อาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างร่างกายและสมองน้อยๆ ของลูก ให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ
แต่ลูกกลับไม่ยอมแตะต้องอาหาร แถมยังร้องหาแต่ขนมหวานนานาชนิด ลูกน้อยของคุณมีอาการอย่างนี้อยู่หรือเปล่าคะ
ถ้าใช่...เรามาหาสาเหตุและวิธีแก้ไขกันดีกว่าค่ะ
หนูเบื่อข้าว เบื่อผักเพราะ...
การเบื่อและปฏิเสธอาหาร พบได้บ่อยในเด็กช่วงอายุ 0-5 ปีค่ะ ทั้งเด็กที่มีพัฒนาการปกติ
และเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการรับประทานอาหาร ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กวัยนี้ค่ะ
เพราะเป็นช่วงวัยที่เด็กมีอาการต่อต้านและอยากทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง และเมื่อเด็กเริ่มเดินได้เอง
ก็จะสนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น มีความอยากรู้ อยากลอง อยากเล่น ทำให้ความสนใจในการรับประทานอาหารลดลง
ฉะนั้นหากเราใช้วิธีคะยั้นคะยอหรือบังคับให้ลูกรับประทานอาหารนั่น
เท่ากับกระตุ้นให้ลูกทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราต้องการนะคะ
นอกจากอาการเบื่ออาหารของลูก ซึ่งเป็นที่หนักอกหนักใจของบรรดาคุณพ่อคุณแม่แล้ว
อาการไม้เบื่อไม้เมากับผักก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พ่อแม่เป็นกังวลกัน โดยมากแล้ว
อาการนี้ของลูกมักมาจากปัจจัยไม่กี่อย่างหรอกค่ะ เช่น
- ถ้าคุณพ่อหรือคุณแม่ไม่ปลื้มการรับประทานผัก มื้ออาหารของบ้านก็มักจะไม่มีเมนูที่มีผัก
ลูกจึงไม่รับประทานผักไปด้วย ถ้าเป็นด้วยเหตุนี้คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องรีบปรับที่ตัวเราเองโดยด่วนค่ะ
เพราะตัวอย่างจากเราเป็นตัวช่วยอย่างดีในการสอนลูกกินผัก
- ประสบการณ์รับประทานผักครั้งแรกไม่ดีเท่าไหร่ เช่น ผักที่เตรียมให้เด็กนั้นชิ้นใหญ่เกินไป
รับประทานยาก เจอผักที่มีกลิ่นเหม็นเขียว ถ้าเป็นเช่นนี้ควรจัดผักประเภทนิ่มมากๆ ผักโขมที่ต้มเปื่อยและยี
ผักกาดขาวต้มเปื่อย แครอต ฟักทอง ถั่วฝักยาว ใส่ในอาหารเสริมให้เด็กตามวัยและให้มีผักในอาหารทุกมื้อ
เพื่อฝึกให้ลูกเคยชินกับการรับประทานผัก จะได้ไม่ต่อต้านผักใบเขียวเมื่อโตขึ้น
สำหรับผักที่ควรฝึกให้รับประทานหลังสุดคือผักคะน้าค่ะ เพราะทั้งแข็ง มีเสี้ยน และกลิ่นแรง
จูงลูกห่างขนมหวาน
เมื่อลูกพ้นวัยทารก ควรให้อาหารหลัก 3 มื้อ และมีอาหารว่าง 2-3 มื้อ โดยอาหารว่างที่แนะนำคือนม
และอาจให้ผลไม้ที่ไม่หวานร่วมด้วยก็ได้ค่ะ ถ้าจะให้ขนมหรือเบเกอรี่ ควรให้ปริมาณน้อย
แค่พอได้รู้รสชาติ และให้ดื่มนมก่อนให้ขนม
- นม นมที่ให้ควรเป็นนมรสจืดเท่านั้น เพราะรสอื่นมักมีน้ำตาลผสมอยู่ด้วย
ถ้าเด็กติดรสโกโก้ไปแล้วแทนที่จะให้นมรสโกโก้เราอาจเติมผงโกโก้ปริมาณเล็กน้อยในนมได้ค่ะ
แต่ถ้ายังไม่ติดก็ไม่ควรฝึกให้ติดนะคะ นอกจากนมแล้วไม่ควรให้เด็กบริโภคเครื่องดื่มชนิดอื่นค่ะ
เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง เป็นต้น ไม่ควรให้น้ำผลไม้ แต่ควรให้เป็นผลไม้สดแทนค่ะ
อ้อ...ลืมบอกไปนิดหนึ่งค่ะว่า ในน้ำอัดลมมีสารคาเฟอีน ถ้าให้ลูกดื่มมากๆ อาจทำให้ลูกตัวเตี้ย
