Board (ESRB) สำหรับวิดีโอเกม และ Recreational Software Advisory Council (RSAC) สำหรับคอมพิวเตอร์เกม
ระบบ ESRB แบ่งเรทติ้งเกมตามกลุ่มอายุเพื่อความเหมาะสมในการเล่นดังนี้

สำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ไม่มีเนื้อหาใดไม่เหมาะสม
สำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป อาจมีเนื้อหาความรุนแรง หรือใช้ภาษาไม่เหมาะสมกับเด็กเล็ก
สำหรับวัยรุ่น 13 ปีขึ้นไป (T = Teen) มีเนื้อหาความรุนแรงหรือการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมกับวัยเรียน
สำหรับวัยรุ่นจนถึงผู้ใหญ่ (M = Mature) อาจมีเนื้อหาความรุนแรง เช่น มีเลือดคล้ายของจริง การใช้ภาษาไม่เหมาะสมกับเด็ก ภาพส่อทางเพศ
สำหรับวัยผู้ใหญ่ (A = Adults) มีเนื้อหาความรุนแรง ใช้ภาษาไม่เหมาะสมกับเด็ก ภาพส่อทางเพศห้ามขายหรือเช่าให้กับเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี

ตัวอย่าง หากหน้ากล่องเกมบอกเรทติ้ง E เล่นได้ตั้งแต่อายุ 6 ปีขึ้นไป

ระบบ RSAC จะเพ่งเล็กที่ความเสี่ยง 3 ประการ คือ ความรุนแรง ภาษา และการส่อทางเพศ แต่จะมีความเสี่ยงบ่งบอกระดับไว้ด้วยรูปปรอท (ดังในภาพ) เช่น

ความรุนแรง แบ่งเป็นระดับต่ำและระดับสูง เช่น
ระดับ 1 ทำลายข้าวของ
ระดับ 2 ต่อสู้ ทำร้ายร่างกาย ฆ่ากันตายและมีเลือดน้อย
ระดับ 3 ต่อสู่ ทำร้ายร่างกาย ฆ่ากันตายและมีเลือดมาก
ระดับ 4 ทำร้ายร่างกายแบบรุนแรง ข่มขืน เป็นต้น

  • ในยุโรปใช้ระบบเรทติ้งตามอายุ European Game Information (PEGI) ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ 2003 ระบบนี้ได้รับการสนับสนุนโดย PlayStation, Xbox และ Nintendo โดยแบ่งกลุ่มอายุเด็กเป็น 3+ 7+ 12+ 16 18+

และบอกความเสี่ยง 6 ด้าน

มีภาษาไม่ไพเราะ
แสดงการแบ่งแยกชนชั้น
แสดงการใช้สารเสพติด
เกมน่ากลัว
แสดงออกทางเพศ แสดงความรุนแรง


ตัวอย่างเกม ที่เรทติ้งด้วยระบบ PEGI


  • ในระบบพ่อแม่ดูแลกันเอง ใช้ระบบ KID'S SCORE ที่พ่อแม่จะเข้าไปใน http : // www.mediafamily.org/kidcore/index.shtml และให้คะแนนเพื่อจัดกลุ่มเกมตามอายุ และความรุนแรงแบบต่างๆ ดังนี้
1. จะใช้สี 3 สีเป็นเกณฑ์การพิจารณาคือ สีเขียว แปลว่า ปลอดภัย เล่นได้ สีเหลือง แปลว่า ระวัง อาจมีอันตราย สีแดง แปลว่า หยุด มีอันตราย

2. แบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่มอายุ คือ 3-7 ปี 8-12 ปี และ 13-17 ปี และจะถูกพิจารณาว่าเกมนั้นจะเหมาะสมกับเด็กลุ่มอายุใดบ้าง โดยจะใช้สี 3 สีเป็นตัวบอก

3. พิจารณาความรุนแรงที่เหมาะกับเด็ก 6 ด้าน คือ
1) พฤติกรรมความรุนแรงในการทำร้ายร่างกายไม่ว่าจะเป็นการชกต่อย ฟัน ยิง
2) ความกลัวที่จะเกิดกับเด็กในการเล่น
3) การกระทำผิดกฎหมายทั้งหลาย เช่น การขโมยของ การทำลายข้าวของ
4) ใช้ภาษาหยาบคายหรือภาษาแสลง
5) การแต่งตัวยั่วยวน แต่งตัวโป๊
6) การแสดงออกทางเพศที่ไม่เหมาะสมโดยในแต่ละด้าน จะใช้สี 3 สี ตามข้อหนึ่งเป็นตัวบ่งบอกความรุนแรงในแต่ละด้าน
ตัวอย่าง เกม XYZ ถูกจัดเรทติ้งไว้ดังนี้

หมายถึงเกมนี้มีภาพที่แสดงออกหรือการเล่นที่กระตุ้นเด็กในด้านความรุนแรงมากเกินไป และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีภาพเหล่านั้น นอกจากนั้นเกมยังอาจจะทำให้เกิดความกลัวการใช้ภาษา และการแต่งกายที่ไม่เหมาะสม เกมนี้จึงไม่เหมาะกับเด็กทุกวัย


เกมเล่นได้ครับ แต่ต้องเลือกใช้อย่างฉลาด อย่าคิดว่าไม่เป็นไร ผลต่อพฤติกรรมเป็นผลระยะยาวอาจยังไม่เห็นวันนี้ แต่จะส่งผลในอนาคตครับ


(update 27 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 284 กันยายน 2549 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600