ถึงคุณพ่อคุณแม่จะดูแลลูกเป็นอย่างดีแล้ว แต่เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยกับเด็กๆ ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไข้ ผดผื่น ปวดท้อง ฯลฯ
แค่นึกก็ไม่สนุกแล้ว แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีวิธีรับมือหรือแก้ปัญหาที่ถูกต้องเหมาะสมลูกน้อยก็จะผ่านอาการป่วยไข้นั้นไปได้อย่างสบายค่ะ
ตัวร้อน มีไข้
เมื่อลูกมีไข้แสดงว่าอุณหภูมิภายในร่างกายสูงกว่าปกติ คือ วัดได้เกิน 38 องศาเซลเซียส เวลามีไข้ลูกมักจะงอแง อาจจะมีอาการเหงื่อออก หนาวสั่น ปวดศรีษะ ปวดเมื่อย เบื่ออาหาร ปากแห้ง คอแห้ง และอ่อนเพลีย
วิธีดูแลลูกเมื่อมีไข้
- คุณแม่ควรหาเสื้อผ้าเนื้อบางเบา สบายๆ ให้ลูกสวมใส่เพื่อระบายความร้อน และให้ลูกนอนพักผ่อนมากๆ
- เช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิปกติหรือน้ำอุ่นเพื่อลดไข้ให้ลูก
- ให้ลูกกินยาพาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวลูก คือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
- พยายามให้ลูกดื่มน้ำมากๆ
- ถ้าลูกซึมผิดปกติ หรือไข้สูงนานกว่า 3-5 วัน หรือมีอาการชัก รีบนำส่งโรงพยาบาล
ผดผื่น
เมื่อลูกมีผื่นขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตว่าผื่นขึ้นบริเวณใด ลักษณะของผื่นที่เกิดเป็นอย่างไร เป็นดังนี้หรือเปล่า
ผดผื่นธรรมดา มักเกิดจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว มีลักษณะเป็นตุ่มสีแดงเม็ดเล็กๆ ตามไรผม หน้าผากลงมาถึงหลังคอ บริเวณหลัง อาจมีตามข้อพับแขนขาเล็กน้อย ไม่ค่อยปรากฏที่ท้องหรือหน้าอก มีอาการคัน ซึ่งจะทำให้ลูกร้องงอแงแต่ไม่มีไข้
ผื่นลมพิษ มีลักษณะเป็นผื่นบวมแดง และเกิดมีรอยบวมต่างๆ บนผิวหนัง รอยมีขอบนูนชัดเจน เป็นๆ หายๆ มีอาการคัน และการเกาจะกระตุ้นให้เกิดผื่นมากขึ้น ผื่นแบบนี้เกิดจากปฏิกิริยาแพ้ต่อสารเคมีหรือแพ้อาหารจนเกิดการระคายเคือง
ผื่นผ้าอ้อม จะมีลักษณะเป็นผื่นแดง เป็นจุดๆ ที่ผิวหนัง บางครั้งอาจจะเกิดการอักเสบ มีน้ำเหลือง หรือเป็นผื่นชมพูปนแดงขนาดต่างๆ กัน อาจจะเป็นผื่นหนาบริเวณท้องน้อย ขาหนีบ รวมไปถึงตะโพก และต้นขา ผื่นประเภทนี้เกิดจากความเปียกชื้น ซึ่งเกิดจากการหมักหมมของอุจจาระปัสสาวะของลูกค่ะ
วิธีดูแลลูกเมื่อเกิดผื่น
- ที่สำคัญก็คือการดูแลให้ผิวหนังแห้งและสะอาด
- หมั่นอาบน้ำ ชำระร่างกายให้ลูก
- หากเป็นผื่นที่ทำให้ลูกคัน ควรทาด้วยคาลาไมน์โลชั่น
- พยายามอย่าให้ลูกเกาบริเวณที่ผื่นขึ้น ควรตัดเล็บลูกให้สั้นอยู่เสมอเพื่อป้องกันการเกิดแผลจากการเกา
- กรณีที่พบว่าลูกเกิดผื่นผ้าอ้อม ให้ล้างบริเวณที่เกิดผื่นด้วยนำอุ่นแล้วซับให้แห้งทันที
- เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่ออุจาระหรือปัสสาวะ และควรปล่อยให้ก้นลูกได้สัมผัสอากาศบ้าง ไม่ต้องใส่ผ้าอ้อมให้ลูกตลอดเวลานะคะ