และกระดูกบางได้ค่ะ
- ขนมของว่าง จำพวกเบเกอรี่ไม่ควรจัดให้ลูกรับประทาน
คุณพ่อคุณแม่หรือคนในบ้านเองก็ไม่ควรรับประทานให้เด็กเห็นนะคะ
ถ้าจะให้บ้างก็ให้ชนิดที่มีหน้าครีมน้อยๆ หรือไม่มีเลยและไม่หวาน
ขนมซองหรือขนมถุงก็ไม่ควรจัดให้เด็ก ควรให้เป็นผลไม้แทนค่ะ
- ส่วนขนมหวานของไทยที่หวานมากหรือมีกะทิมาก ไม่เหมาะสำหรับเด็ก (ผู้ใหญ่ด้วยค่ะ) มีบ้างบางชนิดที่เหมาะ
ได้แก่ ขนมกล้วย ขนมตาล ถั่วแปบ ถ้าจะให้ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ควรทำแบบไม่หวาน
หรืออาจให้ฟักทองแกงบวดที่ใช้นมขวดมันเนยแทนกะทิก็ได้ค่ะ
และคุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกรักษาความสะอาดของฟันและช่องปากทุกครั้งหลังรับประทานด้วยนะคะ
- ผลไม้ ควรจัดผลไม้ไม่หวานที่ให้วิตามินและใยอาหารด้วย เช่น ส้ม (ไม่ใช่น้ำส้ม) ฝรั่ง ชมพู่
แอปเปิล มะละกอ (แต่ไม่ควรให้มาก เพราะอาจทำให้ผิวเหลือง) เป็นต้น ควรให้ผลไม้สดและไม่ควรให้น้ำคั้น
ไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้ เนื่องจากการคั้นทำให้มีการสูญเสียวิตามินและใยอาหารค่ะ
เพราะเด็กวัยนี้ติดขนมหวานง่ายค่ะ จึงไม่ควรให้ลูกเคยชินกับการรับประทานขนมหวาน
แต่ต้องค่อยๆ ฝึกให้ลูกชินกับของว่างที่มีคุณภาพที่ไม่หวานหรือมันเกินไปอย่างที่แนะนำข้างต้นแทน
และถ้าลูกเห็นคนอื่นรับประทานขนมหวานๆ แล้วอยากรับประทานบ้าง
ก็อาจให้ได้เป็นครั้งคราวแต่ต้องในปริมาณน้อยๆ นะคะ
กลยุทธ์รับมือลูกเบื่ออาหาร
- คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจว่าเป็นปัญหาธรรมดาสามารถเกิดได้กับเด็กทุกวัย
- พยายามจัดอาหารที่มีคุณค่าและให้พลังงานสูง ตักอาหารในปริมาณที่ลูกจะสามารถรับประทานได้หมด
หากไม่พอให้เติมได้ดีกว่าให้มากเกินไปจนทำให้ลูกหมดความอยาก
- จัดอาหารเสริมที่เหมาะสมตามวัยให้ลูก เช่น เริ่มจากอาหารที่นิ่มและยุ่ยก่อน
แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นอาหารที่เหนียวและแข็งมากขึ้น ไม่ต้องบด ปั่น หรือกรองอาหารเมื่อฟันลูกเริ่มขึ้น
- ปล่อยให้ลูกได้หัดรับประทานเอง ยอมให้หกเลอะเทอะบ้าง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ในการหัดใช้มือ
และหัดการบังคับมือให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดลูกจะรับประทานเองได้ค่ะ
- ขณะรับประทานอาหาร ไม่ควรมีสิ่งใดมาเบี่ยงเบนความสนใจหรือต้องหลอกล่อ เช่น เดินเที่ยว ดูทีวี
หรือเอาของเล่นมาล่อ เพราะจะทำให้เด็กเห็นว่าการรับประทานไม่ใช่เรื่องสำคัญค่ะ
- กำหนดเวลาให้อาหารแต่ละมื้อไม่เกิน 30-45 นาที และไม่ควรจ้ำจี้จ้ำไชหรือบังคับลูก
ถ้าลูกไม่รับประทานก็เก็บค่ะ
- ควรจัดอาหารให้มีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งสีสัน รสชาติ
- ไม่ควรใช้วิธีบังคับให้ลูกรับประทานเพราะจะเกิดการต่อต้านได้ ให้ช่วงเวลาอาหารมีลักษณะกึ่งเล่นและเรียนรู้
- ให้คำชมเมื่อลูกรับประทานอาหารใหม่ๆ จะทำให้ลูกได้กำลังใจในการเรียนรู้อาหารชนิดใหม่ๆ ได้ต่อไปค่ะ
จัดอาหารให้เหมาะกับช่วงวัย
วิธีการที่จะช่วยลดทอนบรรดาปัญหาเรื่องการรับประทานของลูกได้ดีก็คือ การเริ่มต้นฝึกพัฒนาการ
และนิสัยรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ให้สอดคล้องกับพัฒนาการและช่วงจังหวะวัยต่างๆ ของลูกค่ะ
- 0-4 เดือนแรก เป็นช่วงที่ร่างกายลูกยังไม่สามารถย่อยอาหารอย่างอื่นได้ดีเท่าการย่อยนม
ดังนั้นอาหารที่เหมาะสมกับช่วงวัยนี้คือ นม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนมแม่ค่ะ
หากเราจัดอาหารอื่นให้ก็อาจเป็นสาเหตุให้ทารกท้องอืดและดื่มนมได้น้อยลงค่ะ
- 4-6 เดือน สามารถให้อาหารอื่นนอกเหนือจากนมได้นะคะ แต่ควรเริ่มจากอาหารที่มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว
เช่น ข้าวบด กล้วยครูด เป็นต้น เริ่มครั้งละครึ่งถึงหนึ่งช้อนก็พอค่ะ เมื่อลูกยอมรับประทานอาหารชนิดหนึ่งแล้วก็ค่อยๆ
เปลี่ยนและเพิ่มอาหารชนิดอื่นทีละอย่าง เพื่อสังเกตดูความชอบ และอาการผิดปกติ เช่น แพ้อาหาร เป็นต้น
ช่วงปลายของระยะนี้เด็กเริ่มมีพัฒนาการในการเคี้ยวและกลืนอาหารที่มีความแข็งได้บ้างแล้วค่ะ
- เมื่อให้อาหารประเภทแป้งได้แล้ว ให้เพิ่มไข่แดงไปด้วยค่ะ (ยังไม่ให้ไข่ขาวจนกระทั่งอายุ 7 เดือนหรือมากกว่า)
รวมทั้งตับบดซึ่งเป็นอาหารที่มีโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่สูง โดยเฉพาะธาตุเหล็ก
เริ่มให้เนื้อปลาได้เมื่ออายุประมาณ 5 เดือน เพื่อให้ลูกรู้จักบดเคี้ยวมากขึ้น
การให้ผักต้มเปื่อยด้วยจะทำให้ลูกเริ่มคุ้นเคยกับกลิ่นและสีเขียวของผัก
และเป็นการฝึกให้รู้จักรับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ
- 6-12 เดือน หรือที่เรียกกันว่า ระยะหย่านมนั้น เป็นช่างที่สามารถปรับอาหารให้มีความแข็งและเหนียวเพิ่มขึ้นค่ะ
แต่ต้องผสมกันให้ได้ตามสัดส่วนนะคะ เมื่อลูกอายุ 6 เดือน ให้อาหารเสริมแทนได้ 1 มื้อค่ะ (ปริมาณประมาณ 1 ถ้วย)
- พออายุ 7 เดือน ฟันลูกเริ่มขึ้นแล้วค่ะ สามารถจัดอาหารประเภท เนื้อสัตว์บด
เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของฟันและกราม นอกจากเนื้อสัตว์แล้ว อาหารอื่นก็ต้องปรับเปลี่ยนด้วยค่ะ
เช่น เปลี่ยนข้าวบดเป็นข้าวต้มเปื่อยจนเป็นข้าวสวย เป็นต้น และเมื่อลูกอายุ 8-9 เดือน
สามารถจัดอาหารเสริมแทนนมได้วันละ 2 มื้อ อายุ 10-12 เดือน จัดอาหารเสริมแทนนมได้ 3 มื้อค่ะ
- 1-3 ปี เด็กจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักและส่วนสูงช้ากว่าในช่วงขวบปีแรก ซึ่งเป็นภาวะปกติค่ะ
เด็กวัยนี้มักห่วงเล่น รับประทานน้อย ดังนั้นอาหารในแต่ละมื้อไม่ต้องมีปริมาณมากนะคะ
แต่ควรเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน เช่น ข้าวผัด ไข่ หมู เนื้อ ไก่ทอด
กับผัดผักใบเขียวหรือต้มจืดตำลึง และมีผลไม้สดหลังอาหาร เป็นต้น ควรจัดอาหารให้เป็นมื้อๆ
กำหนดเวลาในการรับประทานไม่เกิน 30-45 นาที เพื่อสอนลูกให้มีวินัยและรู้จักรักษาเวลาไปด้วยค่ะ
ลองถ้าใส่ใจดูแลเรื่องอาหารของลูกเป็นพิเศษขนาดนี้
ปัญหาไหนๆ ของลูกพ่อแม่ยุคใหม่อย่างเราก็จัดการได้อยู่แล้วค่ะ
(update 9 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 272 กันยายน 2548]
|