ปวดท้อง
อาการปวดท้องของเจ้าตัวเล็กมีหลายสาเหตุ เช่น ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ และท้องเสีย ซึ่งลูกจะมีอาการงอแงโดยไม่ทราบสาเหตุ สำหรับทารกหรือเด็กเล็กที่ยังบอกไม่ได้ อาการที่แสดงออกเวลาที่ลูกปวดท้อง คือ กำมือ เกร็งเท้า ร้องกวน คุณพ่อคุณแม่
ท้องอืดท้องเฟ้อ ทารกสามเดือนแรก อาจจะมีอาการร้องโยเยได้มาก ทั้งจากการปรับตัว หรืออาจเป็นเพราะท้องอืดหรือท้องเฟ้อ
วิธีดูแลลูกเมื่อลูกท้องอืดท้องเฟ้อ
- หลังมื้อนม คุณแม่ควรจับลูกให้เรอ โดยการอุ้มลูกพาดไหล่ ให้คางลูกเกยตรงไหล่คุณแม่ ท้องและลำตัวจะแนบตรงทรวงอกคุณแม่ ใช้มือลูบหลังแผ่วเบา จะช่วยให้ลูกสบายขึ้น และร้องน้อยลงได้
ท้องผูก เกิดจากอาการถ่ายไม่ออกหรือถ่ายยากของลูก
- ควรให้ลูกดื่มน้ำให้เพียงพอและจัดอาหารที่มีกากใย เช่น ข้าว ผัก ผลไม้หรือน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม น้ำลูกพรุน น้ำมะขาม
ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกขับถ่ายเป็นเวลาด้วยค่ะ
ท้องเสีย คือ การที่ลูกถ่ายอุจจาระบ่อย เป็นน้ำเหลวๆ ซึ่งอาจทำให้ลูกเสียน้ำ
รู้สึกอ่อนเพลีย และหากสูญเสียน้ำมากๆ ก็จะเป็นอันตรายได้ค่ะ ส่วนสาเหตุของท้องเสียนั้นอาจเป็นเพราะติดเชื้อไวรัส หรือ แบคทีเรีย
วิธีดูแลลูกเมื่อลูกท้องเสีย
- ในช่วงแรกให้ลูกดื่มน้ำเกลือแร่ ORS ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เพื่อทดแทนการเสียน้ำทางอุจจาระ ในกรณีที่ลูกอายุต่ำกว่า 2 ปี ให้ดื่มครั้งละ 2 ออนซ์ ในแต่ละครั้งที่ถ่าย
- หากลูกอายุเกิน 3 เดือน กินอาหารเสริมแล้ว ให้กินโจ๊กข้าวต้มใส่เกลือครั้งละน้อยๆ บ่อยๆ และเพิ่มมื้ออาหารเพิ่มอีกหนึ่งมื้อ คือข้าวบดใส่เนื้อไก่หรือเนื้อปลา ถ้าลูกสบายดี อุจจาระจะนิ่มเป็นเส้นคล้ายยาสีฟัน ค่อยให้กินอาหารตามปกติค่ะ
- หากลูกถ่ายมากขึ้นและมีอาการกระหายน้ำ ปากแห้งอุจจาระเป็นน้ำ ให้รักษาภาวะสูญเสียน้ำ โดยให้น้ำเกลือแร่ ORS หรือสารน้ำที่เตรียมใช้เองที่บ้าน (โดยใช้เกลือป่นสองหยิบมือ น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา ใส่ในน้ำต้มสุก 1 แก้ว หรือ 8 ออนซ์) ให้กินเป็น 2 เท่าของปริมาณนมที่เคยกินอยู่ในช่วง 4 ชั่วโมงแรกจากนั้นกินนมผสมตามปกติครึ่งหนึ่งของที่เคยกินอยู่ และให้น้ำเกลือที่ผสมขึ้นกินสลับกันไป จนกว่าจะถ่ายน้อยครั้งลงและอุจจาระเป็นเนื้อขึ้น
รู้แบบนี้แล้วเวลาที่เจ้าตัวน้อยของคุณเกิดอาการไม่สบายร้องไห้งอแงขึ้นมา อย่าเพิ่งตกใจกันนะคะ พยายามตั้งสติและหาสาเหตุว่าลูกเป็นอะไร แล้วก็จัดการดูแลรักษาตามวิธีได้เลยค่ะแต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ค่ะ.
(update 11 สิงหาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 280 พฤษภาคม 2549 ]
|